การเพาะเลี้ยงปลาบู่

เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ อยู่ในวงศ์(Family) : Gobiidae เป็นวงศ์ปลาที่มีจำนวนชนิด (Species) มากที่สุดในโลก พบอาศัยอยู่ทั้งในทะเลลึกกว่า 60 เมตร จนถึงลำธารบนภูเขาสูงกว่า 1,000 เมตร พบทั่วโลกในเขตร้อน และเขตอบอุ่นมากกว่า 1,950 ชนิด และพบในประเทศไทยมากกว่า 30 ชนิด ชนิดที่เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ มีชื่อเรียกว่า ปลาบู่ทราย หรือปลาบู่จาก ชื่อวิทยาศาสตร์ Oxyeleotris marmoratus Bleeker ชื่อสามัญ Sand goby นิยมบริโภคด้วยการปรุงสด โดยเฉพาะเมนูอาหารจีน เป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย ราคาแพง
รวมทั้งมีสรรพคุณในการปรุงยา ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งออกไป จำหน่ายต่างประเทศ สามารถทำรายได้เข้าประเทศแต่ละปีมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ เนื่องจากความต้องการบู่ทรายจากต่างประเทศมีเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นผลให้ปลาบู่ทรายมีราคาแพงขึ้น ในอดีตการเลี้ยงปลาบู่ทรายนิยมเลี้ยงกันมากในกระชังแถบลุ่มน้ำและลำน้ำ สาขาบริเวณภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ อุทัยธานี เรื่อยมาจนถึงจังหวัด ปทุมธานี โดยมีจังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งเลี้ยงส่งออกที่ใหญ่ที่สุด
ลักษณะรูปร่าง
ปลาบู่ทรายจะมีลักษณะลำตัวกลม ยาวส่วนหัวค่อนข้างแบนใหญ่และเรียวลงไปตามส่วนจนถึงหาง มีปากที่กว้าง ทางด้านบนมุมปากเฉียงลงยาวถึงระดับเดียวกันกับกึ่งกลางหางตา มีขากรรไกรล่างยาวกว่าเขากรรไกรบน ที่บริเวณด้านบนของขากรรไกร จะมีฟันเป็นซี่ๆ ขนาดเล็กแหลมคมเรียงต่อกันเป็นแถวเดียว ที่บริเวณคอหอยจะมีฟันซี่เล็กๆ 4 กลุ่ม บริเวณข้างลำตัวจะมีจุดสีดำลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดจากฐานครีบหลัง ลายยาวลงมาตามลำตัวทั้งสองข้าง มีประมาณ 4-5 แถบ สีของลำตัวเป็นสีน้ำตาลปนเทา ส่วนบนของหัวมีจุดสีดำประปราย ด้านท้องมีลักษณะสีขาวจางๆ ส่วนหลังและด้านข้างลำตัวจะมีสีขาวปนเหลืองหรือสีเหลืองอ่อนๆ ข้างลำตัวและที่ครีบทุกครีบจะมีลายดำพาดหาง ยกเว้นครีบหางจะมีสีน้ำตาลเกือบดำ
ลักษณะของตาปลาบู่ทรายจะโปนออกอยู่ทางด้านบนของหัว ระหว่างตาและริมฝีปากมีรูจมูกสองคู่ โดยคู่หน้ามีลักษณะเป็นหลอดยื่นมาติดกับร่องที่แบ่งปากและริมฝีปากด้านบน ส่วนคู่หลังอยู่ค่อนขึ้นไปทางด้านบนขอตา
ลักษณะครีบกลมใหญ่ มีก้านครีบเล็กๆ 15 ก้าน ครีบหูมีสีดำสลับขาว ครีบหลังแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งมีก้านครีบ 6 ก้าน ส่วนที่สองตอนท้ายมีก้านครีบ 10 ก้าน ครีบอกมีก้านครีบ 18 ก้าน ครีบก้นมีก้านครีบรวม 9 ก้าน ครีบหางมีลักษณะกลม มีก้านครีบ 15-16 ก้าน ครีบท้องอยู่ในแนวเดียวครีบหู สำหรับครีบก้นอยู่ในแนวเดียวกับด้านท้ายของครีบหลัง
ลักษณะของเกล็ด มี 2 ลักษณะ เกล็ดกลมขอบเรียวจะอยู่ส่วนหัวของปลา ส่วนเกล็ดทีมีปลายเป็นหนามอยู่บริเวณลำตัว เส้นข้างของลำตัวจะมีเกล็ดอยู่ประมาณ 70-90 เกล็ด
