การเพาะเลี้ยงปลาดุกบึ้กอุย

ปลาดุกอุย ( Clarias macrocephalus ) เป็นปลาพื้นบ้านของไทยชนิดไม่มีเกล็ด รูปร่างเรียวยาว มีหนวด 4 เส้น ที่ริมฝีปาก ผิวหนังมีสีน้ำตาล เนื้อมีสีเหลือง รสชาติอร่อยนุ่มนวลสามารถนำมาปรุงแต่งเป็นอาหารชนิดต่างๆ ได้มากมาย ในประเทศไทยมีพันธุ์ปลาดุกอยู่จำนวน 5 ชนิด แต่ที่เป็นที่รู้จักทั่วๆ ไป คือ ปลาดุกอุยและปลาดุกด้าน ( Clarias batrachus ) ซึ่งในอดีตทั้งปลาดุกอุยและปลาดุกด้านได้มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย เมื่อไม่นานมานี้เองเกษตรกรได้นำพันธุ์ปลาดุกชนิดหนึ่งเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ซึ่งอธิบดีกรมประมงได้มีคำสั่งให้กลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ดำเนินการศึกษาพบว่าเป็นปลาในตระกูลแคทฟิช เช่นเดียวกับปลาดุกอุย มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา มีชื่อว่า ( Clarias gariepinus, African sharptooth catfish ) เป็นปลาที่มีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก สามารถกินอาหารได้แทบทุกชนิด มีความต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมสูงเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ แต่ปลาดุกชนิดนี้มีเนื้อเหลวและมีสีซีดขาว ไม่น่ารับประทาน กรมประมงได้ให้ชื่อว่าปลาดุกเทศ จากการศึกษาทางลักษณะรูปร่างและชีววิทยาของปลาดุกเทศของกลุ่มวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และได้ทำการเพาะขยายพันธุ์ปลาโดยนำมาผสมพันธุ์กันระหว่างปลาดุกอุยและปลาดุกเทศ ผลปรากฏว่าการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศเมียผสมกับปลาดุกเทศเพศผู้สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ดี ลูกที่ได้มีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็ว ทนทานต่อโรคสูง มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาดุกอุย จึงทำให้เกษตรกรนำวิธีการผสมข้ามพันธุ์ไปปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งลูกหลานที่เกิดจากคู่ผสมนี้ทางกรมประมงให้ชื่อว่า ปลาดุกอุย-เทศ แต่โดยทั่วๆ ไปชาวบ้านเรียกกันว่า "บิ๊กอุย" หรือ อุยบ่อ ส่วนการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกอุยเพศผู้กับปลาดุกเทศเพศเมีย ลูกที่ได้ไม่แข็งแรงและเหลือรอดน้อย เมื่อเทียบกับการเพาะพันธุ์เพื่อให้ได้ปลาบิ๊กอุย ส่วนการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างปลาดุกด้านกับปลาดุกเทศไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ในปัจจุบันนี้อาจกล่าวได้ว่าปลาดุกลูกผสมอุย-เทศหรือบิ๊กอุยนั้นเป็นที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกร เนื่องจากเลี้ยงง่าย มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว อีกทั้งทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อมได้ดี ทั้งยังเป็นที่นิคมบริโภคของประชาชน เนื่องจากมีรสชาติดีและราคาถูก
ตาราง ข้อแตกต่างของปลาดุกอุยและปลาดุกเทศ
|
ลักษณะ |
ปลาดุกอุย |
ปลาดุกเทศ |
|
1. หัว |
เล็กค่อนข้างรี ไม่แบน กระโหลกจะลื่นมีรอยบุ๋มตรงกลางเล็กน้อย |
ใหญ่และแบน กระโหลกจะเป็นตุ่มๆ ไม่เรียบมีรอยบุ๋มตรงกลางเล็กน้อย |
|
2. ใต้คาง |
มีสีคล้ำไม่ขาว |
สีขาว |
|
3. หนวด |
มี 4 คู่ โคนหนวดเล็ก |
มี 4 คู่ โคนหนวดใหญ่ |
|
4. กระโหลกท้ายทอย |
โค้งมน |
หยักแหลม มีหยัก |
|
5. ปาก |
ไม่ป้านค่อนข้างมน |
ป้าน แบนหนา |
|
6. ครีบหู |
มีเงี่ยงเล็กสั้นแหลมคมมากครีบแข็งยื่นยาวเกิน หรือเท่ากับครีบอ่อน |
มีเงี่ยงใหญ่ สั้นนิ่มไม่แหลมคม และส่วนของครีบอ่อนหุ้มถึงปลายครีบแข็ง |
|
7. ครีบหลัง |
ปลายครีบสีเทาปนดำ |
ปลายครีบสีแดง |
|
8. ครีบหาง |
กลมไม่ใหญ่มากนัก สีเทาปนดำ |
กลมใหญ่ สีเทา ปลายครีบมีสีแดง และมีแถบสีขาวลาดบริเวณคอดหาง |
|
9. สระหว่างหัว : ตัว |
1 : 4 |
1 : 3 |
|
10. สีของลำตัว |
ดำ น้ำตาลปนดำที่บริเวณด้านบนของลำตัว |
เทา เทาอมเหลือง |
|
11. จุดที่ลำตัว |
ขณะที่ปลามีขนาดเล็กจะปรากฏจุดขาว เรียงขวางเป็นทางประมาณ 9-10 แถว เมื่อปลามีขนาดใหญ่ จุดจะเลือนหายไป |
ไม่มีจุด เมื่อปลาโตขึ้น จะปรากฏลายคล้ายหินอ่อนอยู่ทั่วตัว |
|
12. ผนังท้อง |
มีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะบริเวณอกถึงครีบท้อง |
ผนังท้องมีสีขาวตลอดจนถึงโคนหาง |
การเพาะผสมเทียมปลาดุกบิ๊กอุย
1. การเลี้ยงพ่อ-แม่พันธุ์
2. การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์

