การเพาะเลี้ยงแมลงดานา

พิมพ์
แมงดานา 
 
         แมงดานาจัดเป็นสัตว์จำพวกมวนน้ำชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ฝรั่งจึงเรียกแมงดานาว่า "มวนน้ำยักษ์" ตามธรรมชาติแล้วน่าจะเรียกว่า "แมลงดา" จะถูกต้องกว่าเพราะมันมีขาแค่ 6 ขา ไม่ใช่ 8 ขา ซึ่ง เรียกว่า "แมง" ตามการจำแนกวิธีเรียกของสัตว์เล็กๆ จำพวกนี้ แต่น้อยคนที่จะเรียกกันว่า แมลงดานา ก็เอาเป็นว่ายอมรับคำว่า "แมงดา" กันโดยปริยายก็แล้วกัน 

 

อนุกรมวิธาน (Taxonomy)

 

         แมลงดานา ( Giant Water Bug ) อยู่ใน Family Belostomatidae อยู่ใน Suborder Cryptocerata แมลงในอันดับย่อยนี้มีการเจริญเติบโตแบบ Gradual metamorphosis กล่าวคือ ร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยด้วยการลอกคราบ ( Molting ) แมลงดานานี้มีโครงสร้างแข็งแรงอยู่ภายนอก เมื่อโตได้ระดับหนึ่งมันจะขยายตัวออกไม่ได้มันจึงจำเป็นลอกคราบเก่าออกเสียก่อน จึงจะเจริญเติบโตต่อไปได้ซึ่งแมลงดานานี้ เมื่อออกจากไข่ก็เป็นตัวอ่อนเลย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนในการเป็นหนอน (Larva ) แต่อวัยวะต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ ตัวจะเล็กกว่าซึ่งเราเรียกว่านิ้ม ( Nymph ) ระยะนี้ไม่มีปีก ตลอดจนอวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่สมบูรณ์ พอลอกคราบครบ 5 ครั้ง จะมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัยหรือตัวแก่ ซึ่งก็จะมีหนวดสั้นเห็นไม่ชัดเจนเพราะหนวดมันจะซ่อนอยู่ในร่องด้านล่างของส่วนหัวบริเวณใต้ตา มีตาเป็นตารวม ( Compound eyes ) มันจะอาศัยอยู่ตาม ห้วย หนองคลอง บึง สระทั่วๆ ไป


สำหรับการแบ่งแมลงดานาทางด้านอนุกรมวิธาน แบ่งเป็นดังนี้


วงศ์ (Phylum) : Arthropoda


  ชั้น (Class) : Insecta or Hexapoda


    อันดับ ( Order ) : Hemiptera


      ลำดับ (Suborder ) : Cryptocerata


        ครอบครัว Family : Belostomatidae


         ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lethocerus indicus Lip.-Serv.

 

          ชื่อภาษาอังกฤษ : Giant water bug


            ชื่อภาษาไทย : แมลงดานา

 

             ชื่อภาษาท้องถิ่น : แมงดา

 

รูปร่างลักษณะ

 
         แมลงดานาตัวโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 3 นิ้ว ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ขนาดลำตัวของตัวผู้ยาวประมาณ 70-75 มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดประมาณ 80-85 มิลลิเมตร มีลำตัวยาวเป็นรูปไข่ ด้านท้องและทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาสีดำ ปีกสีเกือบดำยกเว้นบริเวณขอบบางส่วนของปีกมีสีน้ำตาลอ่อน ขาคู่หน้าเป็นแบบขาว่ายน้ำ และมีขนอ่อนสีน้ำตาลคลุมตลอดทั้งขา ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของศีรษะ ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียวใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้วดูดกินน้ำเหลวๆในตัวเหยื่อ อาหารของแมลงดานา ได้แก่ ลูกกบ ลูกอ๊อด ลูกอึ่งอ่าง ปู ปลา กุ้ง ส่วนท้ายของท้องมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่ารยางค์ (Apical abdominal appendage) ลักษณะเป็นเส้นเรียวยาว 2 เส้นคู่กัน ประกอบด้วยขนที่ละเอียดและไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่ในการหายใจโดยใช้รยางค์นี้โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำเพื่อดูดออกซิเจน แล้วนำไปเก็บในลำตัวทางปลายท่อ

         1. ตา (Eye ) ตาของแมลงดานาเป็นตารวม ( Compound eyes) มีตาใหญ่แข็งนูนกลมและพองโตสีน้ำตาลดำ เป็นมันวาว 1 คู่ ตารวมนี้จะประกอบด้วย ตาหกเหลี่ยมเล็กๆ หลายร้อยตารวมกันเป็นตาใหญ่

