การเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล
สาหร่ายทะเล (Seaweed, Marine algae) เป็นพืชชนิดหนึ่งในทะเล (Grass of the sea) เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศวิทยา (ecosystem) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในฐานะผู้ผลิตหรือผู้สร้างอาหาร (producer) หน่วยแรกของห่วงโซ่อาหาร (food chain) จัดเป็นทรัพยากรจากทะเลที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสามารถขึ้นได้ในแหล่งน้ำกร่อยหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ สาหร่ายทะเลที่สามารถเพาะเลี้ยงเพื่อการอุตสาหกรรมได้จัดอยู่ในกลุ่ม สาหร่ายสีเขียว (Division Chlorophyta) สาหร่ายสีน้ำตาล(Division Phaeophyta) และสาหร่ายสีแดง (Division Rhodophyta)
ชนชาติที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะชาวจีนและญี่ปุ่นได้รู้จักใช้สาหร่ายทะเลมาเป็นอาหารนานกว่า 4,000 ปี ชาวโรมันรู้จักนำสาหร่ายทะเลมาสกัดทำเครื่องสำอาง ชาวยุโรปรู้จักนำสาหร่ายมาสกัดเป็นยารักษาโรค ใช้ทำปุ๋ยและอาหารสัตว์ ใช้ในการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ใช้ผลิตแก๊สเชื้อเพลิง ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมและการพาณิชย์
ในประเทศไทยมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น สาหร่ายผมนาง, สาหร่ายมงกุฎหนาม, สาหร่ายโพรง และสาหร่ายพวงองุ่น โดยเฉพาะสาหร่ายวุ้นในสกุล Gracilaria spp. หรือที่เรียกแตกต่างตามท้องถิ่นว่า สาหร่ายผมนาง สาหร่ายเขากวาง สาหร่ายข้อ และสาหร่ายหิน ขึ้นงอกตามธรรมชาติมากกว่าชนิดอื่น ๆ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่จัดส่งสาหร่ายทะเลเป็นสินค้าออกประมาณปีละ 20-200 ตัน โดยน้ำหนักแห้ง คิดเป็นมูลค่า 4-10 ล้านบาทเศษ สาหร่ายทะเลแห้งส่วนใหญ่จะเป็นสาหร่ายผมนาง (Gracilaria spp.) ซึ่งส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เยอรมันตะวันตก และฮ่องกง สาหร่ายผมนางจะได้รับการแปรรูป(สกัด)เป็นวุ้นส่งกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอีกประมาณปีละ 200-300 ตัน คิดเป็นมูลค่า 50-100 ล้านบาท สาหร่ายที่แปรรูปเป็นวุ้นเหล่านี้บางส่วนจะนำมาใช้ประโยชน์และบริโภคในประเทศ บางส่วนจะนำมาปรุงแต่งและแยกบรรจุส่งออกจำหน่ายต่างประเทศประมาณ 8.4 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1.5 ล้านบาท ในปี 2527
สาหร่ายทะเลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ได้จากการเก็บเกี่ยวจากท้องทะเล ซึ่งในปัจจุบันสาหร่ายทะเลมีจำนวนและปริมาณลดลงมาก การขยายการเพาะเลี้ยงโดยทำเป็นระบบฟาร์มเพาะเลี้ยงจึงมีความจำเป็นอย่างมาก โดยในปัจจุบันได้มีการนำสาหร่ายทะเลขึ้นมาเพาะเลี้ยงกันบ้างแล้ว แต่การเพาะเลี้ยงก็ยังไม่พัฒนาและก้าวหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการเพาะเลี้ยงสาหร่ายที่เป็นรูปแบบฉบับสมบูรณ์
สาหร่ายทะเลที่พบในประเทศไทย
สาหร่ายในทะเลไทยมีหลายชนิด บางชนิดพบเห็นได้ตลอดปีแต่บางชนิดพบได้บางฤดูกาล นอกจากนี้ในปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายจากห้องปฏิบัติการหรือฟาร์มเพาะเลี้ยงได้ สาหร่ายที่พบในประเทศไทยสามารถแบ่งตามกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้ คือ
สาหร่ายกลุ่มสีเขียว (Chlorophyta หรือ Green algae ได้แก่
1. สาหร่ายไส้ไก่ Enteromorpha clathrata (Roth), Greville, 1830