พ่อพันธุ์ปลาดุกเทศ และแม่พันธุ์ปลาดุกอุย
ขนาดพ่อ-แม่พันธุ์ปลาดุก ควรมีขนาดน้ำหนักมากกว่า 200 กรัมขึ้นไป หรือปลาที่มีอายุประมาณ 7-8 เดือน หรือ 1 ปี ให้อาหารที่มีคุณภาพดี เพื่อให้มีไข่แก่ จะใช้เวลา 3-4 เดือน มีการถ่ายเทน้ำบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้ปลาถึงวัยเจริญพันธุ์เร็วขึ้น ส่วนปลาดุกเทศเพศผู้นิยมใช้ขนาดน้ำหนักตัวมากกว่า 500 กรัมขึ้นไป และควรเป็นปลาที่มีอายุไม่ตํ่ ากว่า 1 ปี ลำตัวเพรียวยาวและไม่อ้วนจนเกินไป
3. อุปกรณ์และวิธีการผสมเทียม
3.1 พ่อ-แม่พันธุ์ปลา
3.2 ฮอร์โมนต่อมใต้สมองปลา หรือฮอร์โมนสังเคราะห์ชนิดต่างๆ
3.3 โกร่งบดต่อมใต้สมอง
3.4 เข็มฉีดยา
3.5 เครื่องชั่งน้ำหนัก สามารถชั่งได้ถึงจุดทศนิยม 2 ตำแหน่ง
3.6 ภาชนะสำหรับผสมไข่ปลากับน้ำเชื้อ ได้แก่ กะละมังพลาสติก และขนไก่
3.7 น้ำเกลือและน้ำกลั่น
3.8 อุปกรณ์ในการกกไข่ปลา เช่น กระชัง อวนมุ้งเขียว
3.9 อุปกรณ์ในการอนุบาลลูกปลา

4. ชนิดและวิธีการฉีดฮอร์โมน
|
โดส |
= |
น้ำหนักปลาที่เก็บต่อม |
|
น้ำหนักปลาที่จะฉีดฮอร์โมน |
การใช้ต่อมใต้สมองฉีดเร่งให้แม่ปลาวางไข่ อาจใช้ร่วมกับฮอร์โมนสกัดเพื่อให้การฉีดไข่สะดวกขึ้น โดยใส่ฮอร์โมนสกัดในระดับความเข้มข้น 100-300 ไอยู/แม่ปลาน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ร่วมกับการใช้ต่อมใต้สมองในอัตราเท่าเดิม
ส่วนปลาเพศผู้สามารถกระตุ้นให้มีน้ำเชื้อมากขึ้น โดยใช้ต่อมใต้สมองที่ระดับความเข้มข้น 0.5 โดส ฉีดให้กับพ่อปลาพร้อมกับการฉีดฮอร์โมนให้กับแม่ปลาครั้งที่สอง
- ต่อไป
- ต่อไป >>