         2. ขา (Legs ) แมลงดานามีขา 3 คู่หรือ 6 ขา และมีขาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือขาที่ใช้สำหรับจับเหยื่อเป็นอาหาร และขาที่ใช้สำหรับในการว่ายน้ำ

         - ขาคู่หน้าหรือขาคู่ที่ 1 เป็นขาสำหรับจับเหยื่อ ซึ่งประกอบด้วย Coxa และ Femer ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง ส่วน Tibia จะเล็กเรียวโค้งเล็กน้อยที่ปลาย Tibia จะเป็นเล็บที่เรียวโค้งและปลายที่แหลมคม ใช้สำหรับเกาะเกี่ยวจับสัตว์เป็นอาหาร ซึ่งการใช้ขาคู่หน้าจับสัตว์เพื่อดูดกินเป็นอาหารนี้ จะจับแน่นถ้าไม่ปล่อยแล้วเหยื่อนั้นก็จะหลุดไปได้ยาก

         - ขาคู่ที่ 2 และขาคู่ที่ 3 เป็นขาว่ายน้ำ (Swimming legs ) ซึ่งคู่ที่ 3 นั้นจะเป็นขาที่ช่วยให้แมลงดานาว่ายน้ำได้รวดเร็วขาคู่ที่ 3 นี้จะกว้าง แบนและบางคล้ายใบพาย ใหญ่และยาวกว่า ขาคู่ที่ 1 และคู่ที่ 2 มาก ที่บริเวณด้านข้างของขาจะมีแผงขนที่ไม่เปียกน้ำขึ้นอยู่เป็นแถบยาว แผงขนนี้จะทำหน้าที่ ช่วยให้แมลงดานาว่ายน้ำได้รวดเร็วขึ้น เพราะในขณะที่แมลงดานาว่ายน้ำอยู่นั้น แผงขนดังกล่าวก็จะพองและฟูกระจายออกมาจากขาทั้ง 2 ข้าง ช่วยให้ขาที่ทำหน้าที่เหมือนใบพาย กว้างและใหญ่ขึ้น สามารถจะจ้วงหรือวักน้ำได้มากขึ้น สำหรับใบพายที่ใช้กับเรือ ถ้าหากว่ามีการเสริมแบบเดียวกับแมลงดานาแล้วก็จะทำให้เวลาพายเรือก็จะแล่นได้เร็วขึ้นเช่นกัน

         ส่วนขาคู่ที่ 2 จะเล็กกว่าขาคู่ที่ 3 ซึ่งเป็นขาช่วยว่ายน้ำ บริเวณด้านข้างของเขาก็เป็นแผงขนที่มีแถบยาว เช่นเดียวกับขาคู่ที่ 3 ขาคู่ที่ 2 นี้ก็เป็นขาช่วยว่ายน้ำของขาคู่ที่ 3 ลักษณะของขาจะเรียวค่อนข้างแบน แต่ไม่แบนใหญ่ เหมือนขาคู่ที่ 3 มีแผงขนแคบและสั้นกว่าขาคู่ที่ 3 และที่ Tibia ของขาคู่ที่ 2 และคู่ที่ 3 จะเป็นกรงเล็บที่โค้งงอและแหลมคมอยู่เป็นจำนวน 1 คู่

         3. หนวด ( Antenna ) หนวดจะสั้น มีประมาณ 4-5 ปล้อง แต่หนวดนี้จะเห็นไม่ชัดเจนเพราะหนวดมันอยู่ในร่องลึกใต้ตา

 

         4. ปาก ( Mouth ) แมลงดานามีปากแบบเจาะดูด (Piercing Sucking type ) ซึ่งที่ปากจะเป็นท่อยาวที่โผล่ออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และมันจะเก็บซ่อนไว้ทางด้านล่างของศีรษะ ปากจะเป็นรูปคล้ายใบหอกที่ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียว ใช้สำหรับเจาะแทงเข้าไปในร่างกายของเหยื่อ แล้วก็จะดูดกินน้ำเหลวๆ ในร่างกายของลูกอ๊อดต่างๆ เช่น ลูกกบ ลูกอึ่งอ่าง ลูกเขียด ปลา ปู กุ้ง และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ

