การเพาะเลี้ยงปลาสวาย

ปลาสวายมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pangasianodon hypophthalmus ( เดิม Pangasius sutchi ) เป็นปลาที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศอีกชนิดหนึ่ง การเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้สำเร็จในปี 2509 และหลังจากนั้น 3 ปี การเพาะพันธุ์และการอนุบาลก็ประสบความสำเร็จ พอดำเนินเป็นการค้าได้ นอกจากนี้ได้มีอาชีพเลี้ยงลูกปลาขนาดเล็กเพื่อส่งขายต่างประเทศแบบลูกปลาสวายสวยงามได้ด้วย ในการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ ปลาสวายเป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงอย่างกว้างขวาง สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อ ในกระชัง และเลี้ยงได้ทั้งชนิดเดียว หรือเลี้ยงรวมกันกับปลาชนิดอื่น เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล ฯลฯ จังหวัดที่เลี้ยงปลาสวายในกระชังกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานีและนครสวรรค์ โดยสร้างกระชังขนาดใหญ่เลี้ยงเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำ นับว่าเป็นปลาที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง เพราะปลาสวายเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว และไม่ค่อยมีโรคพยาธิเบียดเบียนเช่นปลาอื่นๆ นอกจากนั้นยังเป็นปลาที่กินอาหารได้เกือบทุกชนิด แม้เศษอาหารจากร้านค้าครัวเรือนหรือมูลสัตว์ เช่น มูลไก่ มูลสุกร ฯลฯ ก็ใช้เป็นอาหารปลาสวายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งปลาสวายเนื้อมีรสดีมีปริมาณมากสามารถปรุงแต่งเป็นอาหารได้หลายแบบหลายรส
แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย
ปลาสวายมีแหล่งกำเนิดในประเทศอินเดียและพม่า ต่อมาได้แพร่เข้ามาในประเทศอินโดนีเซียและไทย สำหรับประเทศไทย แหล่งที่พบปลาสวายชุกชุมมากที่สุด อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยทั่วไป คือ มักพบเห็นตามแม่น้ำ ลำคลอง ตั้งแต่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยไปถึงจังหวัดนครสวรรค์ พบว่าปลาสวายชอบอาศัยอยู่บริเวณที่เป็นอ่าว มักจะว่ายรวมกันไปเป็นฝูงๆ อยู่ในน้ำลึกซึ่งมีกระแสน้ำไหลถ่ายเทได้ ชอบรวมกลุ่มพักอยู่ในที่ร่มใกล้พันธุ์ไม้น้ำและมีผักตบชวา หรือ แพสนุ่นขึ้นหนาแน่น เป็นปลาที่ตื่นตกใจง่ายเมื่อถูกรบกวนหรือถูกทำอันตราย
รูปร่างลักษณะและนิสัย
