การเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ

พิมพ์

 

หอยเป๋าฮื้อ หอยโข่งทะเล หรือหอยร้อยรู เป็นหอยทะเลประเภทหอยฝาเดียวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเนื่องจากมีรสชาติดี และมีราคาแพง เป็นที่นิยมบริโภคทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศยุโรป หอยเป๋าฮื้อที่พบในโลกมีทั้งหมดประมาณ 75 ชนิด ในจำนวนนี้มีประมาณ 22 ชนิด ที่มีขนาดใหญ่ มีราคาแพง และมีการเพาะเลี้ยง หรือจับจากธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นอาหารหรือทำเครื่องประดับ ความสำคัญของหอยเป๋าฮื้อในเชิงเศรษฐกิจมีมานานนับพันปีแล้วโดยมีการค้าขายในลักษณะหอยตากแห้งจากเอเซียส่งออกสู่ยุโรป ในสมัยยุคเมจิ(Meiji) ของประเทศญี่ปุ่นก็มีการส่งออกเนื้อหอยเป๋าฮื้อตากแห้ง คิดเป็นมูลค่ามากถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าสินค้าส่งออกทั้งหมด นอกจากใช้เนื้อเป็นอาหารของมนุษย์แล้ว ยังสามารถใช้เปลือกของหอยเป๋าฮื้อมาใช้ประโยชน์ในลักษณะเครื่องประดับ หรือนำมาเป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณในประเทศกลุ่มเอเซียด้วย

 

 

ประเทศผู้ผลิตเนื้อหอยเป๋าฮื้อจำหน่ายสู่ตลาดโลกมีหลายประเทศ เช่น ประเทศเม็กซิโก ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ไต้หวัน และเกาหลี (คเชนทร์,2541อ้างตาม Huner and Brown,1985)

 

หอยเป๋าฮื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ Haliotis rufescens ในอเมริกาเหนือ ส่วนเนื้อหอยที่จัดอันดับว่ารสชาติดีที่สุดในอเมริกาเหนือ คือ H. fulgens และ H. sorenseni ส่วนในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีหอยเป๋าฮื้อที่มีความสำคัญมากที่สุด คือ H. discus Hannai หอยเป๋าฮื้อเป็นหอยที่มีราคาสูงในท้องตลาด เนื้อส่วนเท้าและกล้ามเนื้อของหอยเป๋าฮื้อที่นิยมบริโภค ในตลาดสหรัฐอเมริการาคาต่อกิโลกรัม ระหว่าง 1,000-1,650 บาท มูลค่าการบริโภคหอยเป๋าฮื้อในสหรัฐอเมริกาประมาณ 750 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น และมีมูลค่าการบริโภค 7,500- 10,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีตลาดใหญ่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 2,000-2,400 บาท

หอยเป๋าฮื้อชนิดที่พบในประเทศไทยมีเพียง 3 ชนิด ได้แก่ หอยเป๋าฮื้อชนิด Haliotis asinina, Haliotis ovina และ Haliotis varia (Nateewathana and Hylleberg,1988) หอยเป๋าฮื้อชนิด Haliotis asinina มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวน 3 ชนิด และมีสัดส่วนของเนื้อที่ใช้เป็นอาหารมากกว่าชนิดอื่น (ธานินทร์ สิงหะไกรวรรณ และ มาซาโนริ โดอิ, 2536) หอยเป๋าฮื้อพันธุ์ไทยมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ต่างๆ ที่จำหน่ายตามท้องตลาดทั่วโลก ประกอบกับยังไม่เคยมีการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย และคนไทยส่วนใหญ่ไม่คุ้นกับการบริโภคหอยเป๋าฮื้อ อย่างไรก็ตามหอยเป๋าฮื้อขนาดเล็ก เช่น สายพันธุ์ของไต้หวันชนิด Haliotis diversicolor สามารถผลิตและส่งไปขายยังต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี นอกจากนี้ปัจจุบันได้เกิดตลาดหอยเป๋าฮื้อ ขนาด 25-100 กรัมหรือ หอยขนาด 1.5-3 นิ้ว หรือเรียก หอยขนาดค็อกเทล (Cocktail size abalone) ขึ้นมา ทำให้มีความต้องการหอยเป๋าฮื้อขนาดเล็กมากขึ้น (ธานินทร์ สิงหะไกรวรรณ และ มาซาโนริ โดอิ, 2536, สถิตย์ พูลทรัพย์, 2541)

 