แหล่งที่อยู่อาศัย
ปลาบู่ทรายจัดเป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในตระกูลของปลาบู่ด้วยกัน มีแหล่งที่อยู่อาศัยทั่วๆ ไป ในเกาะสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย และประเทศไทย สำหรับในประเทศไทยพบปลาบู่ทรายอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภาค ทั้งในแม่น้ำ ลำคลอง อ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก การเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แทบทุกแห่ง อาทิ อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรีตามลำน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง และในทะเลน้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งจากการวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำตามแหล่งที่อยู่อาศัย ที่พบแล้วสรุปได้ว่าปลาบู่ทรายอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำสะอาด จากการสำรวจคุณภาพน้ำจากแหล่งที่พบปลาบู่อาศัยอยู่ สรุปได้ว่าปลาบู่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนตั้งแต่ 3 ส่วนในล้านส่วน(ppm) ขึ้นไป ความเป็นด่าง Alkalinity ระหว่าง 35-221 ppm ความกระด้าง Hardness 23-164 ppm ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 6.3-8.6 ที่บึงบอระเพ็ด พบว่าบริเวณที่ทำการรวบรวมปลาบู่ปริมาณออกซิเจน 6.0-7.0 ppm ความเป็นด่าง 70-80 ppm ความเป็นกรด-ด่าง 6.5-7.2 อุณหภูมิน้ำ 24-30 องศาเซลเซียส ความลึกของน้ำประมาณ 3.0-4.0 เมตร ที่เป็นดินโคลนตม
นิสัยการกินอาหาร
ปลาบู่ทรายจัดเป็นปลาที่กินสัตว์เป็นอาหาร ซึ่งอาหารที่ปลาบู่ทรายชอบกินนั้นได้แก่ลูกปลา กุ้งแมลงในน้ำ หอย ฯลฯ จากการวิเคราะห์นิสัยการกินอาหารของปลาบู่ พบว่าปลาบู่ขนาด 1.0-10.0 เซนติเมตร อาหารที่พบเป็นกุ้ง 75% ปลา 25% ปลาบู่ขนาด 10.1-20.0 เซนติเมตร อาหารที่พบเป็นกุ้ง 58% ปลา 40% ปู 2% ปลาบู่ขนาดตั้งแต่ 20 เซนติเมตร ขึ้นไป อาหารที่พบเป็นปลา 72% กุ้ง 28% มักจะชอบหลบอาศัยในดินอ่อน หรือตามซอกหิน โพรงไม้ ถึงแม้ว่าปลาบู่ทรายจะกินปลา ลูกกุ้ง เป็นอาหารแต่โดยลักษณะนิสัยแล้วปลาบู่ทรายไม่ ดุร้าย เมื่อเทียบกับปลาช่อนหรือปลาชะโด โดยปกติแล้วจะอยู่กับที่นิ่งๆ เมื่อเหยื่อผ่านหน้าจึงจะงับกินเป็นอาหาร หรือฝังตัวอยู่ในพื้นโคลนหรือพื้นทรายก้นน้ำ เหลือแต่ลูกตาโผล่ขึ้นมาเพื่อคอยสังเกตเหยื่อที่จะผ่านเข้ามาใกล้แล้วโผขึ้นมาจับกินเป็นอาหารอย่างรวดเร็ว ด้วยนิสัยอย่างนี้จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ปลาบู่มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปลากินเนื้อชนิดอื่นๆ ถึงแม้ว่าปลาบู่ทรายจะดูว่าเป็นปลาที่เชื่องช้าแต่จะมีความว่องไวมากเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
การสืบพันธุ์