ลักษณะเฉพาะ : มีทัลลัสสีเขียวอ่อนแตกแขนงเป็นเส้นอ่อนนุ่มติดกันจำนวนมาก กิ่งก้านที่แตกออกมีความบอบบางคล้ายเส้นผม มีทั้งที่เกาะติดกับวัสดุแข็งหรือล่องลอยในน้ำ เซลล์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 120 ถึง 340 ไมครอน และจัดเรียงตัวเป็นแถวยาว การแตกออกเป็นแขนงจะเกิดใกล้กับส่วนปลายของกิ่งก้าน
ขนาด : ทัลลัสมีความยาวถึง 20 เซนติเมตร
แหล่งที่อยู่ ชีววิทยา และประโยชน์ในด้านการประมง : มักพบอยู่ติดกับก้อนหินหรือวัสดุแข็งอื่นๆ ในบริเวณเขตน้ำขึ้นลงต่ำสุดจนถึงเขตน้ำขึ้นลงสูงสุด นอกจากนี้อาจพบลอยอยู่บริเวณผิวน้ำรวมกับสาหร่ายชนิดอื่นๆ สาหร่ายไส้ไก่สามารถนำมาเป็นอาหารมนุษย์ ที่อุดมด้วยวิตามิน เอ และ บี 1 ใช้เป็นอาหารสัตว์ ปุ๋ย และมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ที่จังหวัดซีเจียง (Zhejiang) ในประเทศจีน มันเป็นที่รู้จักในชื่อ ไตเตี๋ยว (Taiteao) หรือมอสตัดท่อน (moss stripe) และที่ญี่ปุ่นใช้เป็นเครื่องเคียงเนื้อ ปลา และกินแบบสลัด (salad)
การแพร่กระจาย : พบมากในเขตร้อน รวมทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนามและตามชายฝั่งทะเลของจีนและญี่ปุ่น
สาหร่ายทะเลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจโดยลักษณะทางอนุกรมวิธาน และชีวะวิทยาของสาหร่ายทะเลชนิดต่างๆมีดังนี้
DIVISION CHLOROPHYTA (Green Algae) ที่พบมีอยู่ด้วยกันประมาณ 10-12 ชนิด แต่ที่มีความสำคัญเพียง 3 ชนิด ดังนี้

- สาหร่ายเม็ดพริก (Caulerpa lentillifera J. Agardh, 1837)
ลักษณะทั่วไป : ทัลลัสประกอบด้วยสโตลอนที่คืบคลานไปตามพื้นและแตกแขนงได้ ส่วนของแขนงที่ตั้งตรง สูง 1-6 เซนติเมตร มักเกิดเดี่ยวๆ ไม่ค่อยแตกแขนง ประกอบด้วยรามูลัสเล็กๆ ลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2 มิลลิเมตร มีก้านสั้นๆ เรียงกันคล้ายช่อพริกไทย แต่ละรามูลัสมีรอยคอดระหว่างก้านและส่วนที่เป็นเม็ดกลมสีเขียวใส ขึ้นบนก้อนหินหรือพื้นทรายที่น้ำตื้นๆ ใกล้แนวปะการัง

