การเพาะเลี้ยงปลาไน

ปลาไนเป็นปลาชนิดแรกที่มนุษย์นำมาเลี้ยง มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน โดยชนชาติจีนเป็นผู้ริเริ่มนำปลาชนิดนี้มาเลี้ยงก่อนชนชาติอื่นๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 68 หรือ ก่อนคริสต์ศักราช 475 ปี และต่อมาก็ได้นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายเกือบทั่วประเทศในโลก สำหรับประเทศไทย
ชาวจีนได้นำปลาชนิดนี้เข้ามาเลี้ยงเมื่อประมาณ 70 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งในเวลานั้นยังไม่แพร่หลายมากนัก รู้จักกันแต่เพียงผิวเผินว่าปลาเมืองจีนเท่านั้น แต่พี่น้องชาวไทยทางแคว้นสิบสองจุไทยนิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้มาก่อน โดยเรียกชื่อปลาชนิดนี้ว่า "ปลาไน" ซึ่งภาษาจีนเรียก "หลีฮื้อ" หรือ "หลีโกว" ในแถบภาคพื้นยุโรปและอเมริกา เรียกว่า "คอมมอนคาร์พ" (Common carp) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cyprinus carpio แม้การบริโภคปลาไนในประเทศไทยยังอยู่ในแวดวงจำกัด แต่มีแนวโน้มว่าปลาชนิดนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในภาคเหนือและภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ เพราะสามารถเลี้ยงในนาข้าวได้ผลดี นอกจากนี้ การเพาะพันธุ์ยังทำได้ง่ายอีกด้วย
ลักษณะเด่นของปลาไนที่เหมาะต่อการเลี้ยง
ปลาไนเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่มีคุณลักษณะเหมาะแก่การเลี้ยง กล่าวคือ
1. เลี้ยงง่าย เพราะเป็นปลาที่กินอาหารตามธรรมชาติ ได้แก่ จุลินทรีย์ในน้ำ ลูกน้ำ แหนเป็ด ไข่น้ำ รากและใบผักบุ้ง ผักแพงพวย ลูกกุ้ง ลูกหอย แต่ถ้าให้รำ หนอน และแมลงเพิ่มเติมจะทำให้โตเร็วขึ้น
2. โตเร็ว ปลาไนอายุได้ 6 เดือน จะมีน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมขึ้นไปสามารถจับขายได้แล้ว โดยทั่วไปปลาไนที่เลี้ยงในบ่อได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีอัตราการเจริญเติบโต ดังนี้
| อายุปลา | ความยาว (เซนติเมตร) | น้ำหนัก (กิโลกรัม) |
|
3 เดือน |
18 | 0.1 |
|
6 เดือน |
30 | 0.6 |
|
1 ปี |
39 | 1.0 |
|
2 ปี |
44 | 1.8 |
|
3 ปี |
51 | 7.2 |
3. หาพันธุ์ได้ง่าย พันธุ์ปลาไนนอกจากจะหาซื้อได้ง่ายจากบ่อเลี้ยงปลากินพืชทั่วไปแล้ว ผู้เลี้ยงยังสามารถเพาะพันธุ์ปลาไนใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติได้ผลดี อัตราการสูญเสียลูกปลาไม่มากนัก
4. มีลูกมาก แม่ปลาไนที่มีน้ำหนัก 2 กิโลกรัม จะมีไข่ประมาณ 40,000-50,000 ฟอง และน้ำหนัก 7 กิโลกรัม จะมีไข่ถึง 200,000 ฟอง สามารถวางไข่ได้ในทุกฤดูหรือมากกว่านั้น ปลาที่มีลูกมากจะช่วยเพิ่มจำนวนให้เลี้ยงเป็นปลาใหญ่ได้มากขึ้น อีกทั้งสามารถทำอาชีพเพาะพันธุ์ลูกปลาขายได้อีกด้วย
