กระบวนการผลิตอาหารสัตว์น้ำ
การดำเนินการทำอาหารขั้นแรก คือ การรับและตรวจวัสดุอาหาร วัสดุอาหารที่จะซื้อมาใช้เป็นส่วนผสมของอาหารอาจบรรจุในถุงเรียบร้อยแล้ว หรือขนส่งถึงผู้ที่จะทำอาหารโดยใส่ในภาชนะลำเลียงขนาดต่างๆ กัน ปริมาณของวัสดุอาหารที่จัดจำหน่ายส่งถึงผู้ที่จะทำอาหารก็แตกต่างกันไปแล้ว แต่ขนาดของธุรกิจการดำเนินการ ที่สำคัญในขั้นนี้ คือ การตรวจปริมาณ และคุณภาพของวัสดุอาหารที่ได้รับ ในการตรวจคุณภาพหากพบสารเคมีปะปนระหว่างการผลิตและกระบวนการแปรรูปจำเป็น ต้องแยกหรือกำจัดให้หมดไป เพื่อความปลอดภัยแก่สัตว์น้ำ รวมทั้งผู้บริโภคสัตว์น้ำด้วย สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของวัสดุอาหารที่ได้จากการตรวจมีประโยชน์ในการปรับ เพิ่มและลดปริมาณของวัสดุอาหารที่จะใช้เป็นส่วนผสมของอาหารที่ต้องการวัสดุ อาหารที่ผ่านการตรวจรับแล้ว หากยังไม่ใช้ทันที ถ้าเป็นของแข็งและอยู่ในภาชนะลำเลียงขนส่ง ควรบรรจุในถุงปิดให้มิดชิด แล้วเก็บในสถานที่ที่ไม่มีความชื้นหรือมีความชื้นต่ำปราศจากหนูและแมลงทั้ง นี้เพื่อป้องกันการเหม็นหืนเสื่อมคุณภาพและสูญหายโดยการกินของหนูหรือแมลง ส่วนวัสดุอาหารประเภทของเหลว เช่น น้ำมัน ควรใส่ถังเก็บรักษาในที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเพื่อป้องกันการเสื่อมคุณภาพ
กระบวนการทำอาหารประกอบด้วยกระบวนการย่อย 6 กระบวนการ คือ
1. การบด (grinding)
การบดวัตถุดิบอาหารสัตว์มีความจำเป็นกรณีที่วัตถุดิบอาหารสัตว์มีขนาดใหญ่และไม่ละเอียด เช่น เมล็ดถั่วเหลือง เมล็ดข้าวโพด มันเส้น ปลายข้าว และเปลือกกุ้ง โดยวัตถุดิบเหล่านี้จะต้องนำมาบดให้ละเอียด ด้วยเครื่องบดอาหาร สำหรับวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีขนาดเล็ก เช่น ปลาป่น รำ แป้งสาลี แป้งมันสำปะหลัง ก็ไม่จำเป็นต้องบดให้ละเอียด แต่ถ้าเป็นการผลิตอาหารในโรงงานอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งมีการควบคุมอุณหภูมิอย่างดี จะบดวัตถุดิบอาหารสัตว์ทุกประเภทให้มีขนาดละเอียดเท่ากันหมด โดยอาจบด 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้ง แล้วแต่กรณีว่ามีขนาดเล็กใหญ่ประการใด สำหรับวัตถุดิบอาหารสัตว์จำพวกวิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนสังเคราะห์ จะมีขนาดละเอียดอยู่แล้วจึงไม่ต้องนำมาบดอีก และอีกทั้งความร้อนที่เกิดจากการบด ก็จะทำให้วิตามินแร่ธาตุและกรดอะมิโนสังเคราะห์ถูกทำลายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงนำไปผสมใช้ได้เลย โดยไม่ต้องบด โดยหลักการแล้วการบดวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ละเอียดนั้นจะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้สามารถผสมวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ง่ายขึ้น และช่วยให้อาหารเม็ดที่อัดออกมามีความหนาแน่นและยึดตัวดีขึ้น นอกจากนี้การบดวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ละเอียดยังมีส่วนช่วยให้ปลาสามารถย่อย และดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น หรือสัมประสิทธิ์การย่อยอาหารสูงขึ้น
2. การชั่งน้ำหนัก (weighing)
เมื่อผู้ผลิตทราบถึงปริมาณอาหารเม็ดที่จะผลิตจากสูตรอาหารแล้วก็ ต้องคำนวณดูว่าถ้าต้องการผลิตอาหารเม็ดให้ได้ปริมาณตามที่กำหนดไว้จะต้องใช้วัตถุดิบแต่ละชนิดเป็นส่วนผสมในปริมาณเท่าใด จากนั้นจึงทำการแยกชั่งน้ำหนักวัตถุดิบอาหารสัตว์แต่ละชนิด
3. การผสมวัสดุอาหาร (mixing)
