การเพาะเลี้ยงปลาบึก

พิมพ์

 

          ปลาบึก(Mekong Giant Catfish) เป็นปลาที่มีความสำคัญต่อประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (4,000 กิโลเมตร) ตั้งแต่ตอนล่างของมณฑลยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จนถึงทะเลสาบ Tonle Sap ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนกัมพูชา ตามอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ป่า CONVENTIONAL ON INTERNATIONAL TRADE IN ENDANGERED SPECIES (CITES) OF WILD FAUNA AND FLORA กำหนดให้ปลาบึกเป็นปลาที่กำลังสูญพันธุ์ (Endanger Species) และเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การจับปลาบึกจากแม่น้ำโขง ณ บ้านหาดไคร้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ตั้งแต่ปี 2526 จำนวนปลาที่จับได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดในปี 2533 จับได้สูงสุด 65 ตัว

หลังจากนั้นจำนวนที่จับได้ลดลงตลอดจนล่าสุดปี 2544-2546 ไม่สามารถจับปลาบึกได้เลย พ่อแม่ปลาบึกบางส่วนถูกนำมาผสมเทียมโดยกรมประมงตั้งแต่ปี 2526 ปลาบึกบางส่วนนำไปทดลองศึกษาด้านชีววิทยา อนุกรมวิธาน โดยหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมประมง และมหาวิทยาลัย และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติรวมทั้งแม่น้ำโขง ปลาบึกเจริญเติบโตดีในบ่อดินและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ทำให้เกษตรกรสนใจเพาะเลี้ยงปลาบึกในบ่อดินและสามารถเลี้ยงร่วมกับปลากินพืช เช่น ปลานิลได้ ปลาบึกอายุ 3-5 ปี เจริญเติบโตได้ 20-40 กิโลกรัม (4-6 กิโลกรัม/ปี) ต้นทุนการเลี้ยง 30-50 บาท/กิโลกรัม จำหน่ายในราคา 80-150 บาท/กิโลกรัม ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมให้ปลาบึกส่งออกได้ในรูปต้มยำปลาบึกหรือแปรรูปในอนาคต นอกจากนี้การแปรรูปเป็นอาหารอย่างอื่นที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นได้แก่ ปลาแล่เนื้อแช่แข็ง สเต๊กปลาบึก

 

ชีววิทยา

 

          ลูกปลาบึกขนาดเล็กมีสีคล้ำเหลือบเหลือง ข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำยาว 1-2 แถบ ครีบหางตอนบนและล่างมีแถบสีคล้ำตามยาว ปลาขนาดใหญ่ที่ยังมีชีวิต ด้านหลังของข้างลำตัวจะมีสีเทาอม น้ำตาลแดง ด้านข้างเป็นสีเทาปนน้ำเงินจางกว่าด้านหลัง เมื่อค่อนลงมาทางท้องสีจะจางลงเรื่อยๆ จนเป็นสีขาวเงิน ตามลำตัวมักมีจุดสีดำค่อนข้างกลมกระจายอยู่ห่างๆ เกือบทั่วตัว (ธีรพันธ์ ภูคาสวรรค์, 2525; เสน่ห์ ผลประสิทธิ์, 2526) จุดเหล่านี้ชาวประมงจังหวัดหนองคาย เรียกว่า "จุดน้ำหมึก" และคาดว่าจุดดังกล่าวจะเพิ่มจำนวนขึ้นในปลาที่มีขนาดโต หัวปลาบึกที่มีขนาดใหญ่คิดเป็น 31.5-32.0 % ของความยาวลำตัว หัวมีความกว้าง 14.3-27.0 % ของความยาวลำตัว ความลึกแนวหลังตา 13.4-14.2 % ของความยาวลำตัว ความยาวลำตัวเป็น 3.6 เท่าของความลึก จะงอยปากใหญ่กลมมนอยู่ปลายสุดของหัว ความกว้างลำตัวคิดเป็น 37.7-44.7 % ของความยาวหัว มีหนวดเส้นเล็กๆ ซ่อนอยู่ที่ร่องหลังมุมปาก 1 คู่ ที่มุมขากรรไกรบนเป็นเส้นแบนสีแดง มีความยาวเล็กน้อยกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางตา บริเวณจะงอยปากมีรูจมูก 2 คู่ ตั้งอยู่บนริมฝีปากด้านข้างของหัว จมูกคู่หน้าอยู่ชิดกันมากกว่าคู่หลัง นัยน์ตามีขนาดเล็กอยู่เป็นอิสระไม่ติดกับขอบตามีเส้น ผ่าศูนย์กลางคิดเป็น 1 ใน 20 เท่าของความยาวหัว ตำแหน่งของนัยน์ตาตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับมุมปาก (Chevey, 1930) ลูกตามีหนังบางๆ คลุมด้านขอบเล็กน้อยเปิดเป็นช่องกลม

