การคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำ
ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมีโอกาสที่จะเกิดการสูญเสียลักษณะเดิมที่ดีของสายพันธุ์เดิมได้ง่าย เนื่องจากลักษณะที่ปรากฏ (Phynotype, P) นั้น เกิดจากปัจจัยของพันธุกรรม (Genotype ,G) และสภาพแวดล้อม (Environments, E) มีความสัมพันธ์ร่วมกัน (P = G + E) เราจึงมีความจำเป็นต้องมีการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่ดี
ความจำเป็นที่ต้องคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำ
การผสมเลือดชิด สามารถแบ่งออกได้เป็นโดยทางตรงได้แก่ การนำพ่อ-แม่พันธุ์ที่เป็นเครือญาติกันมาผสมกัน ส่วนทางอ้อมการที่นำพ่อแม่ปลาจำนวนน้อยคู่มาผสมเฉพาะในฟาร์มเมื่อนำลูกที่ได้มาเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ ลูกพ่อแม่เดียวกันก็มีโอกาสผสมกันเอง และทำให้สูญเสียลักษณะพันธุกรรมที่ดี (Genetic Drift) (อุทัยรัตน์ , 2537)
รูปแสดงการจัดการพ่อแม่พันธุ์ระบบเปิดและระบบปิด ระบบปิดจะเกิดการผสมเลือดชิดมากกว่าระบบเปิด และผสม; ดัดแปลงจาก อุทัยรัตน์ (2537)

5. สิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของลักษณะเช่นเดียวกับพันธุกรรมดังสมการ P = G+E ในสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อการแสดงออกมากในสายพันธุ์ที่ไม่แท้ เมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังมีรายงานการผันแปรของลักษณะโดยทั่วไปของประชากรหนึ่งประมาณการเกิดจาก สภาพแวดล้อม 70% พันธุกรรม 30% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและสภาพแวดล้อมเหมาะสมนั้นๆ นอกจากนี้ปฏิสัมพันธ์ของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม (Genotype-Environment Integration) เช่น ปลาสายพันธุ์หนึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมหนึ่ง แต่โตไม่ดีหรือมีปัญหาตายง่าย ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การนำปลา Rainbow Trout ปลาชัลแนลแคทฟิช มาเลี้ยงในภาคเหนือของไทย
6. การเลือกลักษณะที่จะทำการคัดเลือก ลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่ควรพิจารณา เพื่อการคัดเลือกปรับปรุง เช่น อัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายจากไข่จนถึงวัยเจริญพันธุ์ หรือรูปร่างสีสันในปลาสวยงาม การคัดพันธุ์จึงควรคำนึงค่าสหสัมพันธ์ ของลักษณะทางเดียวกัน (Positive Correlation) เช่น อัตราการเจริญเติบโตของปลาวัยอ่อนกับเต็มวัย ส่วนค่าทางตรงข้าม (Negative Correlation) เมื่อคัดเลือกพันธุ์ เช่น อัตราการเจริญเติบโตของปลากับขนาดและอายุเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ เช่น การคัดปลาอายุวัยเจริญพันธุ์อายุน้อยทิ้ง และตัวอย่างการคัดเลือกสีรูปร่างของปลาสวยงามก่อนวัยเจริญพันธุ์ทิ้งทำให้ สูญเสียลักษณะที่ดี เพราะโดยทั่วไปสี รูปร่างจะมีลักษณะที่ดีเมื่ออยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีต้องคำนึงถึงลักษณะต่างๆ ที่สำคัญ และค่า สหสัมพันธ์ของลักษณะนั้น และควรทำดัชนีของการคัดพันธุ์ (Selection Index) เป็นมาตรฐานของแต่ละประเภท (สุภัทรา, 2531)
แนวทางในการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำ
เพื่อให้ได้พันธุ์สัตว์น้ำที่มีคุณลักษณะที่ต้องการ เช่น การคงอยู่ของสายพันธุ์ที่ดีตลอดมีความต้องการ โตเร็ว ทนต่อสภาพแวดล้อมและต้านทานโรค ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมเฉพาะการพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำจึงมีความจำเป็น ถึงแม้ว่าจะยุ่งยากและต้องใช้เวลา
1. การจัดการพ่อ-แม่พันธุ์ (Broodstock Management) ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า จากการปล่อยและละเลยในเรื่องพันธุกรรม ทำให้ปลาหลายชนิดเริ่มมีการเจริญเติบโตลดลง แม้จะไม่มีการทดลองยืนยันในเรื่องนี้ แต่ข้อมูลจากการสังเกตของผู้เลี้ยงปลานับร้อยๆ ราย ก็ทำให้เชื่อได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะเป็นความจริง จากความจริงที่ว่าลักษณะปรากฏ (Phenotype) เป็นผลมาจากลักษณะทางพันธุกรรม (Genotype) และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงสภาพการเลี้ยงประกอบกัน