         ปากของแมลงดานาที่มีลักษณะคล้ายใบหอกนี้ ชาวบ้านจะเรียกว่า เหล็กหมาด เวลาจับแมลงดานาเขาจะคอยระวัง ไม่ให้แมลงดานาใช้เหล็กหมาดแทงได้ ถ้าใครถูกแทงที่นิ้วหรือที่มือ จะมีอาการปวดตั้งแต่บริเวณที่ถูกแทงขึ้นไปตามแขนคล้ายถูกแมลงป่องต่อยเอา คนที่แพ้หน้าตาก็จะบวมเห่อ และมีผื่นคันขึ้นตามลำตัว ต้องพาไปหาแพทย์เพื่อรักษาถ้าหากปล่อยทิ้งไว้แล้วให้หายเองจะกินเวลาหลายวัน ซึ่งก็จะไม่เป็นผลดีนักสำหรับผู้ที่ถูกต่อย

         ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ เขาห้ามกินแมลงดานาเพราะกินแล้วจะแสลง ถ้าขืนกินเข้าไปแล้วถ้าแพ้มากภายใน 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น ก็จะมีอาการ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ขากรรไกรจะแข็งพูดไม่ได้ แต่ถ้าแพ้น้อยก็จะแสดงอาการอย่างเดียวกัน แต่ก็เป็นไม่นาน ภายในเวลา 1 วันก็ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามตลอดไปถ้าลูกโตเดินได้แล้วก็สามารถกินแมลงดานาได้ตามปกติ
 
         5. ลำตัว (Body) ลำตัวของแมลงดานาโดยทั่วไปจะมีขนาดยาว 2-4 นิ้ว ตัวแบนสีน้ำตาลยาวรีเหมือนใบไม้

 

         แมลงดานาตัวผู้ จะมีลักษณะเด่นเห็นได้ชัดเจนคือ ลำตัวจะกลมป้อมและเล็กเรียวกว่าตัวเมีย ในตัวผู้จะมีกลิ่นหอมฉุนกว่าตัวเมีย

         แมลงดานาตัวเมีย ลำตัวแบนและโตกว่าตัวผู้ เมื่อนำมาเทียบขนาดกันส่วนบริเวณท้องจะกว้างและใหญ่กว่า ถ้าจะให้แน่นอนว่าเป็นแมลงดาตัวผู้หรือแมลงดาตัวเมียก็ให้ตรวจดูที่ก้นที่เราเรียกว่า รยางค์ โดยการแง้มตรงที่เป็นแฉกๆออกมาดูภายในก็จะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายกับเมล็ดข้าวสารก็แสดงว่าเป็นแมลงดานาตัวเมีย

 

         ส่วนในตัวผู้จะไม่เห็นอวัยวะลักษณะอย่างนี้ สำหรับเรื่องกลิ่นมีผู้บอกว่าแมลงดาตัวเมียก็มีกลิ่นฉุนเหมือนกันแต่ไม่เท่าตัวผู้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเวลาจับมาโดยเอาตัวผู้และตัวเมียรวมกัน กลิ่นของตัวผู้ก็อาจจะติดมากับตัวเมียจึงทำให้ตัวเมียมีกลิ่นหอม

         แมลงดานาที่โตเต็มที่จนเป็นตัวแก่แล้วจะมีสีของลำตัวค่อนข้างดำ ที่โคนขามีสีออกเขียวๆ ส่วนแมลงดานาที่ยังไม่แก่เต็มที่สีของลำตัวจะมีสีแดงเรื่อๆออกดำซึ้งในระยะที่ยังไม่แก่จัดนี้ กลิ่นของมันจะยังไม่ฉุนมากนักจึงยังไม่เป็นที่นิยมรับประทานกัน

         สีของแมลงดานาจะเปลี่ยนไปตามวัยกล่าวคือ เมื่อยังอ่อนอยู่ตัวจะออกสีเหลืองอมเขียว พอโตขึ้นมาอีกสีจะออกแดงเรื่อๆ และเมื่อโตเต็มที่แล้วสีจะค่อนข้างดำ สำหรับเรื่องสีที่ตัวของแมลงดานานั้นก็ขึ้นอยู่กับสีของน้ำธรรมชาติในแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงดานาด้วยคือ ถ้าน้ำใสสีของแมลงดานาจะออกสีเขียวอ่อน แต่ถ้าน้ำมีสีค่อนข้างดำสีของตัวแมลงดานาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ซึ้งการเปลี่ยนสีของแมลงดานาเป็นการพรางตังไม่ให้ศัตรูเห็นได้ง่าย
 