ความแตกต่างเพศ ลักษณะความแตกต่างระหว่างเพศโดยภายนอกแล้วจะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ชัด หากต้องการดูเพศปลาบู่ทรายจะต้องดูที่เครื่องเพศของปลา โดยจับปลาหงายท้องขึ้นแล้วสังเกตดูจากลักษณะดังจะกล่าวต่อไปนี้ จะเห็นความแตกต่างระหว่างเพศของปลาบู่ได้ชัดเจน กล่าวคือ ปลาบู่เพศผู้จะมีอวัยวะอยู่ถัดจากช่องทวารมาทางด้านหางเป็นแผ่นของ ดิ่งเนื้อขนาดเล็กปลายเรียวแหลมและมีรูซึ่งเป็นทางออกของน้ำเชื้อ ส่วนปลาบู่เพศเมีย จะมีติ่งเนื้อรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่กว่า ลักษณะคล้ายถ้วยน้ำชาอยู่ใกล้รูทวารและมีรูขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทางออกของไข่ เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ส่วนปลายอวัยวะเพศทั้งของเพศผู้และเพศเมียจะบวมขึ้น มีสีชมพูหรือสีแดง ยิ่งมีสีเข้มมากขึ้นเท่าใด ยิ่งใกล้วันผสมพันธุ์มากขึ้นเท่านั้น
การเจริญพันธุ์และฤดูกาลวางไข่ (maturation and spawning season) ปลาบู่โตเต็มวัยเมื่อมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตรขึ้นไป แต่จากการศึกษาเกี่ยวกับชีววิทยาของปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในอ่างเก็บ น้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี พบว่า ขนาดของปลาบู่ที่สามารถขยายพันธุ์ได้มีขนาดตั้งแต่ 8 เซนติเมตรขึ้นไป และมีการศึกษาการเจริญเติบโตของอวัยวะเพศของปลาบู่พบว่า ปลาเพศเมียที่มีรังไข่ (ovary) แก่เต็มที่มีขนาดความยาวสุดปลายทาง 12.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 34 กรัม และเพศผู้มีถุงน้ำเชื้อ (testes) แก่เต็มที่มีความยาว 14.5 เซนติเมตร หนัก 44 กรัม ปลาบู่จะเริ่มสร้างอวัยวะเพศภายในตั้งแต่เดือนมกราคมซึ่งในระยะแรกยังไม่ สามารถแยกออกได้ว่าเป็นรังไข่หรือถุงน้ำเชื้อ เมื่อถึงเดือนมีนาคมจึงจะแยกออกได้โดยรังไข่จะมีจุดสีขาวเล็กๆ แล้วเจริญเป็นเม็ดไข่ต่อไป แต่ถ้าเป็นถุงน้ำเชื้อก็จะเป็นสีขาวทึบขึ้นจากเดิม รังไข่ที่แก่จัดมีสีเหลืองเข้มมีเม็ดไข่อยู่เต็มและมีเส้นเลือด (ovarian arteries) มาหล่อเลี้ยง ส่วนถุงน้ำเชื้อที่แก่จัดจะมีลักษณะเป็นสายและมีรอยหยักเล็กน้อยและมีสีขาว ทึบ ปลาบู่สามารถวางไข่ได้เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงฤดูหนาวตลอดฤดูกาลวางไข่นั้น ปลาบู่สามารถวางไข่ได้ประมาณ 3 ครั้ง โดยคำนวณจากการเก็บข้อมูลการวางไข่ของแม่ปลาบู่จำนวน 150 คู่ ที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดปทุมธานี ในปี 2527 ได้รังไข่ตลอดปีจำนวน 507 รัง
พฤติกรรมการผสมพันธุ์และการวางไข่ (mating behavior and spawning) จากการสังเกตการผสมพันธุ์ของปลาบู่ในธรรมชาตินั้น ปลาบู่ทรายจะเริ่มการวางไข่เมื่อย่าง เข้าสู่เดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมโดยปลาบู่เพศผู้ที่มีความยาว 14.5 เซนติเมตร และมีน้ำหนัก 44 กรัมขึ้นไป เพศเมียมีความยาว 12.5 เซนติเมตร หนัก 34 กรัมขึ้นไป จะสามารถผสมพันธุ์กันได้โดยระบบสืบพันธุ์มี ความพร้อมตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงฤดูวางไข่จะสังเกตได้ว่าติ่งเพศจะมีสีแดงเข้มทั้งเพศผู้เพศเมีย