การเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืช

พิมพ์
ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 

         ในการศึกษาแพลงก์ตอนพืชสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือวัตถุประสงค์ของศึกษา ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนเก็บตัวอย่าง และสามารถกำหนดเครื่องมือที่ใช้เก็บตัวอย่างได้ตามความต้องการการเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชเพื่อนำมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการโดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์อยู่ ๒ ประการ คือ (พรศิลป์, ๒๕๓๘)

         ๑. เพื่อศึกษาชนิดแพลงก์ตอนพืช เป็นการเก็บตัวอย่างเพื่อดูว่าในบริเวณที่ศึกษานั้นมีแพลงก์ตอนพืชชนิดใดอยู่บ้าง จึงจำเป็นที่จะต้องเก็บตัวอย่างให้ได้ชนิดต่างๆ ที่มีอยู่มากที่สุด ให้ได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของประชากรแพลงก์ตอนพืชที่อยู่ในบริเวณนั้น การเก็บตัวอย่างแบบนี้มักนิยมใช้ถุงลากแพลงก์ตอน

         ๒. เพื่อศึกษาปริมาณของแพลงก์ตอนพืช เป็นการเก็บตัวอย่างเพื่อดูว่าในบริเวณที่ศึกษานั้นมีแพลงก์ตอนพืชแต่ละชนิดอยู่ปริมาณมากน้อยเพียงใด โดยคิดเป็นจำนวนตัวต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรน้ำ ซึ่งอาจใช้ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงปริมาณของแพลงก์ตอนพืชในแต่ละฤดูกาล หรือเพื่อตรวจสอบปริมาณของแพลงก์ตอนพืชที่เป็นพิษ การเก็บตัวอย่างแบบนี้จำเป็นที่จะต้องรู้ปริมาตรน้ำที่แน่นอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างอาจใช้กระบอกเก็บน้ำ หรือถุงลากแพลงก์ตอน

 

อุปกรณ์ที่ใช้เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืช 


         เครื่องมือที่ใช้เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืช ซึ่งมักพบเห็นอยู่เสมอๆ และหน่วยงานต่างๆ ใช้กันอยู่ คือ

         ๑. กระบอกเก็บน้ำ (Water sampler) กระบอกเก็บน้ำเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชที่มีปริมาตรแน่นอน เหมาะสำหรับการเก็บแพลงก์ตอนเพื่อหาค่าประชากร (ลัดดา, ๒๕๓๘) กระบอกเก็บน้ำมีหลายแบบ เช่น แบบ Van Dorn แบบ Kemmerer เป็นต้น กระบอกเก็บน้ำมีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอก ปลายทั้งสองด้านมีฝาที่สามารถเปิด-ปิดได้ การปิดฝาของกระบอกเก็บน้ำสามารถทำได้โดยการใช้ตุ้มน้ำหนักปล่อยลงไปตามเชือก ซึ่งจะลงไปกระแทกกลไกทำให้ฝาปิด ดังนั้นจึงทำให้เราสามารถเลือกเก็บน้ำจากระดับความลึกเท่าใดก็ได้ ข้อเสียของการเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชด้วยกระบอกเก็บน้ำก็คือ แพลงก์ตอนชนิดที่พบยากหรือมีอยู่น้อยอาจไม่ติดขึ้นมากับตัวอย่างน้ำที่เก็บ ทำให้ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดในบริเวณนั้น 

 

กระบอกเก็บน้ำ 

กระบอกเก็บน้ำ

 

