การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ตามมาตรฐาน จีเอพี

พิมพ์

 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่เลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออกมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยเริ่มจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนาเพียงชนิดเดียว จากประสบการณ์เลี้ยงกุ้งของประเทศไทยทำให้มีองค์ความรู้ในการจัดการเลี้ยงกุ้งมากมาย แต่อย่างไรก็ตามการเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ผ่านมา กลับพบว่ามีปัญหาผลผลิตตกต่ำ โตช้า ไม่สามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ดีเหมือนที่ผ่านมา จึงได้มีการนำกุ้งขาวแวนนาไมเข้ามาเลี้ยงแทนกุ้งกุลาดำ ปัจจุบันประเทศไทยมีการเลี้ยงกุ้งขาว ไม่น้อยกว่า 90% ของพื้นที่เลี้ยงทั้งหมดที่ยังคงมีการเลี้ยงกุ้งอยู่


การบริหารจัดการองค์ความรู้ครั้งนี้ จึงได้กำหนด ให้มีการรวบรวมความรู้ทางวิชาการและวิธีการปฏิบัติที่ดี สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกรมประมงที่รับผิดชอบมีความรู้พื้นฐานที่ดีเหมาะสำหรับการเข้าไปบริการและช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งพัฒนาระบบการจัดการเลี้ยงตามแนวทางการปฏิบัติที่ดีของกรมประมง

 

กุ้งขาวแวนนาไม เป็นกุ้งทะเลสายพันธุ์แปซิฟิก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Litopenaeus vannamei หรือ Penaeus vannamei เป็นกุ้งที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว สามารถปรับตัวให้เข้าความเค็มในช่วงกว้างตั้งแต่ 3-35 ส่วนในพัน กินอาหารได้หลายประเภท จึงเจริญเติบโตและปรับตัวให้เข้ากับการเลี้ยงแบบพัฒนา หนาแน่นในสภาพของบ่อที่เสื่อมโทรมได้ดีกว่ากุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไมมีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้เร็วและว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลาจึงต้องการออกซิเจนในการดำรงชีวิตสูงกว่ากุ้งกุลาดำ ระบบการให้อากาศในการเลี้ยงกุ้งขาวจึงต้องเพียงพอ

 

องค์ความรู้สำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ไม่มีขอบเขตที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นในฟาร์ม วิธีการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมให้ประสบผลสำเร็จ มีรายละเอียดแตกต่างจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำพอสมควร อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์พื้นฐานทางวิชาการที่เป็นองค์ความรู้ คือหลักเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการนำองค์ความรู้แต่ละอย่างเข้ามาใช้ในการจัดการเลี้ยง วิธีการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในปัจจุบันจึงมีวิธีการบางอย่างที่เหมือนกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

 

กรมประมงได้กำหนดหลักการเลี้ยงกุ้งทะเลด้วยวิธีการปฏิบัติที่ดี ที่รู้จักกันในชื่อ การเลี้ยงกุ้งระบบจีเอพี จำนวน 7 ข้อ เพื่อยกระดับการเลี้ยงกุ้งให้มีมาตรฐานที่ผู้บริโภคเชื่อมั่น และใช้เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้าการเกษตรเพื่อการส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศ ดังนั้นเจ้าหน้าที่กรมประมงที่ทำงานเกี่ยวข้องจะต้องรู้และเข้าใจถึงองค์ความรู้ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงกุ้งขาวให้ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกษตรกรเกิดความเชื่อมั่นในการที่จะไปถ่ายทอดพัฒนาและแก้ไขปัญหาการเลี้ยงกุ้งตามแนวทางมาตรฐานจีเอพีร่วมกับเกษตรกร องค์ความรู้ดังกล่าวมีรายละเอียดแยกเป็นหมวดหมู่ดังนี้

 

1. เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาว

 

เกษตรกรผู้ที่สนใจในการเลี้ยงกุ้งขาวควรมีการเตรียมความพร้อม และความรู้สำหรับการ ประกอบการฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาว ดังนี้

 

1.1 ความรู้ในการเลี้ยงกุ้งขาว

 

เกษตรกรต้องมีความรู้ในการเลี้ยงกุ้งขาว หรือผ่านการฝึกอบรมหลักการเลี้ยงกุ้งขาว หรือกุ้งทะเล หรือมีประสบการณ์ในการเลี้ยงกุ้งขาวหรือกุ้งทะเลมาก่อน การมีความรู้หรือ ประสบการณ์นั้นมีความสำคัญต่อเกษตรกรมาก เพราะทำให้เกษตรกรมีความรู้เพียงพอที่จะเริ่มต้น และตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจได้ด้วยดี