5. อดทน ตามธรรมดาปลาไนไม่ค่อยจะเป็นโรคร้ายแรง และยังไม่เคยปรากฏว่าได้เคยเกิดโรคระบาดขึ้นแก่ปลาไนที่ทำการเลี้ยงเลย เว้นแต่ในฤดูร้อนถ้าเลี้ยงปลาไนในจำนวนที่หนาแน่นเกินไป ตัวเห็บน้ำและหนอนสมอเหล่านี้เป็นพยาธิที่เกาะกินเลือดปลา ทำให้ปลาอ่อนเพลียไม่กินอาหารอาจถึงตายได้ เมื่อพ้นฤดูนี้ไปแล้วก็ไม่ค่อยปรากฏว่าเป็นโรคอื่นเลย สาเหตุของโรคที่เกิดขึ้นนั้นโดยมากมักเนื่องมาจากคุณสมบัติของน้ำไม่ดี หรือน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่
6. เนื้อมีรสดี เนื้อปลาไนใช้ประกอบเป็นอาหารที่นิยมแพร่หลายทั้งในประเทศไทย และประเทศต่างๆ เช่น ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย
7. ไม่ทำลายกันเอง ปลาไนเป็นปลาที่ไม่กินลูกของตัวเองหรือปลาประเภทเดียวกัน
8. นิยมเลี้ยงเป็นปลาแบบผสม โดยมีสูตรการเลี้ยงที่เกษตรกรรู้จักดี คือ "เลี้ยงตะเพียน นิล-ไน" อัตราการปล่อย ตะเพียน 500-700 ตัว/ไร่ นิล 500 ตัว/ไร่ ไน 100 ตัว/ไร่ ปริมาณลูกปลาทั้งหมดไม่ควรเกิน 2,000 ตัว/ไร่ปลาไน ขุดคุ้ยเก่ง ช่วยกระตุ้นให้ปลาตะเพียนและปลานิลกระตือรือร้นในการหากิน สูตรนี้เหมาะสมมากสำหรับพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด เช่น ในนาข้าว เพราะปลาทั้ง 3 ชนิด เป็นปลาตัวเล็ก ใช้ระยะเวลาเลี้ยงไม่นาน ประมาณ 3-5 เดือน ก็ได้ขนาดที่นิยมบริโภคแล้ว
9. เลี้ยงปลาสวยงามได้ โดยเฉพาะปลาไนสีทอง ซึ่งเป็นปลาขนาดกลาง ลำตัวมีสีเหลืองทอง อาจมีรอยด่างดำอยู่ประปราย กินทั้งพืชและสัตว์น้ำเป็นอาหาร
รูปร่างลักษณะและนิสัย
ปลาไน เป็นปลาที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างลักษณะคล้ายปลาตะเพียน ริมฝีปากหนา ยืดหดได้ ปากเล็กไม่มีฟัน มีฟัน 3 แถวในคอ มีหนวด 2 คู่ คู่หนึ่งยาว อีกคู่หนึ่งเป็นเพียงตุ่มเล็กๆ ครีบหลังเป็นครีบเดี่ยว ยาว มีก้านครีบแข็งอยู่ตอนหน้า ครีบแข็งอันสุดท้ายใหญ่กว่าครีบอื่นๆ และแข็งแรง ขอบด้านหลังหยักเป็นเลื่อย ครีบหลังเริ่มต้นตรงกับจุดเริ่มต้นของครีบท้อง มีเกล็ดกลมใหญ่ทั่วตัว นอกจากส่วนหัวไม่มีเกล็ด ส่วนสีของปลาไน แม้จะไม่เหมือนกันตามภูมิประเทศที่อยู่ของมันก็ตาม โดยมากมักจะเป็นสีเงินปนเทา บางทีก็เหลืองอ่อน บางตังจะเป็นสีทองตลอดตัว
ปลาไนชอบอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ที่มีพื้นเป็นดินโคลนกระแสน้ำไหลอ่อนเกือบจะนิ่ง ชอบอยู่ในน้ำอุ่นมากกว่าน้ำเย็น ไม่ชอบน้ำใสจนเกินไป ชอบวางไข่ในที่ตื้น เป็นปลาที่อดทนต่อดินฟ้าอากาศ ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้รวดเร็ว มีนิสัยขี้ขลาด แต่ก็สามารถฝึกให้เชื่องได้โดยวิธีการให้อาหาร กล่าวคือ ต้องระวังอย่าให้ปลาตกใจหรือกลัวจนเกินไปหากว่ากลัวหรือตกใจเสียครั้งหนึ่ง แล้ว กว่าจะทำให้คุ้นเคยหรือเชื่องได้อีกก็ใช้เวลานาน
ลักษณะเพศและฤดูการวางไข่