         ๒. ถุงลากแพลงก์ตอน (Plankton net) ถุงลากแพลงก์ตอนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืช ถุงลากแพลงก์ตอนที่ใช้กันมีอยู่มากมายหลายชนิด แบบที่นิยมใช้เก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืช คือ standard net ซึ่งประกอบไปด้วยผ้ากรองเป็นรูปกรวย ที่ทำด้วยผ้าไหมหรือไนลอน ส่วนปลายแหลม ติดไว้ด้วยวงโลหะหรือพลาสติก และจะมีเครื่องมือรวบรวมแพลงก์ตอน (bucket) ติดอยู่อีกทีหนึ่ง บริเวณปากกรวยมีเชือกโยง ซึ่งโดยปกติจะมีอยู่ ๓ เส้น ถุงลากแพลงก์ตอนมีขนาดช่องตาให้เลือกตามชนิดที่ต้องการเก็บ ในการเก็บแพลงก์ตอนพืชทั่วๆ ไป นิยมใช้ขนาดช่องตา ๒๐ ไมครอน ข้อดีของการเก็บตัวอย่างด้วยอุปกรณ์ชนิดนี้ คือ สามารถกรองน้ำได้เป็นปริมาณมาก ทำให้สามารถรวบรวมแพลงก์ตอนพืชได้มากมายหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่มีอยู่เป็นจำนวนน้อยก็สามารถพบได้ ข้อเสียของการเก็บแพลงก์ตอนพืชด้วยถุงเก็บแพลงก์ตอนก็คือ ทำให้พิจารณาองค์ประกอบของชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่มีอยู่ในบริเวณนั้นผิดไป เนื่องจากมีเซลล์เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะถูกจับไว้ด้วยผ้ากรอง อีกส่วนหนึ่งจะสามารถหลุดลอดไปได้ เช่น เมื่อใช้ผ้ากรองที่มีขนาดตา ๔๐ ไมครอน อาจจะประมาณได้ว่ามีเพียงประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของเซลล์ทั้งหมดเท่านั้นที่จะถูกจับไว้ ผ้ากรองที่มีขนาดของตาเล็กลง (๕ ถึง ๑๐ ไมครอน) สามารถจับเซลล์ที่มีขนาดเล็กๆ ได้มีประสิทธิภาพดีกว่าผ้ากรองแบบที่มีขนาดของตาห่าง

         นอกจากนั้นคุณสมบัติในการกรองแพลงก์ตอนของผ้ากรองยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของชนิดของแพลงก์ตอนพืชด้วยเช่นกัน ถ้าองค์ประกอบของแพลงก์ตอนพืชนั้นมีพวกที่ต่อกันเป็นสายยาว (chain forming species) เช่น Nitzschia delicatissima หรือ Skeletonema costatum หรือแพลงก์ ตอนพืชที่มี spine หรือ setae (เช่น Chaetoceros spp.) มีอยู่ชุกชุม แพลงก์ตอนพืชเหล่านั้นอาจรวมตัวกันเป็นตาข่ายอีกชั้นหนึ่งอยู่ภายในผ้ากรอง ทำให้เซลล์ขนาดเล็กอื่นๆ ที่ควรไหลผ่านติดค้างอยู่ได้เช่นกัน

 

ชนิดของถุงแพลงก์ตอน

ชนิดของถุงแพลงก์ตอนแบบต่างๆ

ที่มา : พรศิลป์ (๒๕๓๘) 

 

การเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืช

         ๑. การเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชด้วยกระบอกเก็บน้ำ การใช้กระบอกเก็บน้ำเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชทำได้ง่ายและสะดวก เพราะแม้ไม่มีเรือก็สามารถเก็บตัวอย่างได้ การใช้กระบอกเก็บน้ำเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชนี้ใช้ได้ทั้งแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ เช่น ตามชายฝั่งทะเลทะเลสาบ และแหล่งน้ำขนาดเล็ก เช่น บ่อเลี้ยงกุ้ง เป็นต้น การเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชจากบ่อเลี้ยงกุ้งให้เก็บบริเวณประตูระบายน้ำออกหรือสะพานยอของบ่อ โดยใช้กระบอกเก็บน้ำเก็บน้ำลึกลงไปจากผิวน้ำประมาณ ๓๐ เซนติเมตร แล้วกรองผ่านถุงลากแพลงก์ตอนขนาดตา ๒๐ ไมครอน ล้างถุงลากแพลงก์ตอน ๒-๓ ครั้ง เพื่อให้แพลงก์ตอนที่ติดค้างอยู่กับถุงลากแพลงก์ตอนไหลลงในขวดรวบรวมแพลงก์ตอนที่อยู่บริเวณปลายถุง จากนั้นนำตัวอย่างแพลงก์ตอนที่เก็บได้มาใส่ขวดเก็บตัวอย่างที่มีฝาปิดอย่างดี เติมน้ำยาฟอร์มาลิน (คำนวณความเข้มข้นสุดท้ายของน้ำยาฟอร์มาลินในขวดเก็บตัวอย่างให้ได้ประมาณ ๒-๕ เปอร์เซ็นต์) หรือน้ำยารักษาสภาพตัวอย่างชนิดอื่นๆ แล้วแต่วัตถุประสงค์ของการศึกษา บันทึกข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น วันเดือนปีที่เก็บ สถานที่เก็บ ในป้ายกำกับขวดตัวอย่างแพลงก์ตอน ส่วนการเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชจากแม่น้ำลำคลองให้เก็บตัวอย่างบริเวณกลางลำน้ำห่างจากทั้ง ๒ ฝั่งเท่ากัน แล้วทำเช่นเดียวกับการเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชจากบ่อเลี้ยงกุ้ง หากไม่มีกระบอกเก็บน้ำอาจใช้ถังพลาสติก (ที่ทราบความจุ) แทนกระบอกเก็บน้ำก็ได้

