อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกินและการย่อยอาหารของปลา

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
หมวด: ปลา

อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหาร ได้แก่ ปาก ลิ้น ฟัน ช่องปาก ช่องคอ ซี่กรอง หลอดคอ กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง สำไส้ใหญ่ และต่อมสมทบที่สร้างน้ำย่อยต่างๆ การทำงานของอวัยวะ เหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กัน โดยอาหารที่เข้าสู่ช่องปากอาจมีฟันสำหรับบดฉีกหรือตัดอาหาร แต่ปลาบางชนิดไม่มีฟันในช่องปาก จากนั้นอาหารจะเข้าสู่ช่องคอผ่านหลอดคอสู่กระเพาะอาหาร ปลาบางชนิดมีฟันที่ช่องคอช่วยบดตัดอาหาร หลังจากนั้นอาหารจะผ่านไปยังลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ กากอาหารถูกขับออกสู่ภายนอกทางทวาร (anus) ในปลากระดูกแข็ง หรือทวารร่วม (cloaca) ในปลากระดูกอ่อน

 

 

 


 

อวัยวะภายในของปลา

 

1. ฟัน (teeth)

 

มีกำเนิดมาจากผิวหนังชั้นนอก ในปลากระดูกอ่อนฟันจะมีขนาดและรูปร่างเหมือนกัน ตั้งอยู่ลอยๆ บนขากรรไกร ซึ่งจะยึดติดกับเหงือกด้วยเส้นใยคอลลาเจนส่วนในปลากระดูกแข็งฟันจะฝังลึกลง ไปในกระดูกขากรรไกร แต่ไม่มีรากฟัน ฟันปลาจะมีการหลุดและเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ในปลาฉลามฟันจะเรียงกันเป็นแถว ฟันแถวนอกสุดจะมีอายุมากที่สุด เมื่อหลุดไปแถวใหม่ด้านในจะร่นเข้ามาแทนที่ ปลาเป็นสัตว์ที่กินอาหารโดยไม่เคี้ยวจึงมีฟันเหมือนกันหมด แต่ในปลาแต่ละชนิดจะมีการจัดเรียงฟันในตำแหน่งต่างๆ กัน อาจมี 1, 2 หรือ 3 แถวก็ได้ หรืออาจเบียดกันแน่นเป็นกระจุก บางชนิดเรียงกันเป็นแถบ จำนวนของฟันขึ้นอยู่กับชนิดของปลา ปลาบางชนิดก็ไม่มีฟันเลย

 

ตำแหน่งของฟัน ฟันจะเกิดภายในช่องปากตามที่ต่างๆ กัน จึงเรียกชื่อฟันตามตำแหน่งที่ตั้งดังนี้

 

ตำแหน่งของฟันในปาก

 

ก. ฟันบนขากรรไกรบน (premaxillary teeth และ maxillary teeth)

 

ข. ฟันบนขากรรไกรล่าง (mandible teeth)

 

ค. ฟันบนเพดานปาก (vomerine teeth และ palatine teeth)

 

ง. ฟันบนกระดูกสิ้น (lingual teeth)

 

จ. ฟันในช่องคอและบนกระดูกแกนเหงือก (pharyngeal teeth)

 

ลักษณะรูปร่างของฟันในปลาแต่ละชนิดจะมีรูปแบบ ขนาด และหน้าที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของอาหารที่กิน จำแนกฟันตามรูปร่างลักษณะได้ดังนี้

 

 

 

ลักษณะรูปร่างของฟันแบบต่างๆ

 

1. ซิลิฟอร์ม (ciliform) เป็นฟันที่มีขนาดเล็กละเอียดมาก ไม่มีความแข็งแรงสามารถโยกได้ มักรวมอยู่เป็นแถบหรือกระจุก มีจำนวนมาก พบในพวกปลาหลังเขียวและปลาตะลุมพุก

 

2. วิลลิฟอร์ม (villiform) เป็นฟันซี่เล็กเรียวยาวไม่เท่ากัน อยู่ติดกันเรียงเป็นแถวพบในปลาเข็ม ปลากด ปลาแขยง และปลาเทโพ

 

3. คาร์ดิฟอร์ม (cardiform) มีลักษณะเป็นฟันเล็ก ๆ หรือใหญ่ก็ได้ แหลมคมมากอยู่กันเป็นกระจุก มักเอนไปมาไม่เป็นระเบียบ พบในปลาเค้า ปลากะพง ปลากะรัง เป็นต้น

 

4. ฟันเขี้ยว (canine) มีลักษณะคล้ายเขี้ยวของสุนัข เป็นฟันขนาดใหญ่โค้งเรียวรูปกรวย ฐานใหญ่ปลายเรียวแหลมยื่นพ้นซี่อื่น ๆ ขึ้นมา มีความแข็งแรงมั่นคงมาก ใช้สำหรับกัด จับยึด และฉีกเนื้อเหยื่อ พบในปลาน้ำดอกไม้ ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาดาบเงิน เป็นต้น

 

5. ฟันสิ่ว (chisel-like) เป็นฟันปลายแบนคมแบบปลายสิ่ว ใช้เจาะของแข็ง พวกหอย ปู พบในปลาวัว ปลากวาง

