ความสำคัญของอาหารสัตว์น้ำ
"อาหาร" ตามความหมายทางโภชนาการ (Halver, 1972; คณะแพทย์ศาสตร์, 2518; เวียง, 2542) คือ สิ่งที่สัตว์น้ำกินแล้วเกิดประโยชน์ต่อร่างกายโดยช่วยสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ให้พลังงานและช่วยควบคุมให้การปฏิบัติงานของกระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินไปตามหน้าที่ แล้วส่งผลให้สัตว์น้ำสามารถดำรงชีวิตมีการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ได้อย่างปกติ ส่วนคำว่า "โภชนาการ" เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบการกินอาหาร และการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ และเคมีของอาหารและสารเคมีในร่างกาย รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการของร่างกาย อันเกิดจากการใช้สารอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อและเพื่อควบคุม การทำงานของอวัยวะต่างๆ ตลอดจนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย นอกจากนั้นในทางปฏิบัติ คำว่าโภชนาการยังมีความหมายกว้างออกไปอีก คือ รวมถึงการจัดหาอาหารและกรรมวิธีต่างๆ ที่จะทำให้อาหารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ
ประโยชน์และความสำคัญของอาหารสัตว์น้ำ
อาหารสัตว์น้ำมีความสำคัญต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก เนื่องจากอาหารเป็นบ่อเกิดพลังงานที่ใช้ในการดำรงชีวิต การเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ของชีวินทรีย์ ตลอดจนเป็นต้นทุนผันแปรที่สูงที่สุดของการเลี้ยงสัตว์น้ำจึงมีผลโดยตรงต่อ กำไรหรือขาดทุนของผู้เลี้ยง
สัตว์น้ำก็เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ต้องการอาหารบริโภคเพื่อค้ำจุนชีวิตให้คงอยู่มีการเจริญเติบโตและสามารถแพร่ขยายพันธุ์ ตราบใดก็ตามถ้าสัตว์น้ำมีอาหารกินอย่างเพียงพอและเป็นอาหารที่มีคุณภาพดี สัตว์น้ำก็จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีสุขภาพดี แข็งแรง และมีลูกดก อันเป็นสิ่งที่นักเพาะเลี้ยงทั้งหลายมีความปรารถนาอย่างยิ่งจนอาจกล่าวได้ ว่าการเลี้ยงสัตว์น้ำจะประสบผลสำเร็จหรือไม่เพียงใดนั้นจะขึ้นอยู่กับคุณภาพ ปริมาณ และราคาของอาหารสัตว์น้ำเป็นสำคัญ
อาหารสัตว์น้ำนอกจากจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน และปริมาณที่เพียงพอแล้ว ยังจะต้องมีรูปแบบที่สะดวกและเหมาะสมต่อชนิด ขนาด และวัยของสัตว์น้ำด้วย ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าอาหารสัตว์น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพราะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตโดยตรง
อาหารสัตว์น้ำนั้นมีผลต่อสุขภาพสัตว์น้ำหลายด้าน กล่าวคือสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย สมอง และประสาท การที่สัตว์น้ำได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือในภาวะบกพร่องทางโภชนาการ ย่อมทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายไม่สามารถดำเนินต่อเนื่องไปได้ปกติ เกิดความผิดปกติของร่างกายทั้งทางด้านโครงสร้าง รูปร่าง และขนาด ในที่สุดทำให้สัตว์น้ำแคระแกรน ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับสัตว์น้ำในระยะเริ่มแรกหรือในระยะวัยอ่อน ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงการทำงานของสมองและระบบประสาทในระยะต่อมา บางกรณีอาจรุนแรงจนทำให้การทำงานของสมองและระบบประสาทเสื่อมได้