จุดมุ่งหมายของการผสมวัสดุอาหารก็เพื่อให้วัสดุอาหารที่กำหนดเป็น ส่วนประกอบของอาหารผสมคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกัน วัสดุอาหารทุกชนิดกระจายตามเนื้อของส่วนผสมอย่างทั่วถึง กล่าวคือ หลังจากการผสมแล้ว หากแบ่งส่วนผสมมาตรวจหาส่วนประกอบของวัสดุอาหาร ส่วนผสมที่เกิดจากการผสมที่ดี จะต้องมีวัสดุอาหารครบถ้วนทั้งชนิดและปริมาณตรงตามที่ระบุในสูตรอาหารก่อน การผสม การผสมวัสดุอาหารอาจแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ การผสมวิตามินและแร่ธาตุ และการผสมวัสดุอาหารอื่น การผสมวิตามินและแร่ธาตุมักผสมเตรียมไว้ต่างหากก่อนการผสมวัสดุอาหารอื่น ๆ เนื่องจากวิตามินและแร่ธาตุที่จะใส่เป็นส่วนผสมในอาหารมีปริมาณน้อย จึงนิยมผสมวิตามินหรือแร่ธาตุกับวัสดุอาหารชนิดอื่นเป็นวิตามินรวม หรือแร่ธาตุรวม ก่อน แล้วจึงนำวิตามินรวมและแร่ธาตุรวมไปผสมกับวัสดุอาหารอื่นตามต้องการต่อไป วิธีการเจือจางวิตามินหรือแร่ธาตุกับวัสดุอาหารเช่นนี้ช่วยให้ส่วนผสมของอาหารมีวิตามินและแร่ธาตุตามต้องการ นอกจากนั้นก็เพื่อให้วิตามิน และแร่ธาตุซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีปริมาณน้อย กระจายทั่วเนื้ออาหาร
4. การอัดเม็ด (pelleting)
การอัดเม็ดมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ได้รับการผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน ได้เปลี่ยนรูปมาเป็นอาหารเม็ดซึ่งจะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การนำมาให้ปลาหรือสัตว์น้ำกินเนื่องจากอาหารเม็ดมีความจุแน่น ทำให้ปลากินอาหารได้มากขึ้น หรือได้รับธาตุอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยป้องกันปลาเลือกกินวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ชอบเท่านั้น เพราะว่าการที่ปลากินอาหารเม็ดเข้าไปก็จะได้รับวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งหมด ด้วยพร้อมกัน นอกจากนี้การอัดเม็ดยังช่วยให้อาหารสุก เนื่องจากมีความร้อนเกิดขึ้นทำให้ปลาหรือสัตว์น้ำใช้ประโยชน์จากอาหารเม็ดได้ดีขึ้น การผลิตอาหารเม็ดใช้เองในฟาร์มนิยมใช้เครื่องบดเนื้อในการอัดเม็ด เพราะมีความสะดวกและราคาถูก แต่ถ้าเป็นการผลิตของโรงงานอาหารสัตว์จะต้องใช้เครื่องอัดเม็ดแบบจม หรือเครื่องอัดเม็ดลอยซึ่งมีราคาแพงหลายล้านบาท
5. การลดความชื้น (cooling and drying)
อาหารที่ผ่านการอัดเม็ดจะมีความชื้นสูง และมีอุณหภูมิประมาณ 90 ํc ดังนั้นจำเป็นต้องนำมาลดความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อนำไปให้ปลา หรือสัตว์น้ำกิน และเพื่อให้สามารถเก็บรักษาอาหารเม็ดได้ระยะเวลาหนึ่งโดยไม่เกิดเชื้อรา การลดความชื้นในอาหารเม็ดดังกล่าวทำได้หลายวิธีโดย ถ้าเป็นการผลิตอาหารใช้เองในฟาร์มก็นิยมที่จะนำมาเกลี่ยเป็นชั้นบางๆ บนพื้นที่สะอาดแล้วตากแดดให้แห้ง หรือถ้าเป็นการผลิตอาหารทดสอบ ศึกษาความต้องการธาตุอาหารของปลาก็อาจเกลี่ยเป็นชั้นบางๆ ในตู้อบหรือใช้พัดลมเป่าให้แห้ง แต่ถ้าเป็นการผลิตของโรงงานอาหารสัตว์ จะมีการใช้เครื่องอบแห้งอย่างดี ซึ่งจะใช้เวลาอบแห้ง ประมาณ 20-30 นาที ก็จะทำให้ความชื้นเหลือประมาณ 10% แล้วจึงนำมาร่อนผ่านตะแกรงเพื่อนำเอาเศษฝุ่นที่ติดกับอาหารเม็ดออกไป จึงทำการเก็บบรรจุต่อไป
6. การบรรจุ (packing)
หลังจากอาหารแห้งแล้ว และมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้องแล้ว จึงพร้อมที่จะได้รับการบรรจุเข้าหีบห่อ เพื่อเก็บหรือจำหน่ายต่อไป ในการบรรจุนอกจากจะมีการบันทึกรายละเอียดที่จำเป็นบนหีบห่อ เช่น รหัส วันบรรจุ น้ำหนักอาหาร และคุณค่าทางอาหารแล้วควรพิจารณาถึงวัสดุที่จะใช้ทำการหีบห่อด้วย วัสดุที่ใช้ควรมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันความชื้นไม่ให้ซึมผ่านเข้า สัมผัสกับอาหารได้ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารเสื่อมคุณภาพเร็ว