 

6. ฟันตัด (incisor) มีลักษณะปลายตัดคล้ายฟันหน้าของสัตว์แทะ ใช้สำหรับตัดปลายอาจเรียบหรือ เป็นหยัก พบในปลานกแก้ว ปลาปักเป้า และปลาหูช้าง เป็นต้น ใช้ในการกัดแทะพืชที่ติดกับหิน

 

 

7. ฟันเป็นแผ่นแบนคู่ (paired tassillated plate) อยู่ด้านหน้า ใช้สำหรับขบตัดให้แตกขาด เช่น ฟันคู่หน้าของปลาปักเป้า

 

8. ฟันคล้ายปากนก (beak-like) ฟันหน้าเชื่อมรวมกัน พบในปลานกแก้ว ใช้ในการขุดแทะอาหารพวกพืชสาหร่ายที่ขึ้นตามโขดหิน และปะการัง

 

9. ฟันบด (molariform) คล้ายฟันกราม ปลายแบนเรียบ ใช้บด ขบ ขยี้อาหาร อาจเป็นหอย พบในปลาฉนาก และปลากระเบน

 

10. ฟันแบบมีดโกน (razer like cutting teeth) เป็นฟันที่มีความคมคล้ายใบมีดโกน พบในปลาน้ำดอกไม้ ปลาฉลาม และปลาปิรันยา เป็นต้น

 

2. ลิ้น (tongue)

 

ปลาไม่ได้มีลิ้นที่แท้จริง เพียงแต่เป็นแกนกระดูกที่มี เยื่อหุ้มอยู่เท่านั้นไม่มีกล้ามเนื้อ ไม่ได้ใช้ในการคลุกเคล้าอาหาร แต่ช่วยในการจับเหยื่อ และผลักดันอาหารลงสู่ช่องคอ เช่น ปลาเสือพ่นน้ำใช้ลิ้นที่ค่อนข้างยาวดันเพดานปากให้ฉีดน้ำไปยังเหยื่อที่อยู่ เหนือผิวน้ำได้ ปลาบางชนิดมีฟันที่ลิ้นซึ่งช่วยจับเหยื่อเข้าสู่ช่องคอได้ดีขึ้น เช่น ปลากราย ปลาสลาด เชื่อว่าลิ้นอาจมีต่อมรับรสอยู่ด้วย

 

3. ช่องคอหรือคอหอย (pharynx)

 

อยู่ถัดจากช่องปากเข้าไป เป็นช่วงสั้น ๆ ก่อนถึงหลอดอาหาร เป็นช่องแคบเหมือนปากกรวย อาจมีซี่กรองยื่นล้ำเข้ามาทำหน้าที่กรองอาหารส่งไปยังหลอดอาหาร ปลาตะเพียนขาวจะมีฟันที่ช่องคอ เพื่อใช้บดอาหารพวกพืช ส่วนปลานกแก้วมีฟันที่ช่องคอชนิดฟันบดใช้บดปะการังและหอย

 

4. ซี่กรอง (Gill raker)

 

อยู่บนกระดูกเหงือก เรียงเป็นแถวโดยแต่ละซี่อาจจะมีขนแยกออกมาคล้ายขนนก ช่วยกรองแพลงก์ตอนเข้าสู่ช่องคอ เช่น ในปลาทู ซึ่งมีซี่กรองยาวและจำนวนมากปลาที่กินพืชและซากเน่าเปื่อยซี่กรองจะสั้นและ น้อยกว่าปลากินแพลงก์ตอน ส่วนปลากินเนื้อซี่กรองจะมีลักษณะ เป็นตุ่มหรือเป็นซี่ฟันสั้นๆ บางชนิดมีฟันบนกระดูกเหงือกบริเวณช่องคอด้วย ปลาบางชนิดไม่มีซี่กรอง เช่น ปลาดาบเงิน

 

ลักษณะซี่กรอง

 

5. หลอดอาหาร (esophagus)

 

เป็นอวัยวะต่อจากช่องคอ มีขนาดสั้นมากเนื่องจากปลาไม่มีคอ มีขนาดพอๆ กับกระเพาะอาหารทำให้แยกอวัยวะสองส่วนนี้ยาก แต่ก็ทราบได้จากการขยายตัวของกระเพาะอาหารเมื่อมีอาหารผ่านเข้าไป

 

6. กระเพาะอาหาร (stomach)

 

เป็นส่วนที่ต่อจากหลอดอาหาร โดยทั่วไปกระเพาะอาหารมีลักษณะเป็นท่อรูปกรวย ทอดไปตามความยาวของลำตัว ก้นถุงจะแคบ ผิวภายนอกเรียบผิวภายในย่นถี่ กระเพาะแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนต้น (cardiac) และส่วนปลาย (pyloric) ส่วนต้นติดกับหลอดอาหาร ส่วนปลายมีกล้ามเนื้อหนากว่า และในปลาบางชนิดส่วนนี้จะโค้งขึ้นทำให้เกิดการงอของกระเพาะ อย่างไรก็ดีการแบ่งส่วนของกระเพาะทั้งสองส่วนนี้ไม่มีขอบ เขตที่แน่นอน รูปร่างกระเพาะแตกต่างกันไปตามชนิดของปลา โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 แบบ