สัตว์น้ำได้รับอาหารที่มีโภชนาการต่ำ ร่างกายจะไม่แข็งแรง ติดเชื้อได้ง่าย เพราะร่างกายไม่สามารถต้านทานโรคได้ตามปกติ ความสามารถในการต้านทานโรคของสัตว์น้ำเกิดขึ้นอย่างเป็นวงจรในภาวะขาดแคลน อาหารหรือโภชนาการต่ำ ก็จะทำให้การต้านทานโรคต่ำลง สัตว์น้ำก็เป็นโรคได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้อาหารสัตว์มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลายๆ ประการด้วยกัน คือ
1. อาหารสัตว์มีอิทธิพลต่อภาวการณ์ผลิตสัตว์โดยตรง เนื่องจากอาหารสัตว์เป็นปัจจัยการผลิต สัตว์ส่วนใหญ่มีมูลค่าถึงร้อยละ 60-80 ของต้นทุนทั้งหมดในการผลิตสัตว์น้ำบางชนิด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตหรือการตลาดย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวการณ์ผลิต สัตว์เหล่านั้น รวมถึงเสถียรภาพของราคาผลผลิตจากสัตว์เลี้ยงดังกล่าวด้วย
2. อาหารสัตว์เป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยสร้างตลาดและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า เกษตรกรรมที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด รำละเอียด ปลายข้าว มันสำปะหลัง ปลาเป็ด เป็นต้น เพราะว่าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศถึงร้อยละ 90 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เท่านั้นที่จำเป็นต้องสั่งจากต่างประเทศเพราะยังผลิตไม่ได้ เช่น อาหารเสริมพวกวิตามิน แร่ธาตุ หรือพรีมิกซ์ ยาปฏิชีวนะ และยาป้องกันโรคสัตว์ต่างๆ รวมทั้งวัตถุดิบบางชนิดที่จำเป็นต้องนำเข้า เพราะเกิดภาวะขาดแคลนในบางช่วงของปี เช่น กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง
3. อาหารสัตว์ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องขึ้นหลายประเภท ดังเช่น โรงงานผลิตปลาป่น โรงงานสกัดน้ำมันพืช โรงงานผลิตอาหารเสริม วิตามิน และแร่ธาตุ เพราะผลผลิตเหล่านี้นำไปใช้เป็นส่วนผสมในการประกอบสูตรอาหาร
4. อาหารสัตว์น้ำช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมในลักษณะวัตถุดิบมาเป็นแบบสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าเหล่านั้น เช่น อาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์
5. อาหารสัตว์ช่วยส่งเสริมให้การเลี้ยงสัตว์ในประเทศพัฒนาตัวเองจากการเลี้ยงแบบพื้นบ้านมาเป็นการเลี้ยงแบบการค้าในลักษณะธุรกิจขนาดใหญ่ จนเรียกได้ว่าจำเป็นต้องมีควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของประเทศ เพราะเกษตรกรเห็นผลประโยชน์จากการเลี้ยงด้วยอาหารผสมเพิ่มมากขึ้น ทั้งในแง่การเจริญเติบโต ระยะเวลาการเลี้ยง การตลาด ตลอดจนรายได้ที่จะได้รับ