 

          ศรีจันทร์เพ็ญ (2533) ได้รวบรวมเรื่องราวของการตั้งชื่อสกุลของปลาบึกโดยเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าควรจัดปลาบึกอยู่ในสกุล Pangasius ไม่ใช่สกุล Pangasianodon ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของ ดร.สมิท นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ดร.ไวยอง และ ดร.ดูรอง สองนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Robert (1991) และวันเพ็ญ (2531) ได้ศึกษาปลาไม่มีเกล็ดวงศ์ Pangasiidae ในทวีปเอเชีย พบว่า มีลูกปลาบึกและปลาสวายมีลักษณะคล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันเมื่อปลามีขนาดโตขึ้น ปลาบึกมีขนาดใหญ่มาก อาจมีขนาดยาวถึง 3 เมตร มีน้ำหนักกว่า 300 กิโลกรัม ไม่มีฟันในปากมีแต่เป็นตุ่ม (gill raker) มีหนวดที่มุมขากรรไกรล่าง (mandibular barbel) เล็กและสั้นมาก จึงจัดปลาบึกไว้ในสกุล Pangasius เช่นเดียวกับปลาสวาย และมีชื่อเฉพาะว่า Pangasius gigas (Chevey 1930)

 

การเพาะฟักและอนุบาล

 

          ปลาบึกเพศผู้และเพศเมียที่เลี้ยงในบ่อดิน สามารถนำมาผสมเทียมได้ด้วยฮอร์โมนต้องมีอายุมากกว่า 10 ปี และควรมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 15 กิโลกรัม และต้องอยู่ในช่วงฤดูกาลวางไข่ ตั้งแต่ปลายเดือน พฤษภาคม–กรกฎาคม ของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาที่หมาะสม

 

- การคัดพ่อแม่ปลาเพื่อการผสมพันธุ์

              การคัดเลือกปลาจากบ่อดินซึ่งจะถูกจับขึ้นมาตรวจสภาพไข่และน้ำเชื้อทุกตัวโดยการใช้ยาสลบ (2-phenoxy ethanol) ความเข้มข้น 3 ppm. ฉีดพ่นที่เหงือกข้างละ 25 ครั้ง อย่างทั่วถึง เพื่อให้ปลาสงบลงบ้างแล้วใช้ท่อสายยางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.5 มิลลิเมตร สอดเข้าบริเวณช่องเพศเพื่อดูดไข่หรือน้ำเชื้อออกมาตรวจสอบว่าอยู่ในระยะพร้อมที่จะผสมพันธุ์หรือไม่เมื่อพบว่าปลามีไข่ในระยะที่ 3 ก็จะย้ายปลาไปขังไว้ในคอกในบ่อดินขนาดเล็ก พื้นที่ 200 ตารางเมตรที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลาเพื่อรอการฉีดฮอร์โมนผสมเทียมต่อไป ส่วนปลาที่ตรวจเช็คแล้วว่าไข่ยังอ่อนอยู่หรือตรวจไม่พบอะไรก็จะปล่อยกลับบ่อเลี้ยงตามเดิม

     