โดยปลาบู่ตัวผู้จะหาสถานที่ในการวางไข่ ได้แก่ ตอไม้ เสาไม้ ทางมะพร้าว ฯลฯ แล้วทำความสะอาดวัสดุดังกล่าว หลังจากนั้นตัวผู้จะเข้าเกี้ยวพาราสี พร้อมไล่ต้อนตัวเมียให้ไปที่รังที่เตรียมไว้เพื่อการวางไข่ โดยธรรมชาติแล้วปลาบู่มีการจับคู่ผสมพันธุ์กันเป็นคู่ ไม่เหมือนกับปลาตะเพียนที่ไล่ผสมกันเป็นหมู่ ปลาบู่ส่วนใหญ่เริ่มมีการผสมพันธุ์ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วแต่ความพร้อมของคู่ผสมพันธุ์ตั้งแต่ตอนค่ำจนถึงตอนเช้ามืด ซึ่งทราบได้จากพัฒนาการของไข่ปลาบู่ที่รวบรวมได้ในตอนเช้า มาเปรียบเทียบย้อนหลังกับผลการศึกษาคัพภวิทยาที่ได้มีผู้ทำการศึกษาวิจัยไว้ ธรรมชาติของปลาบู่นั้นผสมพันธุ์แบบภายนอกตัวปลา (external fertilization) คือ ตัวเมียปล่อยไข่ออกมาติดกับวัสดุแล้วตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสม โดยที่ไข่ปลาบู่จะติดกับตอไม้ เสาไม้ หรือวัสดุอื่นๆ แล้วตัวผู้ก็จะไล่ตัวเมียออกจากรัง ส่วนตัวเองก็จะเฝ้าไข่ตลอดเวลาโดยใช้ครีบหูที่มีขนาดใหญ่พัด โบกไปมา เพื่อการไหลเวียนของน้ำตลอดเวลาที่ปลาบู่สามารถวางไข่ติดและตัวผู้จะเฝ้า ดูแลไข่โดยใช้ครีบหูหรือครีบหางพัดโบกไปมา ไข่ที่ได้รับการผสมจะฟักเป็นตัวภายในเวลา 28 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส
ความดกของไข่ (fecundity) ปลาบู่เป็นปลาที่มีรังไข่แบบ 2 พู (bilobed) และจากการสุ่มนับจำนวนไข่ โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบความยาวลำตัวและน้ำหนักรังไข่ พบว่าปลาบู่ที่มีความยาวมาตรฐาน (standard length) = 15.2 เซนติเมตร มีน้ำหนักรังไข่ 1.6 กรัม และมีไข่ทั้งสิ้น 6,800 ฟอง และปลาที่มีความยาว 21.5 เซนติเมตร มีน้ำหนักรังไข่และจำนวนไข่ = 4.7 กรัม และ 36,200 ฟอง ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีรายงานฉบับอื่นเพิ่มเติมอีกว่า แม่ปลาบู่ขนาดความยาว 21.0-27.5 เซนติเมตร และมีน้ำหนักระหว่าง 158-440 กรัม มีจำนวนไข่ 5,300-59,000 ฟอง
คุณค่าทางโภชนาการ
คุณค่าทางอาหารของเนื้อปลาบู่ทรายสด วัดจากปลาที่มีขนาดความยาว 35 เซนติเมตร หนัก 610 กรัม ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะต่อการบริโภคพบว่ามีส่วนที่เป็นเนื้อที่สามารถกินได้ 57.50 เปอร์เซ็นต์และมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ คุณค่าทางโภชนาการดังนี้ คุณค่าทางโภชนาการเปอร์เซ็นต์โปรตีน 15.04 ไขมัน 0.15 คาร์โบไฮเดรต 2.14 ความชื้น 82.35 เถ้า 0.57
การเพาะพันธุ์
เดิมการเลี้ยงปลาบู่ใช้วิธีช้อนลูกปลาตามรากหญ้า รากพันธุ์ไม้น้ำในลำคลองหนองบึง ในปัจจุบันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม การใช้เครื่องมือจับปลาผิดประเภทและการทำการประมงเกินศักยภาพ ทำให้ลูกปลาในธรรมชาติมีปริมาณลดลง แต่เนื่องจากความต้องการปลาบู่เพื่อการบริโภคและการส่งออกมีจำนวนสูงยิ่งๆ ขึ้น จึงทำให้มีการขยายตัวด้านการเลี้ยงปลาบู่ ซึ่งกรมประมงได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบู่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ
การเพาะพันธุ์ปลาบู่มี 2 วิธี คือ การฉีดฮอร์โมนและการเลียนแบบธรรมชาติ สำหรับวิธีหลังสามารถผลิตพันธุ์ปลาบู่ได้จำนวนมากและได้อัตราการรอดตายสูง
1.วิธีการเลียนแบบธรรมชาติ การเพาะพันธุ์วิธีเลียนแบบธรรมชาติซึ่งให้จำนวนรังไขได้มากกว่าวิธีฉีด ฮอร์โมนผสมเทียม และสามารถอนุบาลลูกปลาบู่โดยการใช้อาหารธรรมชาติมีชีวิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพซึ่งมีวิธีดำเนินการ ดังนี้
- การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ในการเพาะขยายพันธุ์ปลาบู่ให้ได้ลูกปลาที่แข็งแรงเติบโตดีและให้ได้อัตรารอด สูงนั้น นอกจากวิธีการและเทคนิคการอนุบาลแล้ว ปัจจัยสำคัญเริ่มแรกอีกปัจจัยหนึ่ง คือ การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ดีซึ่งมีผลให้อัตราการฟักดี อัตราการรอดตายสูง และได้ลูกปลาที่แข็งแรง ดังนั้นพ่อแม่พันธุ์ปลาบู่ที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
1. ควรเป็นปลาวัยเจริญพันธุ์ (mature) เพราะไข่ที่ได้มีอัตราการฟัก และอัตรารอดตายสูง
2. พ่อแม่พันธุ์ควรมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 300-500 กรัม แต่ไม่ควรเกิน 1 กิโลกรัม และไม่ควรเป็นปลาที่อ้วนหรือผอมเกินไป
3. เมื่อจับพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาจากที่กักขังใหม่ๆ ควรรีบคัดปลาที่มีสีนวลปราดเปรียว และควรเป็นปลาที่ปรับสีสู่สภาพเดิมได้เร็วเมื่อหายตกใจ ไม่ควรคัดพ่อแม่พันธุ์ที่มีสีเหลืองซีดผิดปกติ
4. เมื่อลูบตามตัวปลาจากหัวไปหางแล้ว รู้สึกตัวปลาลื่นแสดงว่าเป็นปลาที่มีสุขภาพดี
5. บริเวณตาไม่ขาวขุ่น
6. ไม่ใช้ปลาที่จับได้โดยการใช้ไฟฟ้าช็อร์ต เพราะเมื่อเลี้ยงไปสักระยะหนึ่งแล้วปลาจะตายมากหรือตายหมดทั้งกระชัง ซึ่งข้อนี้ยากต่อการตรวจสอบ เนื่องจากสภาพภายนอกของปลาไม่ค่อยมีบาดแผลชัดเจน
7. ไม่มีพยาธิภายนอกหรือเชื้อราเกาะตามลำตัว ถ้ามีปริมาณไม่มากควรกำจัด รักษา และป้องกันก่อนนำไปทำเป็นพ่อแม่พันธุ์
8. บริเวณครีบอก ครีบหู ครีบหาง และครีบท้องไม่ควรมีบาดแผลฉีกลึกถึงโคนครีบ
9. ตามลำตัวไม่ควรมีบาดแผลถึงแม้จะเป็นบาดแผลเล็กๆ ก็ตาม เพราะจะทำให้ติดเชื้อโรคและลุกลามถึงตายในที่สุด ถ้าจำเป็นควรรักษาให้หายก่อนนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์
- การเตรียมบ่อพ่อแม่พันธุ์ การเตรียมบ่อพ่อแม่พันธุ์โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติ ขนาดบ่อเพาะพันธุ์ไม่ควรใหญ่หรือเล็กจนเกินไปเพื่อสะดวกต่อการดูแล และจัดการกับพ่อแม่พันธุ์ สำหรับบ่อขนาด 800 ตารางเมตร ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ 150 คู่ ให้ผลผลิตดีที่สุดลูกปลาวัยอ่อนเป็นศัตรูโดยตรงต่อไข่ปลาบู่ เนื่องจากลูกปลาเหล่านี้เข้ามากินไข่ปลาบู่ได้ถึงแม้ว่าพ่อแม่พันธุ์ปลาบู่ คอยเฝ้ารังไข่อยู่ก็ตาม อีกทั้งยังเป็นศัตรูทางอ้อม คือ ไปแย่งอาหารปลาบู่อีกด้วย สำหรับระดับน้ำในบ่อควรให้อยู่ช่วง 1.00-1.10 เมตร แล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติขึ้นในบ่อและควรทำการวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำ ก่อนปล่อยปลาเพื่อให้แน่ใจว่าน้ำนั้นมีความเหมาะสมแล้วจึงปล่อยพ่อแม่พันธุ์