 

 

ก. แบบตัว"บ"(U-shape หรือ siphonal type) จะมีส่วนปลายของกระเพาะส่วนต้นโค้งงอตกท้องช้างมองดูคล้ายถุง พบในปลาแรด ปลาตาเดียว เป็นต้น

 

 

ข. แบบตัว "ง"(J-shape หรือ caccal type) กระเพาะจะงองุ้มเป็นมุมแหลมจนไม่มีส่วนก้นถุง พบในปลาฉลาม ปลาทู ปลาตะลุมพุก เป็นต้น

 

 

 

ค. แบบเหยียดตรง (straight type) กระเพาะส่วนต้นและส่วนปลายอยู่ต่อเนื่องกันและทอดไปในระดับเดียวกัน พบในปลาช่อน ปลาสลิด ปลานิล เป็นต้น

 

กระเพาะอาหารทำหน้าที่เป็นที่พักอาหารและย่อยอาหาร โดยใช้น้ำย่อยจากต่อมภายในผนังกระเพาะ ปลาที่หาอาหารยากจะมีกระเพาะใหญ่มากสำหรับเก็บอาหาร เช่น ปลาน้ำลึกพวกกัลเปอร์ (gulper) ในปลากินพืชกระเพาะอาหารจะสั้นกว่าในปลากินเนื้อ ในปลาบางชนิดจะมีกระเพาะช่วยย่อยอาหารมีกล้ามเนื้อหนาเรียกกึ๋น (gizzard) เช่น ปลากระบอก

 

7. ลำไส้เล็ก (small intestine)

 

เป็นส่วนที่ต่อออกมาจากส่วนปลายกระเพาะอาหาร เป็นส่วนที่ยาวที่สุดในระบบย่อยอาหาร อาจจะเป็นท่อเหยียดตรงหรือขดม้วนทับกันเป็นก้อนใหญ่ ในปลากินเนื้อลำไส้เล็กจะสั้นกว่าปลากินพืช ทั้งนี้เนื่องมาจากเนื้อย่อยได้เร็วและย่อยในกระเพาะอาหารได้ดีกว่าในลำไส้ เล็ก ลำไส้เล็กแบ่งได้ 3 ส่วน คือ

 

 

ก. ตอนต้นเรียกดูโอดีนั่ม (duodenum) เป็นส่วนที่ยาวกว่าส่วนอื่น ต่อออกมาจากกระเพาะอาหารส่วนท้าย ซึ่งจะมีสีดำมากกว่าส่วนของกระเพาะเนื่องจากมีน้ำดีไหล เข้ามาเป็นส่วนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงและมีไส้ติ่งอยู่ด้วย

 

ข. ตอนกลางเรียกจูโอดีนั่ม (juodenum หรือ jejunum) อยู่ถัดจากตอนแรก มีขนาดสั้นกว่าและคอดเล็กลงตรงส่วนท้าย

 

 

ค. ตอนปลายเรียกไอเลียม (ilium) เป็นส่วนสุดท้ายที่มีลักษณะแคบและสั้นกว่าส่วนอื่นๆ เป็นส่วนที่เหยียดตรงไปทางหาง

 

8. ไส้ติ่ง (pyloric caeca)

 

มีลักษณะเป็นหลอดตัน มีขนาดและจำนวนแตกต่างกันไปตามชนิดของปลา พบอยู่ส่วนท้ายกระเพาะอาหารบริเวณที่ต่อกับลำไส้เล็กตอนต้น ปลาบางชนิดไม่มีไส้ติ่ง เช่น ครอบครัวปลาเนื้ออ่อน ส่วนปลาไหลมี 1 อัน ปลาช่อนมี 2-4 อันปลาทูมีมากกว่า 200 อัน ทำให้ทราบว่าไส้ติ่งมีประโยชน์ต่อปลากินแพลงก์ตอน เข้าใจว่าไส้ ติ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ในการย่อยและดูดซึมอาหาร และช่วยในการขับน้ำย่อย

 

9. สำไส้ใหญ่ (large intestine)

 

เป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินอาหาร อยู่ต่อจากลำไส้เล็กส่วนปลาย แยก จากลำไส้เล็กโดยรอยคอดกิ่ว ผิวภายในย่นมากกว่าลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่อาจเรียกเรคตัม (rectum) และเปิดสู่ภายนอกทางทวาร (anus หรือ cloaca ในปลากระดูกอ่อน) นอกจากนี้ในปลากระดูกอ่อนจะมีการพัฒนาเพิ่มพื้นที่ดูดซึมอาหารตรงส่วนต้นของ ลำไส้ใหญ่ โดยการสร้างผนังบิดวนเป็นบันไดเวียน (spiral valve) หรือเป็นแผ่นม้วนพับซ้อนกัน (scroll valve) เทียบได้กับการเพิ่มความยาวลำไส้ในปลากระดูกแข็ง

 

เศรษฐกิจการประมง

ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
By Joomla 1.7 Templates