- สาหร่ายพวงองุ่น (Caulerpa racemosa (Forsskal) J. Agardh 1873 ; var. macrophysa (Sonder ex Kutzing) Taylor)
ลักษณะทั่วไป : ทัลลัสประกอบด้วยสโตลอนที่แตกแขนงได้ ส่วนของทัลลัสที่ตั้งตรง สูง 1-5 เซนติเมตร ประกอบด้วยรามูลัส ลักษณะเกือบกลมหรือครึ่งวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-4 มิลลิเมตร มีก้านสั้น ๆ เรียงตัวเป็นช่อเหมือนช่อพริกไทย รากเกิดด้านล่างเป็นระยะ ๆ ขึ้นบนก้อนหินหรือซากปะการัง ในเขตน้ำขึ้นน้ำลง สาหร่ายชนิดนี้ได้พบทั่วไปมีขายในตลาดสดในบางจังหวัดชายทะเล
- สาหร่ายขนนก (Caulerpa taxifolia) (Vahl) C. Agardh, 1817
ลักษณะทั่วไป : ทัลลัสมีส่วนที่ตั้งตรงจากพื้น ลักษณะคลายขนนก สูง 10-15 เซนติเมตร โดยมีแกนตั้งตรง และรามูลัสเกิด 2 ข้าง รามูลัสเป็นแท่งกลมยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ตรงปลายพองออกเป็นกระเปาะ สีเขียวสด ขึ้นบนพื้นกรวดปนทราย และโคลนในคลองบริเวณป่าชายเลน สาหร่ายชนิดนี้ใช้รับประทานเป็นผักจิ้ม มีขายในตลาดในบางจังหวัดภาคใต้
DIVISION RHODOPHYTA (Red Algae) ที่พบมีอยู่ด้วยกันประมาณ 8-9 ชนิด แต่ชนิดที่มีความสำคัญเพียง 3 ชนิด ดังนี้

- สาหร่ายมงกุฎหนาม (Acanthophora spicifera (Vahl) Borgesen)
ลักษณะทั่วไป : ทัลลัสอวบน้ำ แตกแขนงเป็นพุ่ม สูง 15 เซนติเมตร รากยึดเกาะขนาดเล็กรูปถ้วย แขนงรูปทรงกระบอก มีแขนงย่อยปลายแหลมอยู่รวมเป็นกลุ่มๆ เกิดอยู่ทั่วไปโดยเรียงกันห่างๆ หรือแน่นสุดแต่สภาพแวดล้อม ทัลลัสสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้ม ถ้าอยู่ในที่แดดจัดจะมีสีเหลือง ถ้าแสงน้อยมีร่มเงาจะมีสีชมพู ขึ้นได้ทั่วไปในทุกสภาวะ ตั้งแต่พื้นโคลน พื้นทราย และพื้นหิน ในเขตน้ำขึ้นน้ำลง เป็นสาหร่ายที่พบเสมอในอ่าวไทย

- สาหร่ายผมนาง (Gracilaria fisheri (Xia et Abbott) Abbott, Zhang et Xia)
ลักษณะทั่วไป : ทัลลัสเป็นพุ่มใหญ่ สูงถึง 30 เซนติเมตร แตกแขนงมาก แต่ละแขนงยาว โคนคอด ปลายเรียวแหลม ซิลโตคาร์ปรูปกรวยมีจะงอย และฐานไม่คอด ขึ้นบนเปลือกหอย เศษหิน กรวด ถุงพลาสติก และบนกระชังเลี้ยงปลาบริเวณพื้นโคลนบนทราย ซึ่งน้ำค่อนข้างขุ่นสาหร่ายชนิดนี้พบมากที่ทะเลสาบสงขลาและอ่าวปัตตานี นิยมใช้เป็นวัตถุดิบสกัดวุ้น

- สาหร่ายโพรง (Solieria robusta (Greville) Kylin)
ลักษณะทั่วไป : ทัลลัสเป็นพุ่มอวบน้ำ นิ่ม สูงถึง 23 เซนติเมตร รากที่ใช้ยึดเกาะมีลักษณะรูปถ้วย แตกแขนงได้หลายแบบมีทั้งแบบสลับ แบบคู่ และแตกแขนงจากจุดเดียวกัน แขนงรูปทรงกระบอก กว้าง 3 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนแคบ ซิสโตคาร์ปรูประฆังคว่ำ เกิดนูนพ้นผิว สีน้ำตาลแกมเขียว หรือน้ำตาลแกมเหลือง หรือสีชมพู ขึ้นบนเปลือกหอย เศษหิน ในระดับน้ำขึ้นน้ำลง บางครั้งโผล่พ้นน้ำขณะน้ำลง
- ต่อไป
- ต่อไป >>