- การเลี้ยงและดูแลพ่อแม่พันธุ์ ควรให้อาหารผสมซึ่งมีสูตรอาหารดังนี้ ปลาเป็ด 94 เปอร์เซ็นต์ รำละเอียด 5 เปอร์เซ็นต์ วิตามินเกลือแร่ 1 เปอร์เซ็นต์ อาหารผสมดังกล่าวให้ในอัตรา 5 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักปลาทุกวัน หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลาทุก 2 วัน เมื่อปลามีความคุ้นเคยกับสูตรอาหารดังกล่าวแล้ว ถ้าหากผู้เลี้ยงต้องการเปลี่ยนสูตรอาหารควรเปลี่ยนทีละน้อยโดยเพิ่มอาหาร สูตรใหม่ในอาหารสูตรเดิมสำหรับมื้อแรกที่จะเปลี่ยนอาหาร ควรมีอัตราส่วนอาหารเดิมต่ออาหารใหม่ไม่เกิน 1:1 โดยน้ำหนักเนื่องจากปลาบู่จะไม่ยอมรับอาหารที่เปลี่ยนให้ใหม่ทันที นิสัยปลาบู่ชอบออกหากินตอนเย็นและในเวลากลางคืน ควรให้อาหารปลาบู่ตอนเย็น ส่วนการจัดการน้ำในบ่อควรเปลี่ยนถ่ายน้ำเดือนละประมาณหนึ่งในสี่ของปริมาตร น้ำในบ่อ ซึ่งน้ำที่เข้าบ่อควรมีการกรองหลายชั้นเพื่อป้องกันศัตรูปลาทั้งทางตรงและ ทางอ้อมเข้ามากับน้ำ พร้อมทั้งล้อมรั้วรอบๆ บ่อพ่อแม่พันธุ์เพื่อป้องกันศัตรูปลาเข้าบ่อ เช่น ปลาช่อน ปลาหมอ งูกินปลา ตะกวด ฯลฯ ไม่ให้เข้ามาทำร้ายพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้
หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาบู่ได้ 3 วันแล้ว ปักกระเบื้องแผ่นเรียบขนาด 40x60 เซนติเมตร หรือวัสดุอื่นที่ง่ายต่อการโยกย้ายลำเลียง เช่น หลักไม้ ตอไม้ ฯลฯ เพื่อให้ปลาบู่มาวางไข่ นำแผ่นกระเบื้องเหล่านี้ไปปักไว้เป็นจุดๆ รอบบ่อแต่ละจุดปักเป็นกระโจมสามเหลี่ยมและหันด้านที่ขรุขระไว้ข้างใน โดยปักด้านกว้างในดินก้นบ่อ พร้อมทั้งทำเครื่องหมายปักหลักไม้ไว้แสดงบริเวณที่ปักกระเบื้องเพื่อสะดวกใน การตรวจสอบและเก็บรังไข่ เมื่อปลาบู่มีความคุ้มเคยกับกระเบื้องแผ่นเรียบแล้ว ในตอนเย็นจนถึงตอนเช้ามืดปลาบู่ส่วนใหญ่เริ่มทำการวางไข่ผสมพันธุ์ที่ กระเบื้องแผ่นเรียบ ส่วนใหญ่ปลาบู่วางไข่ติดด้านในของกระโจมกระเบื้อง รังไข่ปลาบู่ส่วนใหญ่เป็นรูปวงรี แต่จะมีบางครั้งเป็นรูปวงกลมลักษณะไข่ปลาบู่เป็นรูปหยดน้ำ สีใส ด้านแหลมของไข่มีกาวธรรมชาติติดอยู่ไว้ใช้ในการยึดไข่ให้ติดกับวัสดุ ช่วงเช้าหรือเย็นของทุกวันให้ทำการตรวจสอบแผ่นกระเบื้องและนำกระเบื้องที่มี รังไข่ปลาบู่ติดไปฟัก การลำเลียงรังไข่ปลาบู่ควรให้แผ่นกระเบื้องที่มีไข่ปลาแช่น้ำอยู่ตลอดเวลา ข้อควรระวังในการเก็บรังไข่ขึ้นมาฟัก คือ เมื่อพบกระเบื้องที่มีรังไข่ติดอยู่แล้ว ต้องนำขึ้นไปฟักทันที เพระถ้านำกลับลงไปปักไว้ที่เดิมพ่อแม่ปลาบู่ที่เฝ้าอยู่ใกล้ๆ จะมากินไข่หมด ในกรณีกระเบื้องแผ่นเรียบที่ผ่านการใช้งานมานานควรทำความสะอาดโดยแช่ แผ่นกระเบื้องในสารเคมีกำจัดเชื้อรา ได้แก่ มาลาไค้ท์กรีน ชนิดปราศจากธาตุสังกะสี ความเข้มข้น 2.4 พีพีเอ็ม ตลอดคืน ก่อนนำไปปักเป็นกระโจมในบ่อดิน
- ต่อไป
- ต่อไป >>