รูปร่างลักษณะภายนอกของปลาไนเพศผู้และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก การสังเกตลักษณะเพศต้องอาศัยความชำนาญ เพศเมียมีลำตัวป้อม ช่วงท้องตอนล่างอวบใหญ่แบน ส่วนเพศผู้มีลำตัวเรียวยาว โดยเฉพาะในฤดูวางไข่ เพศเมียท้องจะอูมเป่งออกมาทั้งสองข้าง พื้นท้องนิ่มหากเอามือบีบท้องปลาเบาๆ ไข่จะไหลออกมาทางช่องเพศ ส่วนปลาเพศผู้พื้นท้องไม่อูมเป่ง แต่จะมีความตึงค่อนไปทางแข็ง ถ้าเอามือบีบท้องไล่มือไปทางช่องทวารเบาๆ จะมีน้ำสีขาวๆ คล้ายน้ำนมไหลออกมาจากช่องเพศ ข้อสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ ถ้าเอามือลูบที่แก้มหรือเกล็ดตามตัวของเพศผู้ที่พร้อมจะผสมพันธุ์จะรู้สึก สาก ส่วนเพศเมียจะมีลักษณะลื่นกว่า
ฤดูวางไข่ ในประเทศปลาไนสามารถวางไข่ได้ในทุกฤดู โดยทั่วไปปลาไนที่ใช้ทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จะมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ขนาดความยาว 25 เซนติเมตร แม่พันธุ์ปลาไนที่มีความสมบูรณ์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกวิธี ในรอบปีหนึ่งอาจวางไข่ผสมพันธุ์ได้ถึง 4 ครั้ง ดังนี้
| เดือน | การวางไข่และอนุบาลลูกปลาไน | |
|
กุมภาพันธ์ |
วางไข่ครั้งที่1 | ผสมพันธุ์ไข่และอนุบาลลูกปลาในกระชังไนลอนตาถี่ |
|
มีนาคม |
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน | |
|
เมษายน |
วางไข่ครั้งที่ 2 | ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์ |
|
พฤษภาคม |
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน | |
|
มิถุนายน |
วางไข่ครั้งที่ 3 | ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์ |
|
กรกฎาคม |
บำรุงพ่อ-แม่ปลาไน | |
|
สิงหาคม |
วางไข่ครั้งที่ 4 | ผสมพันธุ์ในกระชังฟักไข่และอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์ |
|
กันยายน |
ช่วง เดือนกันยายนถึงเดือนมกราคมของแต่ละปีเป็นช่วงฤดูหนาวอาหารตามธรรมชาติมี น้อย ปลาทุกชนิดอยู่ในระยะพักตัว ไม่วางไข่ผสมพันธุ์ จึงเป็นช่วงเวลาที่ทำการบำรุงพ่อแม่ปลาให้มีความสมบูรณ์ เตรียมบ่อ ตากบ่อ เพื่อทำการผสมพันธุ์ต่อไป | |
|
ตุลาคม | ||
|
พฤศจิกายน | ||
|
ธันวาคม | ||
|
มกราคม | ||
การเพาะพันธุ์ปลาไน
ปลาไนเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ดังนั้น จึงมีความต้องการลูกปลาเป็นจำนวนมากในหมู่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเป็นอาชีพหลัก และอาชีพรอง การเพาะพันธุ์ปลาไนใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติได้ผลดี ตลอดจนมีวิธีการที่ไม่สลับซับซ้อนสามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง จนมีความชำนาญ จึงสามารถเพาะพันธุ์ปลาไปจำหน่ายได้ สำหรับเกษตรกรที่มีเนื้อที่ทำบ่อปลาจำนวนน้อย รายหนึ่งอาจมี 1-3 บ่อ (บ่อขนาด 2 งาน ถึง 1 ไร่) สามารถรวมกลุ่มกันผลิตลูกปลาไนเพื่อแบ่งลูกปลาซึ่งกันและกันนำไปเลี้ยงเป็น ปลาใหญ่ต่อไปได้