    - ความดกของไข่และน้ำเชื้อ

                แม่พันธุ์ปลาบึกอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปขนาดน้ำหนัก 62-100 กิโลกรัม สามารถรีดไข่ได้น้ำหนัก 1,300-3,800 กรัม และสามารถให้ไข่ติดต่อกันได้ทุกปีจนถึงเว้น 1-4 ปี ปลาพ่อพันธุ์อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปขนาดน้ำหนัก 60-96 กิโลกรัมสามารถให้น้ำเชื้อโดยการรีดได้ติดต่อกันทุกปี จนถึงเว้น 1-2 ปี ขึ้นกับสภาพความบอบช้ำของพ่อแม่พันธุ์ภายหลังจากการเพาะพันธุ์

       

      • การเพาะพันธุ์ด้วยการฉีดฮอร์โมน

      การเตรียมสารเคมีและต่อมใต้สมอง

       

                - ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa (Luteinising Hormone Releasing Hormone Analogue) เก็บไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะใช้

       

                - Domperidone (ในชื่อทางการค้า Motilium-M) ถูกทำละลายโดยใช้น้ำกลั่นให้ได้ความเข้มข้น 10 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)

       

                - ต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) ถูกเก็บจากปลาจีนน้ำหนักเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2,000 กรัม โดยเก็บในน้ำยา acetone แล้วแช่ไว้ในตู้เย็น

       

                - Human Chorionic Gonadotropin (HCG) เป็นสารที่ทำให้แห้งโดยการแช่แข็งใช้ผสมกับตัวทำละลายสำหรับฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เก็บไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะใช้

       

      การฉีดฮอร์โมน

       

                การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการวางไข่และน้ำเชื้อของปลาบึกเริ่มโดยการฉีดฮอร์โมนเข้าไปในตัวปลาจะฉีดเข้า 2 ตำแหน่ง คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณหลังโคนครีบหลัง และฉีดเข้าช่องท้อง(interperitoneal) โดยใช้ความเข้มข้น 3 สูตร ดังนี้ คือ

       

      การฉีดฮอร์โมนปลาบึก

       

      1. การฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ร่วมกับ ต่อมใต้สมองและ HCG

       

      การฉีดครั้งที่ 1 ใช้ HCG ในอัตรา 50 IU/Kg น้ำหนักปลา

       

      การฉีดครั้งที่ 2 ใช้ LHRHa + domperidone ในอัตรา 30 µg + 10 mg/Kg น้ำหนักปลา ร่วมกับต่อมใต้สมอง 1.0 โดส โดยฉีดห่างจากการฉีดครั้งแรก 12 ชั่วโมง

       

      2. การฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ร่วมกับ HCG

       

      การฉีดครั้งที่ 1 ใช้ ใช้ HCG ในอัตรา 50 IU/Kg น้ำหนักปลา

       

      การฉีดครั้งที่ 2 ใช้ HCG+ LHRHa + domperidone ในอัตรา 70 IU + 30 µg + 10 mg/Kg น้ำหนักปลา โดยฉีดห่างจากการฉีดครั้งแรก 12 ชั่วโมง

       

      3. การฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิดเดียว

       

      การฉีดครั้งที่ 1 ใช้ LHRHa + domperidone ในอัตรา 10 µg + 10 mg/Kg น้ำหนักปลา

       

      การฉีดครั้งที่ 2 ใช้ LHRHa + domperidone ในอัตรา 20 µg + 10 mg/Kg น้ำหนักปลา โดยฉีดห่างจากการฉีดครั้งแรก 12 ชั่วโมง

       

      การผสมเทียม

       

                ปลาที่ได้รับการฉีดกระตุ้นแล้วจะถูกปล่อยลงในคอกเดิมคอกละตัว หลังจากนั้น 12 ชั่วโมง ปลาเพศเมียจะถูกนำขึ้นมารีดไข่เพื่อผสมกับน้ำเชื้อ

       

      การรีดไข่ปลาบึก

       