 

 

การใช้ถังตักน้ำเก็บรวบรวมแพลงก์ตอนพืช 

 

         ๒. การเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชด้วยถุงลากแพลงก์ตอน การเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ เช่น ทะเลเปิดทั่วๆ ไป หรือตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ ในการเก็บตัวอย่างด้วยถุงลากแพลงก์ตอนโดยตรงจะไม่ทราบปริมาตรที่แน่นอนของน้ำที่ผ่านถุงแพลงก์ตอน ซึ่งอาจแก้ได้โดยใช้เครื่องวัดน้ำ (Flow meter) การเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอนพืชโดยใช้ถุงลากแพลงก์ตอนโดยตรงมีวิธีเก็บได้ ๓ แบบ คือ (พรศิลป์, ๒๕๓๘)

         ๑) การลากถุงแพลงก์ตอนในแนวราบ การลากถุงแพลงก์ตอนแบบนี้จะเก็บแพลงก์ตอนที่อยู่ในระดับความลึกใดความลึกหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการเก็บแพลงก์ตอนที่อยู่ในระดับที่ลึกกว่าผิวน้ำลงไป จำเป็นจะต้องใช้ถุงแพลงก์ตอนที่มีกลไกเปิด-ปิดปากถุง เมื่อถุงแพลงก์ตอนนั้นลงไปในระดับความลึกที่ต้องการ

         ๒) การลากถุงแพลงก์ตอนในแนวดิ่ง การลากถุงแพลงก์ตอนแบบนี้จะทำให้สามารถเก็บแพลงก์ตอนได้ในทุกระดับความลึกของน้ำ ในกรณีที่น้ำไหลค่อนข้างแรง อาจจำเป็นจะต้องใช้ตุ้มน้ำหนักถ่วงที่ปลายถุงแพลงก์ตอน เพื่อให้ถุงแพลงก์ตอนจมลงไปได้

         ๓) การลากถุงแพลงก์ตอนในแนวเฉียง การลากถุงแพลงก์ตอนแบบนี้มักจะใช้ถุงลากแพลงก์ตอนประกอบกับเครื่องวัดน้ำ การลากถุงแพลงก์ตอนแบบนี้จะทำให้เก็บแพลงก์ตอนได้มาก และในทุกระดับความลึก ในกรณีนี้ถุงแพลงก์ตอนจะถูกปล่อยลงไปในระดับลึก แล้วค่อยๆ ลากขึ้นมาในระดับบนโดยลากในแนวเฉียง ความเร็วของเรือที่ใช้ลากไม่ควรเกิน ๑ เมตรต่อวินาที ถ้าใช้ผ้ากรองขนาดตาต่ำกว่า ๒๕ ไมครอน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน ๐.๓ เมตรต่อวินาที เพื่อลดปัญหาเรื่องการอุดตัน และความเสียหายเนื่องจากแรงดันของน้ำ ซึ่งอาจทำให้ถุงแพลงก์ตอนฉีกขาดได้ 

 

วิธีเก็บแพลงก์ตอน

วิธีเก็บแพลงก์ตอนแบบต่างๆ

ที่มา : พรศิลป์ (๒๕๓๘) 

 

การล้างถุงเก็บแพลงก์ตอน

         ๑. ล้างครั้งแรกด้วยน้ำจืดเพื่อขจัดเอาเกลือออกไป

         ๒. ล้างด้วยน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งอาจใช้น้ำสบู่ หรือผงซักฟอก

         ๓. ล้างด้วยน้ำจืดอีกครั้ง 


         เมื่อล้างถุงเก็บแพลงก์ตอนเสร็จแล้วแขวนทิ้งไว้ให้แห้งโดยแขวนไว้ในที่ร่ม อย่าให้โดนแสงแดดโดยตรง ถุงแพลงก์ตอนที่ตากแห้งดีแล้วควรเก็บไว้ในที่มืด และไม่ชื้น

2010-2013 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด Free joomla templates |