ส่วนผลกระทบต่อนิเวศวิทยาทางน้ำพบว่า เมื่อมีการใช้อาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูปกันอย่างแพร่หลาย ก็อาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทางน้ำได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้อาหารสัตว์ในปริมาณที่มากเกินความต้องการของสัตว์น้ำ เนื่องจากอาหารสัตว์น้ำสำเร็จรูปนั้นจะมีแร่ธาตุอาหารค่อนข้างสมบูรณ์มาก มีปริมาณโปรตีนค่อนข้างสูง เมื่อให้อาหารเกินความต้องการของสัตว์น้ำ อาหารตกค้างในบ่อ โปรตีนเหล่านี้ก็จะเปลี่ยนรูปไปอยู่ในรูปของ NH3 และไนไตรท์ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในแหล่งน้ำนั้นๆ ได้ อาจะทำให้สัตว์น้ำที่อยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ อ่อนแอและตายในที่สุด
ประวัติความเป็นมาของอาหารสัตว์น้ำ
อาหารสัตว์น้ำในที่นี้ หมายถึง อาหารสมทบ หรืออาหารผสม หรืออาหารเม็ดที่ทำขึ้น เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ อาหารเม็ดที่ถูกต้องสำหรับใช้เลี้ยงปลาจะต้องประกอบด้วยกรดอมิโนที่จำเป็น ต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ วิตามินแร่ธาตุ อาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่แป้งและไขมัน องค์ประกอบดังกล่าวต้องมีส่วนผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสมจึงจะทำให้ปลาเติบโตเร็ว
การทำอาหารเม็ดในระยะแรกๆ นั้นมักใช้วัตถุดิบเพียงไม่กี่ชนิดผสมเข้าด้วยกันแล้วทำเป็นเม็ดขึ้น เช่น ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง อำนวย (2525) ได้กล่าวว่านาย Harold Wolf ชาวอเมริกันได้ทดลองทำอาหารเม็ดขึ้น ส่วนผสมมีเพียงเนื้อและผักบดผสมกันแล้วทำเป็นเม็ดนำไปทดลองเลี้ยงปลาเทร้าท์ และปลาแซลมอน ซึ่งเป็นปลาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ผลการทดลองปรากฏว่าลูกปลาขนาดเล็กไม่ยอมกินอาหารดังกล่าว หากใช้กับลูกปลาที่ค่อนข้างโตหน่อยจะได้ผลดี นอกจากนี้ผู้ทดลองยังกล่าวอีกว่าปลาในเขตอบอุ่นมักจะปรับตัวกินอาหารเม็ด ง่ายกว่าปลาในเขตหนาว ระยะต่อมาอาหารเม็ดได้รับการปรับปรุงให้มีองค์ประกอบของสารอาหารมากขึ้น แต่ลักษณะของเม็ดที่ทำขึ้นก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร คือมีลักษณะแข็งและแน่น ผิวนอกเป็นมันและละลายน้ำได้ช้า อาหารเม็ดอย่างนี้ใช้เลี้ยงสัตว์ได้ดีแต่ไม่ค่อยจะเหมาะสำหรับใช้เลี้ยงปลานัก เนื่องจากเม็ดอาหารมีความหนาแน่นมาก เมื่อโยนลงไปในน้ำจะจมทันทีปลาจะต้องดำลงไปกินอาหารถึงก้นบ่อซึ่งสกปรก และผลก็คือทำให้ปลาเป็นโรคและเจริญเติบโตช้า ดังนั้นผู้เลี้ยงปลาจึงหันมานิยมอาหารเปียกหรืออาหารเม็ดเปียก ซึ่งปลากินได้เร็วกว่า ทำให้ไม่มีอาหารเหลืออันจะเกิดการเน่าเสียจากจุลินทรีย์ต่างๆ ได้ แต่ข้อเสียของอาหารเปียกก็คือจะต้องเก็บรักษาไว้ในสภาพเย็นแข็งตลอดเวลาจน กว่าจะนำเอาออกมาใช้ ซึ่งอาหารเปียกดังกล่าวหากทำในประเทศไทยเราจะทำให้ราคาปลาต้องแพงขึ้นไปอีก ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการเก็บรักษาค่อนข้างสูง ข้อเสียอีกประการหนึ่งของอาหารเปียกก็คือส่วนประกอบต่างๆ ที่มีคุณค่าทางอาหาร เช่น กรดอมิโน และวิตามิน ยังสลายตัวได้ง่ายเมื่ออาหารอยู่ในสภาพใช้ได้หมดก่อนที่อาหารจะจมลงไปก้นบ่อ
