การเพาะเลี้ยงปลาหมึก

ชีววิทยาและความสำคัญทางเศรษฐกิจ
ปลาหมึกเป็นสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกหอย แต่ธรรมชาติของปลาหมึกแตกต่างอย่างมากกับหอยอื่นๆ ที่มีเปลือกห่อหุ้มภายนอก และเคลื่อนที่ได้ไม่ว่องไวนัก กล่าวคือ ปลาหมึกส่วนใหญ่จะมีเปลือกอยู่ภายในหรือบางชนิดไม่มีเปลือกเลย ยกเว้นปลาหมึกในกลุ่มหอยงวงช้างที่เปลือกอยู่ภายนอก
แม้ว่ารูปร่างจะเป็นสัตว์จำพวกหอยที่ไม่มีกระดูกสันหลังแต่พฤติกรรมของปลาหมึกจะว่องไวเทียบได้กับสัตว์จำพวกปลาซึ่งเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นสูงกว่า ยิ่งไปกว่านั้นปลาหมึกยังมีระดับสติปัญญาและประสาทรับสัมผัสที่วิวัฒนาการเทียบเท่ากับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิเช่น นัยน์ตาของปลาหมึกมีโครงสร้างและประสิทธิภาพใกล้เคียงกับนัยน์ตาของมนุษย์อย่างมาก มีเส้นประสาทที่เทียบตามอัตราส่วนแล้วใหญ่กว่ามนุษย์ถึง 50 เท่า เป็นต้น
ปลาหมึกเป็นสัตว์น้ำประเภทสัตว์กินเนื้อที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหารในทะเล มีฐานะเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าเป็นอาหารของสัตว์อื่นในขณะเดียวกัน
ปลาหมึกเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากของประเทศรองลงมาจากกุ้ง ผลผลิตสัตว์น้ำจำพวกปลาหมึกมีประมาณปีละ 150,000 ตัน ซึ่งประมาณ 100,000 ตัน หรือ 2 ใน 3 ของปริมาณดังกล่าวแปรรูปเป็นสินค้าส่งออก และอีก 1 ใน 3 เป็นการบริโภคภายในประเทศ ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ปลาหมึกประมาณ8 พันล้านบาทต่อปี นับเป็นสถิติสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดรับซื้อที่ใหญ่ที่สุด รองลงมาเป็นกลุ่มประเทศในยุโรป คือ อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน และประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนตลาดภายในประเทศนั้น มีมูลค่าประมาณ 4 พันล้านบาท รวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้าและผลิตภัณฑ์ปลาหมึกกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ผลผลิตทั้งหมดได้จากการประมงทะเลเป็นการจับหรือหรือการเก็บเกี่ยวทรัพยากรจากจากทะเลทั้งสิ้น
ในภาวะปัจจุบันที่ความต้องการบริโภคสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และปริมาณประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น ปลาหมึกจึงเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่เสี่ยงต่อการถูกจับมาใช้เกินศักยภาพการผลิตตามธรรมชาติที่จะผลิตมาทดแทนได้เพียงพอ
สัตว์ในกลุ่มปลาหมึกมีประมาณ 1,000 ชนิดทั่วโลก ชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวถึง 30 เมตร (เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ขณะที่ชนิดที่เล็กที่สุด คือ ปลาหมึกแคระไทย เมื่อโตเต็มที่มีความยาวเพียง 1 เซนติเมตร (พบได้เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น) ในน่านน้ำไทยมีปลาหมึกอยู่ไม่น้อยกว่า 75 ชนิด ชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแบ่งตามลักษณะทางชีววิทยาเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1.กลุ่มปลาหมึกกลางน้ำ (Pelagic squids) เช่น ปลาหมึกกล้วย ปลาหมึกหอม ปลาหมึกในกลุ่มนี้ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง จะว่ายน้ำหาอาหารอยู่ตลอดเวลา ว่องไว ปราดเปรียว จึงต้องกินอาหารมากเพื่อให้มีพลังงานเพียงพอ ซึ่งอาหารก็คือกลุ่มปลากลางน้ำ ปลาหมึกกลุ่มนี้ชอบอยู่ในน้ำที่ใสสะอาด
2.กลุ่มปลาหมึกหน้าดิน (Benthic cuttlefish) เช่น ปลาหมึกกระดองลายเสือ ปลาหมึกกระดองหางไหม้ ปลาหมึกหูช้าง กลุ่มนี้เป็นปลาหมึกที่อาศัยอยู่ตามหน้าดิน ปกติจะนอนหรือฝังตัวอยู่ตามหน้าดินเช่นเดียวกับสัตว์ในกลุ่มกุ้ง ปู และปลาหน้าดินชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารของปลากลุ่มนี้
3.กลุ่มปลาหมึกสาย (Octopus) เป็นกลุ่มที่มีหนวด 8 เส้น ต่างจากสองกลุ่มแรกที่มี 10 เส้น เป็นปลาหมึกหน้าดินเช่นเดียวกับกลุ่มปลาหมึกกระดอง แต่ไม่ชอบฝังตัวในหน้าดิน อาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามโพรงหิน อาหารเป็นสัตว์ในกลุ่มกุ้งและปู