การเพาะพันธุ์ปลาไนเลียนแบบธรรมชาติ ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากฤดูกาล กล่าวคือ
1) เดือนกุมภาพันธ์ อยู่ในช่วงปลายฤดูหนาว อากาศเริ่มอบอุ่น ไม่ร้อนจนเกินไป จึงเหมาะที่จะทำการผสมพันธุ์พ่อ-แม่ปลาไนในกระชังไนลอนตาถี่ และใช้กระชังดังกล่าวเป็นที่วางไข่ อนุบาลปลาไนจนแข็งแรง แล้วปล่อยเลี้ยงในบ่อ ต่อเนื่องกันไป
2) เดือนเมษายน เป็นฤดูร้อน อุณหภูมิในน้ำสูง แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการผสมพันธุ์ของพ่อ-แม่ปลาไน แต่ความร้อนของน้ำจะทำให้ไข่ของปลาสุกไม่ฟักเป็นตัวเกิดความเสียหาย ดังนั้น หลังจากปลาไนวางไข่แล้วต้องนำไข่มาฟัก และอนุบาลลูกปลาระยะแรกในบ่อซีเมนต์ที่อยู่ในร่ม
3) เดือนมิถุนายนและเดือนสิงหาคม เป็นฤดูฝน น้ำฝนที่เคลือบบนผิวน้ำในกระชัง จะทำปฏิกิริยากับไข่ปลา ทำให้เกิดการสูญเสียได้ จึงต้องนำไข่ปลาไนที่ผสมแล้วในกระชัง มาฟักและอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์เช่นเดียวกับการเพาะพันธุ์ปลาในเดือน เมษายน
- การคัดเลือก และการเตรียมพันธุ์ การ คัดเลือกพันธุ์ปลา เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรจะเลือกพันธุ์ปลาที่มีรูปร่างงาม ถูกลักษณะ ทั้งแข็งแรงไม่เป็นโรค มีเกล็ดเป็นแถวได้ระเบียบ เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในรุ่นเดียวกัน ถ้าได้พันธุ์ปลาจำนวนนี้ไว้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์แล้ว ถึงแม้จะเลี้ยงบกพร่องบ้าง ปลาก็ยังเจริญเติบโตรวดเร็ว ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์ปลาไว้เป็นพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ในปีต่อๆ ไป จึงจำเป็นต้องถือหลักเกณฑ์ดังกล่าว ทำการคัดเลือกให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
ก่อนที่จะผสมพันธุ์ควรทำการเลี้ยงดูพ่อ-แม่ปลาด้วยอาหารจำพวกไขมันและโปรตีน เช่น อาหารปลาดุกใหญ่ เพื่อให้ปลาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เต็มที่ ทั้งจะเป็นการบำรุงกำลังไม่ให้ปลาอ่อนแอ ต่อจากนั้นให้ทำการแยกขังพ่อและแม่ปลาออกจากกัน 1-2 วัน แล้วจึงนำไปปล่อยลงในที่ผสมพันธุ์
-กฎเกณฑ์ในการผสมพันธุ์ ปลา ไนเพศเมียตามธรรมดาเป็นปลาที่มีไข่มาก น้ำเชื้อของปลาไนเพศผู้เพียงตัวเดียว ไม่อาจใช้ผสมได้เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องใช้เพศผู้มากกว่าเพศเมียในอัตราปลาเพศผู้ 2 ตัว ต่อ ปลาเพศเมีย 1 ตัว
-ลักษณะของไข่ปลาไน ไข่ ของปลาไนมีลักษณะกลม เล็ก สีเทาอ่อน มีเมือกเหนียว ไข่จะติดกับพันธุ์ไม้น้ำหรือต้นหญ้าที่อยู่ในน้ำ ถ้าไม่มีที่ติด ไข่จะจมลงก้นบ่อและเสียไม่ฟักเป็นตัว ขนาดของไข่วัดจากเส้นผ่านศูนย์กลางได้ประมาณ 1 มิลลิเมตร ฟักออกเป็นตัวภายใน 48 ชั่วโมง
- ต่อไป
- ต่อไป >>