ปลาสวายมีรูปร่างค่อนข้างเรียวยาว หัวค่อนข้างกว้าง แต่ไม่แบนมากนัก ปากอยู่ต่ำ กว้างทู่ มีตาขนาดเล็ก มีหนวด 2 คู่ คือ หนวดขากรรไกรบน 1 คู่ และหนวดขากรรไกรล่าง 1 คู่ ซึ่งหนวดคู่แรกมีความยาวกว่าหนวดคู่ที่ 2 เส้นข้างตัวมีลักษณะเป็นเส้นสมบูรณ์ ส่วนสัดของลำตัวที่สำคัญๆ คือ ความยาวสุดของลำตัวประมาณ 4 เท่าครึ่งของความยาวส่วนหัว ส่วนความยาวมาตรฐานลำตัวยาวประมาณเกือบ 4 เท่าครึ่งของความกว้างลำตัว ครีบหลังมีก้านแข็ง 1 ก้าน มีลักษณะฟันเลื่อย และมีก้านแขนง 6 ก้าน มีครีบไขมันขนาดเล็กอยู่ระหว่างครีบหลังและครีบหาง ครีบก้นมีก้านแข็ง 4 ก้าน และก้านแขนง 30-32 ก้าน ครีบหูมีก้านแข็ง 1 ก้าน และก้านแขนง 6 ก้าน ลักษณะภายในที่สำคัญ มีซี่เหงือก 20 ซี่ มีฟันซี่เล็กๆ เรียงเป็นแถวบนขากรรไกรบนทั้ง 2 คู่ มีฟันบนเพดานเรียงเป็น 2 แถว ปลาสวายที่แก่เต็มวัยจะมีลำตัวเป็นสีเทาดำบริเวณด้านหลังและมีสีขาวบริเวณตั้งแต่ด้านข้างของลำตัว จากส่วนหน้าถึงโคนหางขนานไปกับเส้นข้างตัวทั้งด้านบนและด้านล่างทำให้แลดูสวยงามมาก
ลูกปลาสวายขนาดเล็กมีลักษณะต่างๆ ที่คล้ายคลึงกันมากกับลูกปลาเทโพและสังกะวาด ทำให้ยากแก่การจำแนก แต่จากผลการศึกษาและค้นคว้าพอสรุปข้อแตกต่างของลูกปลาทั้ง 3 ชนิดได้ดังนี้
ความแตกต่างระหว่างลูกปลาสวาย เทโพ และลูกปลาสังกะวาด
|
ลักษณะที่แตกต่าง |
ลูกปลาสวาย |
ลูกปลาเทโพ |
ลูกปลาสักกะวาด |
|
1. อัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความยาวของส่วนหัว |
1 : 7.9-8.1 |
1 : 6.7-7.2 |
1 : 7.3-7.4 |
|
2. แนวส่วนหลัง |
แนวส่วนหน้าและส่วนหลังของครีบหลัง อยู่แนวโค้งอันเดียวกัน |
อยู่ในแนวเดียวกัน |
ไม่อยู่ในแนวโค้งเดียวกัน |
|
3. ก้านอ่อนของครีบท้อง |
8-9 ก้าน |
6 ก้าน |
6 ก้าน |
|
4. รอยผ่าของปาก |
มุมกว้าง |
มุมกว้างกว่าสวายเล็กน้อย |
มุมแคบกว่าสวายและเทโพมาก |
|
5. ซี่เหงือก |
มากกว่า |
12 ซี่ มีลักษณะเป็นซี่เหงือกของปลากินเนื้ออย่างเด่นชัด |
มากกว่า 12 ซี่ |
|
6. สีของครีบหลังและครีบอก |
สีดำจางพอสังเกตได้ |
สีดำเข้มชัดเจน |
ไม่มีสี |
|
7. สีครีบหาง |
สีดำจางๆ |
สีดำเข้ม |
ไม่มีสี |
|
8. การผุดขึ้นที่ผิวน้ำ |
ผุดขึ้นเร็วและสะบัดหางจนน้ำกระเด็น |
ผุดขึ้นเร็วและสะบัดหางค่อนข้างเร็ว |
ผุดขึ้นช้าๆ และไม่สะบัดหาง |
|
9. การรวมฝูงและว่ายน้ำ |
ไปเป็นฝูงเดียวหรือรวมกับปลาเทโพ |
ไปเป็นฝูงหรือรวมกับลูกปลาสวาย |
ไปฝูงเดียวไม่รวมกับปลาชนิดอื่น |
หมายเหตุ จากลักษณะที่แตกต่างดังกล่าวข้างต้น ผู้มีอาชีพรวบรวมลูกปลาสวายสามารถใช้ลักษณะที่แตกต่างที่สำคัญเป็นหลักในการสังเกตได้ 3 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 2, 6 และ 8
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุปลาสวายควรมีอายุระหว่าง 2-5 ปี มีน้ำหนัก 4-8 กิโลกรัม โดยในฤดูผมพันธุ์จะสังเกตความแตกต่างได้ชัดเจน ความแตกต่างระหว่างเพศผู้และเพศเมียของปลาสวายนั้น จะสังเกตได้ยากจากปลาที่ไม่โตเต็มวัย แต่พอถึงฤดูวางไข่และผสมพันธุ์ทั้งปลาเพศผู้และปลาเพศเมีย จะมีลักษณะภายนอกที่เด่นชัด คือ
ปลาเพศเมีย