 

1.2 การขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

 

ปัจจุบันกรมประมงกำหนดให้เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อจัดทำฐานข้อมูลเกษตรกร ฐานข้อมูลเกษตรกรมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมกุ้งในด้านการวางแผนพัฒนาการเลี้ยงกุ้งให้มีมาตรฐานสูงขึ้น มีความยั่งยืน และสามารถตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังเป็นฐานข้อมูลสำหรับภาครัฐในการสนับสนุนทางวิชาการ และสนับสนุนตามมาตรการอื่นๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

 

2. การเลือกสถานที่

 

การเลือกสถานที่เป็นปัจจัยสำคัญที่เกษตรกรต้องพิจารณาก่อนเริ่มต้นการเลี้ยง ตั้งแต่ความ เหมาะสมทางวิชาการ วิธีการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ วางแผนผังการใช้พื้นที่ในฟาร์ม และการ บริหารจัดการฟาร์ม ซึ่งการตัดสินเลือกสถานที่เหมาะสมในขั้นตอนนี้ทำให้เกษตรกรสามารถจัดการ เลี้ยงกุ้งขาวได้ผลผลิตคุณภาพดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัญหาน้อยที่สุด คำแนะนำที่ดีมีดังต่อไปนี้

 

2.1 การเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่

 

เกษตรกรต้องตัดสินใจใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพื่อเลี้ยงกุ้งขาวเฉพาะในที่มีสิทธิตาม กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์หรือเป็นการเช่าอย่างถูกต้อง ไม่เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ห้ามเลี้ยงตาม กฎหมายหรือประกาศของหน่วยงานที่รับผิดชอบ พื้นที่เลี้ยงต้องไม่อยู่ในเขตอนุรักษ์ป่าชายเลน เพื่อให้เป็นไปตามที่ทางราชการได้กำหนด และเป็นการเลี้ยงกุ้งที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

 

2.2 ความเหมาะสมทางวิชาการ

 

พื้นที่เลี้ยงกุ้งขาวควรมีความเหมาะสมทางวิชาการในหลายๆ ด้าน เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง แหล่งน้ำ ลักษณะของดินในบริเวณพื้นที่ที่จะใช้ทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้สามารถจัดการเลี้ยงได้ง่าย มี ประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาที่เป็นอุปสรรคทำให้การลี้ยงกงเกิดความเสียหาย หรือทำให้ต้องลงทุนสูง เกินไป ความเหมาะสมทางวิชาการยังครอบคลุมถึงสาธารณูปโภคที่จำเป็นสำหรับการทำฟาร์ม และ

 

2.2.1 แหล่งน้ำ แหล่งน้ำควรมีสภาพเหมาะสมเพราะเกษตรกรต้องใช้น้ำทะเลเลี้ยงกุ้ง ตลอดทั้งปี คุณภาพของแหล่งน้ำที่ต้องพิจารณาในเบื้องต้นคือ ความเป็นกรด-ด่างของน้ำ (pH) ใน บริเวณฟาร์มควรอยู่ในในช่วง 7.8-8.3 ตลอดทั้งปี มีปริมาณออกซิเจนละลายน้ำโดยเฉพาะของน้ำที่บริเวณผิวหน้าดินบริเวณที่จะใช้เป็นแหล่งน้ำ ต้องเพียงพอไม่ก่อให้เกิดความเน่าเสียและทำให้สัตว์น้ำตามธรรมชาติตาย แหล่งน้ำไม่ควรมีตะกอนมากจนทำให้มีการตกตะกอนตื้นเขิน ความเค็มของน้ำอยู่ที่เหมาะสมอยู่ในช่วงกว้าง 2-32 ส่วนในพันส่วน ถ้าเป็นแม่น้ำหรือคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลควรมีความลึกที่เหมาะสมที่ทำให้สามารถสูบน้ำได้ในเวลาที่ต้องการ พื้นที่ต้องอยู่เหนือระดับน้ำขึ้นสูงสุดเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้แหล่งน้ำ ควรไกลจากแหล่งมลพิษ เช่นโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งเกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีในปริมาณมากหรือแหล่งน้ำทิ้งของชุมชนเมือง

 

นอกจากนี้แหล่งน้ำในบ่อที่เลี้ยงกุ้งควรมีคุณภาพน้ำอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้ง เพราะร่างกายและเหงือกของกุ้งสัมผัสกับน้ำตลอดเวลา น้ำจึงมีผลโดยตรงต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของกุ้ง คุณภาพน้ำไม่ดี นำไปสู่ปัญหาสัตว์น้ำเครียด ติดเชื้อโรค และตายในที่สุด