การเพาะพันธุ์และผลิตลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อชนิด Haliotis asinina ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่กรมประมงสามารถเพาะพันธุ์หอยชนิดนี้ได้เป็นครั้งแรก โดยศูนย์พัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยการให้พ่อแม่พันธุ์หอยวางไข่เองตามธรรมชาติในปี 2532 และจากนั้นได้มีการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์สามารถควบคุมให้หอยเป๋าฮื้อผสมพันธุ์วางไข่ในเวลากลางวันได้ตลอดปีและผลิตลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อขนาดตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป เป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอจนสามารถส่งไปทดลองเลี้ยงตามหน่วยงานของกรมประมงหลายแห่ง เพื่อที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงหรือรูปแบบการเลี้ยงที่เหมาะสม แล้วขยายผลการวิจัยสู่เกษตรกร ประกอบกับผลงานวิจัยจากหลายๆ ฝ่ายเกี่ยวกับหอยชนิดนี้ทำให้มีความเป็นไปได้สูงในการที่จะสนับสนุนให้มีการเลี้ยงหอยชนิดนี้ ในเชิงธุรกิจต่อไป นอกจากนี้ในปี 2540 นอกเหนือจากการให้เงินสนับสนุนจากกรมประมงเองแล้ว สำนักงานกองทุนสนับ สนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรีได้เห็นถึงความสำคัญ ในการที่จะพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้ในเชิงพาณิชย์อันจะเป็นแนวทางของอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ จึงได้ให้การสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อของไทยชนิด Haliotis asinina และ H. ovina เชิงพาณิชย์แก่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้การวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้มีข้อมูลสนับสนุนในแต่ละด้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป

 

ชีววิทยาของหอยเป๋าฮื้อ

 

หอยเป๋าฮื้อมีลักษณะสัณฐานเปลือกแบน รูปยาวรี ยอดเตี้ย ลักษณะคล้ายจานรี มีสีเขียวเข้ม น้ำตาลหรือแดงคล้ำ ตามขอบเปลือกมีช่องเล็กๆ เรียงเป็นแถวยาวไปจนถึงขอบปาก ไม่มีฝาปิดเปลือก เท้าใหญ่ กล้ามเนื้อเท้าแข็งแรง จากการศึกษาตามเอกสารของวันทนา อยู่สุข (2528) พบว่าหอยเป๋าฮื้อจัดอยู่ใน

 

Phylum mollusca

 

    Class Gastropoda

 

        Subclass Pseudobranchia

 

            Order Archaeogastropoda

 

                Family Haliotidae

 

                    Genus Haliotis

 

หอยเป๋าฮื้อจัดเป็นสัตว์ที่กินพืช ซึ่งได้แก่ สาหร่ายขนาดใหญ่และเล็กชนิดต่างๆ เป็นอาหาร สาหร่ายขนาดใหญ่ ได้แก่ สาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีเขียวและน้ำตาล ส่วนสาหร่ายขนาดเล็ก ได้แก่ สาหร่ายเซลล์เดียวหรือไดอะตอมเกาะติด (sessile diatom) หอยเป๋าฮื้อมักออกหากินอาหารในเวลากลางคืน (nocturnal) แหล่งอาศัยจะเป็นแนวหินหรือแนวซากปะการัง ที่น้ำทะเลใส มีความเค็มคงที่ระหว่าง 32-34 ส่วนในพัน(ppt) และพบมากที่ความลึกระหว่าง 2-8 เมตร หอยเป๋าฮื้อมีเพศแยก(dioecious) ในเพศผู้เมื่อเปิดเนื้อเท้าและดูที่ใต้เปลือกด้านขวาของตัวหอยจะมีสีงาช้าง ขณะที่ตัวเมียมีสีเขียวโอลีฟ (green olive color) การผสมพันธุ์เป็นแบบภายนอกตัว(external fertilization) และเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงพลบค่ำ จนถึงเวลา 03.00 นาฬิกา โดยเพศผู้และเพศเมียจะปล่อยน้ำเชื้อและไข่ออกมาผสมกันในน้ำทะเล ในธรรมชาติไข่ที่ได้รับการผสมพันธุ์จะพัฒนาเป็นตัวอ่อนที่ว่ายน้ำได้ หลังจากนั้นลูกหอยจะลงเกาะและพัฒนาเป็นลูกหอยระยะคืบคลาน (creeping larvae) ลูกหอยที่ลงเกาะใหม่จะใช้วีลั่ม (velum)พัดโบกสาหร่ายขนาดเล็กที่ขึ้นคลุมพื้นผิววัสดุที่มันเกาะเข้าสู่ปาก และใช้แผงฟันแรดูล่า (radula) ขูดกินอาหารขนาดใหญ่เป็นอาหารและเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยต่อไป (Hahn, 1989)

 

เศรษฐกิจการประมง

ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
By Joomla 1.7 Templates