ส่วนท้องพองเป่ง กลมนูน พื้นที่นิ่มมาก ลักษณะช่องเพศเป็นรูปวงรีกว้างใหญ่กว่าตัวผู้ ช่องเพศพองเป่ง และมีสีแดงเข้ม ลำตัวจะมีสีขาวเงินสวยงาม พอถึงเวลาที่ปลาเพศเมียมีไข่สุกเต็มที่พร้อมที่จะวางไข่ มีลักษณะสังเกตได้ง่าย

- มองเห็นเม็ดไข่สีเหลืองไหลออกมาจากช่องเพศในทันทีที่จับปลาขึ้นมาพ้นน้ำ
- เมื่อจับโคนหางงอพับมาทางด้านหน้า ไข่ที่สุกแล้วจะไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
ปลาเพศผู้
จะมีท้องเรียบกว่าและไม่นูนเหมือนปลาเพศเมีย พื้นท้องแข็งกว่าช่องเพศ เป็นรูปรีเช่นเดียวกัน แต่แคบและเล็กกว่า สีแดงอ่อน และมีส่วนของอวัยวะเพศยื่นยาวออกมา ปลาตัวผู้ที่มีน้ำเชื้อสมบูรณ์และแก่เต็มที่ เมื่อใช้มือบีบที่บริเวณช่องเพศเบาๆ จะเห็นน้ำเชื้อสีขาวมาออกเห็นได้ชัด
แหล่งพ่อแม่พันธุ์
พ่อแม่พันธุ์ที่เพาะในปัจจุบันได้มาจากการเลี้ยงทั้งนั้น โดยเลี้ยงในบ่อดินขนาดใหญ่ ไม่จำเป็นต้องแยกเพศ เริ่มเลี้ยงประมาณเดือนมกราคม โดยปล่อยปลาประมาณ 1 กิโลกรัม ในอัตราประมาณ 1 ตัว/2ตารางเมตร ให้อาหารชนิดเม็ดลอยน้ำเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลาทั่วไป การขุนอาหารจะเริ่มประมาณเดือนมีนาคม โดยให้ปลาเป็ดเสริมสัปดาห์ละครั้ง นอกจากนั้นต้องคอยดูแลเพิ่มน้ำในบ่อเสมอ
การเพาะพันธุ์
การฉีดฮอร์โมน
ในธรรมชาติปลาสวายจะผสมพันธุ์วางไข่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ในช่วงตั้งแต่เดือน กรกฎาคม-ตุลาคม ปัจจุบันการเพาะพันธุ์ปลาสวาย โดยวิธีการฉีดฮอร์โมนผสมเทียม ทำให้มีพันธุ์ปลาพอเพียงกับการเลี้ยง โดยสามารถเพาะพันธุ์ปลาได้ตั้งแต่เดือน เมษายน-ตุลาคม
ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Suprefact) ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ (Motilium) ฉีดให้แม่ปลาครั้งเดียว อัตราฮอร์โมนสังเคราะห์ 15-25 ไมโครกรัม/กิโลกรัมและยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พ่อปลาฉีดพร้อมแม่ปลาด้วยความเข้มข้นฮอร์โมนสังเคราะห์ 5-10 ไมโครกรัม/กิโลกรัมและยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อตัวปลา ตำแหน่งที่นิยม คือ เข้ากล้ามเนื้อเหนือเส้นข้างลำตัว ใต้ครีบหลังหรือตำแหน่งโคนครีบหู เนื่องจากพ่อแม่พันธุ์ปลาสวายมีขนาดใหญ่มาก นอกจากนั้นยังมีเงี่ยงแหลมหากใช้ยาสลบช่วยระหว่างการฉีดและการรีดจะช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้น
การผสมเทียม
เนื่องจากไข่ปลาสวายเป็นไข่จมติดวัสดุ การผสมเทียมจึงใช้วิธีกึ่งเปียก โดยการรีดไข่ลงในภาชนะที่แห้งสนิทและรีดน้ำเชื้อลงผสมและใช้ขนไก่คนจนทั่วระหว่างคนเติมน้ำกลั่นหรือน้ำสะอาด ใช้น้ำผสมดินโคลนล้างเพื่อไม่ให้ติดกัน จากนั้นก็นำไข่ที่ได้ไปฟักในอุปกรณ์ฟักไข่ต่อไป
|
|
|
|
|
|
- ต่อไป
- ต่อไป >>