         6. ปีก (Wings) ปีกของแมลงดานาจะมี 2 คู่ ดังนี้

         ปีกคู่ที่ 1 หรือคู่แรก จะมีโคนของปีกติดกับบริเวณส่วนของอก และปลายปีกจะมาคลุมที่ลำตัว ปีกจะค่อนข้างแข็งและหนาเรียกว่า Corium ส่วนที่ปลายปีกจะมีแผ่นเยื่อบางๆอ่อนๆ ประกอบด้วยเส้นปีกที่ประสานกันเป็นลวดลายเรียกว่า Membrane ดังนั้นปีกคู่ที่1 หรือปีกคู่แรกนี้ จะเป็นปีกแบบครึ่งหนาและครึ่งบางที่เรียกกันว่า Hemelytron จึงได้จัดแบ่งแมลงที่มีปีกแบบนี้ให้อยู่ในพวกมวน (Bugs) ใน Order Hemiptera ซึ่ง Hemi หมายความว่า ครึ่ง และคำว่า Ptera หมายถึง ปีก

         ปีกคู่ที่ 2 หรือปีกคู่หลัง จะมีขนาดใหญ่กว่าคู่แรก แต่ปีกจะใสบางๆเป็นเยื่ออ่อนๆทั้งปีกประกอบด้วยเส้นปีกที่ประสานกันเป็นลวดลาย ซึ่งปีกคู่ที่2 หรือปีกคู่สุดท้ายนี้จะซ้อนอยู่ใต้ปีกคู่แรก ซึ่งบริเวณโคนของปีกคู่หลังนี้ก็จะติดกับส่วนของอกแล้วคลุมบริเวณลำตัวเช่นเดียวกับปีกคู่แรก

         7. ระบบการหายใจ (Tracheal system) ที่ปลายท้องของแมลงดานาจะมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่า รยางค์ ที่มีลักษณะเรียวยาว 2 เส้นคู่กัน มีขนที่ละเอียดไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่สำหรับเป็นท่อที่ใช้ในการหายใจของแมลงดานา โดยมันจะใช้รยางค์นี้จับอากาศไว้ที่ใต้ท้องหรือช่องปลายสุดทางด้านก้นเวลาแมลงดานาขึ้นมาหายใจเราก็สามารถสังเกตได้จาก บริเวณผิวน้ำที่เห็นเป็นจุดดำโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำเพื่อดูดอากาศเข้าไปเก็บในตัวของมันเองทางท่อที่อยู่ปลายก้น การว่ายน้ำของแมลงดานามันจะว่ายโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำ พร้อมกับพลิกตัวหงายขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วว่ายน้ำดำลงไปเกาะติดกับกอหญ้า กอกกต่างๆ แต่ถ้ามันว่ายขึ้นมาเพื่อรับออกซิเจนแล้วมันจะอยู่ที่ผิวน้ำนานๆจนอากาศที่มันต้องการเก็บไว้เต็มที่ แล้วมันจึงดำกลับลงไปในน้ำ ในแมลงดานาตัวเล็กๆ มักจะชอบดำผุดดำว่าย ขึ้นๆ ลงๆ แต่ตัวที่โตแล้วนานๆ มันจึงจะว่ายมาทีหนึ่ง

 

         ไข่ เป็นกลุ่มวางเรียงเป็นแถวตามต้นข้าวหรือต้นหญ้า หรือตามกิ่งไม้ขนาดเล็กในน้ำ ไข่มีสีน้ำตาลอ่อน มีลายเป็นขีดสีน้ำตาล ด้านบนมีจุด ระยะไข่ 7-8 วัน

 

  • ตัวอ่อน เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน ด้านบนของไข่จะเปิดออกเรียกกันว่าเปิดฝาชีหรือหมวก ตัวอ่อนจะอยู่ในท่าหงายท้องแล้วกระโดดลงในน้ำ ระยะแรกๆ ลำตัวนิ่ม สีเหลืองอ่อน ต่อมาเป็นสีเขียวปนเหลือง เมื่อโตขึ้นสีเหลืองปนน้ำตาล

 

  • ตัวเต็มวัย เป็นมวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวกว้าง 2-2.5 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ตัวแบนสีน้ำตาลยาวรีเหมือนใบไม้ ปากแบบเจาะดูด ขาคู่หน้าแบบจับเหยื่อ ตัวผู้มีกลิ่นฉุนและมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย เมื่อแง้มดูที่ปลายท้องตัวเมียจะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายเม็ดข้าวสาร

 

 

เศรษฐกิจการประมง

ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
By Joomla 1.7 Templates