                การผสมพันธุ์ใช้วิธีการผสมแบบแห้ง (Dry method) โดยมีวิธีการปฏิบัติ ดังนี้คือ หลังจากฉีดครั้งที่ 2 แล้วประมาณ 12 ชั่วโมง ( ชั่วโมงที่ 24-30 ) นำแม่ปลามาตรวจเช็คโดยวางแม่ปลาลงบนหมอนเพื่อหนุนให้ไข่ไหลได้ง่ายขึ้น จากนั้นก็ทำการรีดไข่ทีละข้างลงในกะละมังที่แห้งและสะอาดแล้วนำไข่ผสมกับน้ำเชื้อใช้ขนไก่ที่ทำความสะอาดแล้วคนไข่และน้ำเชื้อผสมกันประมาณ ½ นาที จึงเติมน้ำเกลือ(NaCl 0.9 %) ลงไปในกะละมังประมาณ ¼ ส่วนของปริมาตรไข่ คนต่อไปอีกประมาณ 3 นาที รินน้ำทิ้งแล้วจึงเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมไข่ ล้างไข่ให้สะอาด 3 ครั้ง จึงนำไข่ไปฟักในรางฟักไข่ต่อไป

       

      • การฟักไข่ปลาบึก
                ไข่ปลาที่ได้รับการผสมน้ำเชื้อและล้างจนสะอาดแล้วนำไปโรยบนรังไข่ที่ทำจากเชือกฟางหรือแผงฟักไข่ที่ทำมาจากตาข่ายพลาสติกสีฟ้าขนาดตา 16 ในรางฟักไข่ ที่ทำด้วยอลูมิเนียมขนาดยาว 3 เมตร กว้าง 0.3 เมตร ลึก 0.25 เมตร มีน้ำไหลผ่านตลอดในอัตรา 9 ลิตรต่อนาที เมื่อปลาฟักเป็นตัวจะร่วงลงบนพื้นราง จึงเอาเชือกฟางออก ไข่ปลาบึกใช้เวลาในการฟักออก ประมาณ 29–32 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 25–27 oC อัตราการฟักระหว่าง 11.7-19.4 %

       

      การฟักไข่ปลาบึก

       

      • การพัฒนาการของคัพภะและลูกปลาวัยอ่อน

                ไข่ปลาบึกมีลักษณะกลม สีเหลืองใส เป็นลักษณะไข่ติดกับวัสดุ ไข่ที่เพิ่งได้รับการผสมจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร การพัฒนาของคัพภะปลาบึกภายใต้สิ่งแวดล้อมที่อุณหภูมิน้ำ 25–27 oC มีความเป็นด่าง 110 ppm. ความกระด้าง 90 ppm. ออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 6 ppm. pH 6.5 ไข่ปลาบึกจะใช้เวลาในการพัฒนาและฟักเป็นตัวประมาณ 29–32 ชั่วโมง ลูกปลาเมื่อฟักออกจากไข่จะมีลำตัวสีใส และงอตัวอยู่ประมาณ 3–5 นาที จึงเหยียดตัวตรง มีความยาวเหยียดประมาณ 4.5 มิลลิเมตร

       

      พัฒนาของตัวอ่อนปลาบึก


                การพัฒนาของตัวอ่อนภายใต้สิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับการพัฒนาของคัพภะ ลูกปลาบึกมีถุงสะสมอาหาร ว่ายขึ้นลงในแนวดิ่งเมื่ออายุ 1 วัน ความยาว 7 มิลลิเมตร ลูกปลาอายุ 2 วัน ความยาว 8 มิลลิเมตร หนวดพัฒนายาวขึ้นมาก ครีบหางเริ่มพัฒนา ถุงไข่เริ่มยุบลงเล็กน้อย ลูกปลาเริ่มว่ายขึ้นผิวน้ำ และว่ายเข้าหาแสงสว่าง เริ่มให้อาหารผงสำเร็จรูป ถุงไข่แดง (yolk sac) ยุบหมดเมื่ออายุ 3 วัน ความยาว 9 มิลลิเมตร ลูกปลาอายุ 4 วัน จะมีความยาว 10 มิลลิเมตรลูกปลาอายุ 5 วัน จะมีความยาว 11 มิลลิเมตร ลูกปลาอายุ 7 วัน จะมีความยาว 16 มิลลิเมตร ลูกปลาอายุ 9 วัน จะมีความยาว 20 มิลลิเมตร

       

      พัฒนาการของคัพภะและตัวอ่อนปลาบึก

       

      เศรษฐกิจการประมง

      ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
      By Joomla 1.7 Templates