อาหารแห้งและเบาดังกล่าวอาจจะผลิตได้โดยอาศัยหลักที่ว่า อาหารผสมที่แห้งนั้นเมื่อนำมาพ่นด้วยน้ำจะจับตัวกันเป็นก้อน แล้วจึงจะนำไปทำให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง เม็ดอาหารที่ได้จะมีน้ำหนักเบาและลอยน้ำได้นาน การปรับปรุงการผลิตอาหารเพื่อใช้เลี้ยงปลาได้ดำเนินติดต่อกันเรื่อยมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2511 อาหารเม็ดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ อาหารเม็ดที่สมบูรณ์ หรือที่เรียกว่าอาหารเม็ดสมบูรณ์แบบ (Complete Pellets) ซึ่งมีองค์ประกอบพวกโปรตีน ไขมัน แป้ง วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของปลาอยู่ครบถ้วน
ในประเทศแคนาดา ได้เริ่มมีการใช้อาหารเม็ดกันอย่างแพร่หลายในปี พ.ศ. 2503 โดยได้นำมาใช้กับปลาแซลมอน บริษัทผู้ผลิตคือบริษัท Ewos สูตรอาหารเม็ดมีสารอาหารดังนี้ โปรตีน 58% เถ้า 15% ความชื้น 7% เยื่อใย 1% คาร์โบไฮเดรต 11% วิตามิน A, D, E, K , B1, B6, B12, กรดโฟลิกและ โคลีน นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุที่จำเป็นอื่นๆ อีกมาก
ในประเทศไทยนั้น การใช้อาหารเม็ดเลี้ยงปลาได้เริ่มครั้งแรกที่สถานีประมงจังหวัดชัยนาท โดยนายประสิทธิ์ เอกอุรุ หัวหน้าสถานีประมงจังหวัด เป็นผู้ริเริ่มในปี พ.ศ. 2509 โดยนำอาหารผสมประกอบด้วย รำข้าว ปลายข้าว กากถั่วเหลือง ปลาบ่น และแร่ธาตุมาคลุกเคล้าผสมกันแล้วนำเข้าเครื่องบดและอัดออกมาเป็นเม็ด ตากให้แห้ง นำไปทดลองเลี้ยงปลาสวายในกระชัง ทำให้ปลาสวายเจริญเติบโตดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2510 นายพิทยา เพียนภาภรณ์ นักวิชาการประมง กรมประมง ได้ทดลองใช้อาหารเม็ดเลี้ยงลูกปลาสวายที่เพาะได้โดยวิธีผสมเทียม ปรากฏว่าได้ผลดีเช่นเดียวกัน สูตรอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาสวายประกอบด้วย รำข้าว 20 ส่วน ปลายข้าว 10 ส่วน เลือด 40 ส่วน สาหร่าย 30 ส่วน และแร่ธาตุ 2 ส่วน ในปี พ.ศ. 2512 นายมนู โพธารส นักวิชาการประมง กรมประมง ได้ทดลองใช้อาหารเม็ดสูตร Auburn No. 2 เลี้ยงปลาหลายชนิด เช่น ปลาสวาย และปลาจีน ก็ได้ผลดีเช่นกัน สูตรอาหารเม็ดประกอบด้วย ปลาป่น 15% กากถั่วเหลือง 35% กากถั่วลิสง 35% กากเบียร์ 15% ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำเข้าเครื่องบดและอัดออกมาเป็นแท่งยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ใช้เลี้ยงปลาในอัตราวันละ 5% ของน้ำหนักปลาที่เลี้ยง ในปี พ.ศ. 2514 นายประเสริฐ สีตะสิทธิ์ นักวิชาการประมง กรมประมง ได้ทดลองใช้อาหารเม็ดเลี้ยงปลาดุกอุย และปลาดุกด้าน ปรากฏว่าผลการเจริญเติบโตของปลาทั้งสองไม่แตกต่างกัน และเจริญเติบโตได้ดีกว่าทั้งสอง 2 ชนิด ตั้งแต่นั้นมาการใช้อาหารเม็ดเลี้ยงปลาจึงเป็นที่แพร่หลายเพิ่มขึ้น ถึงกับมีบริษัทผลิตอาหารเม็ดเลี้ยงปลาโดยเฉพาะเพื่อจำหน่ายให้กับผู้เลี้ยงปลา เช่น บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์ บริษัท ป.เจริญพันธุ์อาหารสัตว์ บริษัท แหลมทองสหการ จำกัด บริษัทเบทาโกร จำกัด เป็นต้น