 

2.2.2 ลักษณะของดิน ควรเป็นดินที่มีปริมาณดินเหนียวมากพอที่จะทำให้สามารถอุ้มน้ำและก่อสร้างบ่อเลี้ยงกุ้งได้ บ่อลักษณะที่เป็นดินเหนียวปนทราย จะเหมาะสำหรับสำหรับสร้างบ่อมากที่สุด ดินต้องไม่มีศักยภาพเป็นดินกรด (acid potential soil) หรือเป็นดินที่มีไพไรท์สูง สังเกตจากดินที่มีความเป็นกรด-ด่าง ต่ำกว่า 4 หรือมีสีสนิมเหล็ก เพราะเมื่อขุดสร้างบ่อแล้วดินจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศเปลี่ยนไพไรท์ ให้เป็นสนิมเหล็ก และกรดซัลฟิวริก ทำให้ดินและน้ำในบ่อมีความเป็นกรด-ด่างต่ำไม่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ ดินที่มีสภาพกรด จะทำให้ปล่อยไอออนของโลหะเช่น เหล็กและอลูมิเนียมออกมาจับกับฟอสเฟตเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถเตรียมสีน้ำได้ และทำให้กุ้งโตช้า

 

2.2.3 พื้นที่เลี้ยงกุ้งจะต้องอยู่ในบริเวณที่การคมนาคมเข้าถึงโดยสะดวก โดยเฉพาะรถยนต์ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถขนอุปกรณ์ ลูกกุ้ง อาหารกุ้ง และปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรต้องใช้เป็นประจำทุกวัน ซึ่งความสะดวกสบายจะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำสุด

 

3. การจัดการเลี้ยงทั่วไป

 

เกษตรกรต้องมีความรู้ทางวิชาการในการจัดการเลี้ยงกุ้งขาว เช่น หลักกำหนดรูปแบบของฟาร์ม การแบ่งใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใช้สอย การสร้างโรงเรือน บริการเตรียมบ่อเลี้ยง วิธีการเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพ การกำหนดความหนาแน่นของการเลี้ยง การติดตั้งเครื่องเพิ่มอากาศ เพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการเลี้ยงกุ้งโดยมีปัญหาน้อยที่สุด

 

ตาราง คุณภาพน้ำที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งขาว

คุณภาพน้ำ

ระดับที่เหมาะสม

อุณหภูมิ

28-32 องศาเซลเซียส

ออกซิเจนละลายน้ำ

≥ 5 มิลลิกรัม/ลิตร

คาร์บอนไดออกไซด์

≤ 20 มิลลิกรัม/ลิตร

ความเป็นกรด-ด่าง

7.0-8.3

ความเค็ม

0.5-35 ส่วนในพันส่วน

คลอไรด์

≥ 300 ส่วนในล้านส่วน

โซเดียม

≥ 200 ส่วนในล้านส่วน

ความกระด้างรวม (ในรูป CaCO3)

≥ 150 ส่วนในล้านสส่วน

แคลเซียม (Calcium hardness ในรูป CaCO3)

≥ 100 ส่วนในล้านสส่วน

แมกนีเซียม (Magnesium hardness ในรูป CaCO3)

≥ 50 ส่วนในล้านสส่วน

ความเป็นด่างรวม (Total Alkalinity ในรูป CaCO3)

≥ 100 ส่วนในล้านสส่วน

แอมโมเนียอิสระ (NH3)

≤ 0.03 มิลลิกรัม/ลิตร

ไนไตรท์ (NO2-)

≤ 1 มิลลิกรัม/ลิตร

ไนเตรท (NO3-)

≤ 60 มิลลิกรัม/ลิตร

เหล็กทั้งหมด (Total Iron)

≤ 1.0 มิลลิกรัม/ลิตร

ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S)

≤ 2 ส่วนในพันล้านส่วน

คลอรีน (Chlorine)

≤ 10 ส่วนในพันล้านส่วน

แคดเมียม (Cadmium)

≤ 10 ส่วนในพันล้านส่วน

โครเมียม (Cromium)

≤ 100 ส่วนในพันล้านส่วน

ทองแดง (Copper)

≤ 25 ส่วนในพันล้านส่วน

ตะกั่ว (Lead)

≤ 100 ส่วนในพันล้านส่วน

ปรอท (Mercury)

≤ 0.1 ส่วนในพันล้านส่วน

สังกะสี (Zinc)

≤ 100 ส่วนในพันล้านส่วน

อัลดริน/ดีลดริน (Aldrin / Dieldrin)

≤ 0.003 ส่วนในพันล้านส่วน

บีเอชซี (BHC)