ความสำคัญของการเพาะเลี้ยงปลาหมึก
ในสภาวะที่ทรัพยากรลดน้อยลง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจึงมีความสำคัญขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหนทางที่จะสร้างผลผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ปลาหมึกเป็นสินค้าส่งออกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจแต่ยังไม่มีการเพาะเลี้งเชิงพานิชย์ ทั้งนี้เนื่องมาจากยังไม่มีการศึกษา ค้นคว้าและวิจัย ขาดข้อมูลในการพัฒนาเพื่อการเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามกรมประมงได้ศึกษาตั้งแต่ปี 2521 เรื่อยมา ทำให้ทราบว่าปลาหมึกเป็นสัตว์น้ำที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ และสามารถเพาะเลี้ยงได้จนครบวงจรชีวิต
ปลาหมึก 3 ชนิด ได้แก่ ปลาหมึกหอม ปลาหมึกกระดองหางไหม้ และปลาหมึกกระดองลายเสือ มีแนวโน้มที่จะทำการเพาะเลี้ยงในเชิงพานิชย์ได้ ในแง่ของการสร้างผลผลิตจากอาหาร โดยมีจุดเด่นที่อัตราการเจริญเติบโตสูง ให้ผลผลิตสูงกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่นในระยะเวลาที่เท่ากัน ไม่มีระยะวัยอ่อนที่อ่อนแอ นอกจากนั้นปลาหมึกอีกหลายชนิดในกลุ่มปลาหมึกหูช้าง (Sepiolid suids) ปลาหมึกแคระ (Idiosepiid squids) และกลุ่มปลาหมึกสาย (Octopus) ยังมีศักยภาพที่จะเพาะเลี้ยงในเชิงพานิชย์ได้ ในแง่ของการสร้างผลผลิตสัตว์น้ำสวยงามซึ่งมีราคาต่อหน่วยผลผลิตสูงกว่าผลผลิตอาหารในขนาดที่เท่ากัน และความต้องการของตลาดกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
การเพาะเลี้ยงปลาหมึก
การเพาะเลี้ยงปลาหมึก แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
1.รวบรวมไข่จากแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือรวบรวมพ่อแม่พันธุ์มีชีวิตนำมาเลี้ยงให้ผสมพันธุ์และวางไข่ในบ่อเพื่อรวบรวมไข่อีกต่อหนึ่ง วิธีการแรกเหมาะสำหรับไข่ปลาหมึกที่มีปริมาณมาก เช่น ไข่ปลาหมึกหอม ส่วนวิธีการหลังเหมาะสำหรับไข่ปลาหมึกที่มีปริมาณน้อยกว่า แต่พ่อแม่พันธุ์ทนทานต่อการลำเลียงได้ดีกว่า เช่น ปลาหมึกกระดอง
ปลาหมึกกระดองลายเสือผสมพันธุ์
2.เพาะฟักไข่ปลาหมึกในโรงเพาะฟักที่ควบคุมสภาพแวดล้อม ประมาณ 2-3 สัปดาห์ จนไข่ฟักออกเป็นตัว โดยแยกไข่ออกเป็นไข่อ่อนและไข่แก่ใส่ในตะกร้าพลาสติกลอยน้ำไว้ในบ่อ ให้อากาศตลอดเวลา พรางแสงเพื่อไม่ให้เกิดสาหร่ายเกาะเปลือกไข่ ไข่อ่อนใช้ตะกร้าขนาดตา 0.5 เซนติเมตร และไข่แก่ใช้ตะกร้าที่มีขนาดตา 1.0 เซนติเมตร
ไข่ปลาหมึกหอมที่รวบรวมใส่ในตะกร้า
3.อนุบาลปลาหมึกแรกเกิดในบ่อคอนกรีตกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.8 เมตร โดยใช้อาหารมีชีวิตจำพวกเคย กุ้ง และลูกปลา เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน เทคนิคในการอนุบาลปลาหมึกหอมและปลาหมึกกระดองคล้ายคลึงกัน โดยการจัดการอาหารมีชีวิตให้มีปริมาณเพียงพอตลอดเวลา ควบคุมคุณภาพน้ำและความสะอาดในบ่อ ตลอดจนจัดการความหนาแน่นให้เหมาะสม จากระยะแรกเกิดลูกปลาหมึกหอมควรมีความหนาแน่นไม่เกิน 10 ตัวต่อลิตร และลูกปลาหมึกกระดองไม่เกิน 500 ตัวต่อตารางเมตร หลังจากนั้นจะต้องคัดขนาดและลดความหนาแน่นลง 25 เปอร์เซนต์ ทุกระยะ 10 วัน
4.เลี้ยงให้โตเ็ต็มที่ โดยก่อนหน้านั้นประมาณ 1 สัปดาห์ หรือเมื่อลูกปลาหมึกมีอายุ 20 วันขึ้นไป ฝึกให้ปลาหมึกกินอาหารไม่มีชีวิต เช่น เนื้อปลาหั่นเป็นชิ้นยาวๆ เพื่อลดต้นทุนการปลิต เมื่อปลาหมึกคุ้นเคยกับอาหารไม่มีชีวิตจึงจะเข้าสู่ระยะการเลี้ยง ซึ่งจะใช้เวลาการเลี้ยงประมาณ 4 เดือน ปลาหมึกก็จะเจริญเติบโตเต็มที่เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตสูง วิธีการเลี้ยงแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชีวประวัติและพฤติกรรมของปลาหมึก เช่น ปลาหมึกหอมอาศัยอยู่กลางน้ำเหมาะกับการเลี้ยงในกระชังที่น้ำไหลผ่านได้ตลอดเวลา ส่วนปลาหมึกกระดองอาศัยอยู่ตามหน้าดินเหมาะกับการเลี้ยงในคอกที่มีหน้าดินให้หลบซ่อน เป็นต้น การจับหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตควรกระทำก่อนที่ปลาหมึกจะวางไข่ เพื่อจะให้ปลาหมึกอยู่ในระยะที่สมบูรณ์เต็มที่