≤ 4 ส่วนในพันล้านส่วน

คลอร์เดน (Chlordane)

≤ 0.01 ส่วนในพันล้านส่วน

ดีดีที (DDT)

≤ 0.001 ส่วนในพันล้านส่วน

เอนดริล (Endrin)

≤ 0.004 ส่วนในพันล้านส่วน

เฮพตาคลอร์ (Heptachlor)

≤ 0.001 ส่วนในพันล้านส่วน

ท๊อกซาฟีน (Toxaphene)

≤ 0.005 ส่วนในพันล้านส่วน

 

3.1 รูปแบบของฟาร์ม

 

กุ้งขาวเป็นกุ้งที่ปรับตัวเข้ากับการเลี้ยงแบบพัฒนาที่ปล่อยกุ้งหนาแน่นสูงได้ดีกว่ากุ้งกุลาดำ เกษตรกรจึงต้องมีระบบการจัดการฟาร์มที่ดีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีในปริมาณมาก รูปแบบของฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของฟาร์มและปัญหาการจัดการและโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการเลี้ยง

 

ในบริเวณที่แหล่งน้ำมีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดี มีปริมาณน้ำมากเพียงพอ เกษตรกรอาจจัดรูปแบบของฟาร์มเป็นฟาร์มเลี้ยงแบบพัฒนาระบบกึ่งเปิดที่มีการถ่ายน้ำ โดยเฉพาะในช่วงระยะ 2 เดือนสุดท้ายของการเลี้ยงที่กุ้งมีการเจริญเติบโตรวดเร็วและต้องให้อาหารในปริมาณมาก การถ่ายน้ำแนะนำให้ใช้น้ำทะเลสะอาดในบ่อพักน้ำเพื่อเจือจางน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งให้มีคุณภาพดีขึ้น และน้ำที่ถ่ายออกมาควรต้องผ่านการบำบัดให้มีคุณภาพดีขึ้นก่อนที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำ

 

ในพื้นที่ที่มีฟาร์มเลี้ยงกุ้งมาก และมีปริมาณน้ำจำกัด เกษตรกรสูบและทิ้งน้ำลงสู่บริเวณเดียวกัน ทำให้บางฤดูกาลสภาพแวดล้อมในพื้นที่เลี้ยงเปลี่ยนแปลงไม่เหมาะสม และมีโรคระบาด รูปแบบฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่เหมาะสมควรเป็นแบบพัฒนาระบบกึ่งปิด (เติมน้ำจากบ่อพักน้ำที่มีการบำบัดพื้นฟูคุณภาพน้ำหรือถ่ายน้ำเพียงเล็กน้อยเมื่อเวลาจำเป็นเพื่อปรับคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง) รูปแบบฟาร์มประเภทนี้เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไป เนื่องจากแหล่งน้ำสำหรับการเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่เสื่อมโทรมจากการเลี้ยงกุ้งและมีการระบาดของโรคกุ้งอย่างต่อเนื่อง การเติมหรือถ่ายน้ำเท่าที่จำเป็นสามารถป้องกันโรคได้ดี แต่เกษตรกรต้องมีการปล่อยกุ้งในความหนาแน่นที่เหมาะสม การเตรียมบ่อ การจัดการเลี้ยงและการควบคุมสภาพแวดล้อมในระหว่างเลี้ยงที่ดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้น้ำที่ถ่ายออกมาควรผ่านการบำบัดให้มีคุณภาพดีขึ้นก่อนที่ระบายลงสู่แหล่งน้ำหรือหมุนเวียนนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

 

ในฟาร์มที่มีพื้นที่เพียงพอ แต่อยู่ในแหล่งเลี้ยงที่สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม และขาดแคลนน้ำที่มีคุณภาพเหมาะสมในบางฤดูกาล รูปแบบฟาร์มเลี้ยงที่สามารถทำได้เป็นแบบพัฒนาระบบน้ำหมุนเวียน ซึ่งการเลี้ยงรูปแบบนี้เกษตรกรต้องเตรียมพื้นที่บ่อพักน้ำให้มากเพียงพอสำหรับการถ่ายน้ำตามกำหนดการที่ได้เตรียมไว้ เกษตรกรต้องเตรียมพื้นที่บำบัดน้ำให้เพียงพอที่รองรับน้ำทิ้งปริมาณมากโดยให้มีเวลาบำบัดน้ำนานเพียงพอ จนมีคุณภาพดีขึ้นและนำไปใช้ หรือเก็บในบ่อพักน้ำจนกว่าจะถึงเวลานำไปใช้เลี้ยงกุ้งใหม่อีกครั้ง

 

เศรษฐกิจการประมง

ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
By Joomla 1.7 Templates