เมื่อสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงยังเป็นเช่นเดิม แต่ลักษณะปรากฏ คือการเจริญเติบโตช้าลง ก็ทำให้พออนุมานได้ว่าสาเหตุน่าจะเนื่องมาจากลักษณะทางพันธุกรรมนั่นเอง คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการที่ลักษณะทางพันธุกรรมด้อยลงนี้มีสาเหตุมาจากการผสมเลือดชิด (Inbreeding) โดยไม่ได้มีการทดลองยืนยันในเรื่องนี้ แต่จากการศึกษาของ Eknath และ Doyle (1985) พบว่าสาเหตุใหญ่น่าจะเกิดมาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการคัดเลือกทางลบ (Negative Selection) และการคัดเลือกทางอ้อม (Indirect Selection) การคัดเลือกทางลบเกิดจากการที่เกษตรกรนิยมจับปลาขนาดใหญ่ขายไปก่อน และเก็บปลาขนาดเล็กไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ มีผลให้ยีน (Gene) ที่ดีถูกคัดทิ้งไปเรื่อยๆ ลูกปลาที่ได้ในช่วงต่อๆ มาจึงเจริญเติบโตช้าลง บางฟาร์มก็พยายามคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ขนาดใหญ่มาใช้ในการเพาะพันธุ์ โดยเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ที่เจริญพันธุ์ช้า (Late Maturing) มาเพาะ ซึ่งพวกที่เจริญพันธุ์ช้านี้มัก จะโตช้ากว่าพวกที่เจริญพันธุ์เร็ว ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าการคัดเลือกโดยทางอ้อม ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จึงมีข้อควรปฏิบัติคือ
1.1 ควรคัดปลาที่โตได้ขนาดตลาดรุ่นแรกสุดในบ่อมาเป็นพ่อแม่พันธุ์
1.2 ควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์อายุต่างกันแยกกัน
1.3 ในการเพาะพันธ์แต่ละครั้งควรใช้พ่อแม่พันธุ์หลายคู่ หากการเพาะแต่ละครั้งใช้ปลาเพศเมียน้อยตัว สามารถเพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์ได้โดยใช้น้ำเชื้อจากปลาตัวผู้หลายตัวผสมกับ ไข่จากปลาตัวเมีย 1 ตัว เพื่อให้ไข่และน้ำเชื้อผสมกันได้หลายๆ คู่ อย่างน้อย 30 คู่ หรือใช้ตัวผู้ 3 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว 30 ชุด หรือตัวผู้ 3 ตัว ต่อตัวเมีย 2 ตัว 15 ชุด ซึ่งจะช่วยลดอัตราการผสมเลือดชิดลงได้ นอกจากนั้นควรคัดปลาที่จะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ในปีต่อไปจากการผสมพ่อแม่หลายๆ คู่
1.4 เมื่อสังเกตว่าลูกปลาที่ผลิตเริ่มโตช้า ควรหาพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งอื่น ไม่ควรใช้พ่อแม่พันธุ์ซ้ำๆ กันหลายครั้งในรอบปี ซึ่งโตดีกว่ามาผสมจะทำให้อัตราส่วนของยีนดีเพิ่มขึ้นในประชากร
3.2 Family Selection คัดโดยทำการผสมปลาเป็นคู่ๆ จากนั้นนำลูกจากแต่ละคู่ผสมมาแยกเลี้ยงกัน เมื่อจะคัดก็พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของลูกแต่ละครอบครัว เมื่อตัดสินใจเลือกครอบครัวใดก็จะเก็บไว้ทั้งครอบครัวเดียว ดังนั้นจำเป็นต้องเลี้ยงปลาจำนวนหลายๆ ครอบครัว แยกกันเป็นวิธีการที่ต้องการ แรงงานและบ่อจำนวนมาก
3.3 Within Family Selection ทำการผสมปลาเป็นคู่ๆ เช่นเดียวกัน แต่จะทำการ คัดเลือกโดยคัดปลาที่โตดีที่สุดจากแต่ละครอบครัวไว้ ตัวอย่าง

ไว้
Heterosis% = ค่าเฉลี่ยของลูกผสม - ค่าเฉลี่ยพ่อแม่ x 100
ค่าเฉลี่ยของพ่อแม่
เช่น การผสมของสัตว์น้ำชนิดเดียวกันแต่ต่างภูมิภาคหรือท้องที่ ซึ่งมีโอกาสน้อยในการผสม ซึ่งมีลักษณะพันธุกรรมต่างกันในบางลักษณะ ถ้าหากมีลักษณะที่แตกต่างทางพันธุกรรมมาก โอกาสการเกิด Heterosis ก็มีมาก นอกจากนี้การผสมข้ามสายพันธุ์ยังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสายพันธุ์แท้ โดยการผสมเลือดชิดก่อนแล้วคัดลักษณะที่ดีเอาไว้ จะได้ลักษณะที่ดีของยีนมากขึ้น แล้วนำไปผสมข้าม
5. การคัดปลาเพศเดียวที่โตเร็วเลี้ยง สามารถควบคุมปริมาณประชากรขนาดสู่ตลาดและผลิตเพิ่มขึ้นได้ เป็นที่นิยม เช่น
แนวทางในการประเมินผลการคัดสายพันธุ์
R = Sh2
h2 = อัตราทางพันธุกรรมมีอยู่ 3 ระดับ ? 0.3 สูง / < 0.3-0.15
ปานกลาง / ? 0.15 ต่ำ
S = ค่าแตกต่างของประชากรรุ่นลูกกับพ่อแม่
หรือจากสูตร
R = I SD h
I = ความเข้มของการคัดพันธุ์ ได้จากสัดส่วนของปลาที่คัดไว้ เป็น% นำไปเปิดตาราง
SD = Standard Deviation ของประชากรที่คัด
h2 = อัตราทางพันธุกรรม
จำนวนที่คัด (%) I ตัวอย่าง ปลาดุกอุยน้ำหนักเฉลี่ย 180 SD= 20.15 กรัม
30 1.159 h2 = 0.31 ต้องการเพิ่มช่วงอายุคัดไป 15 กรัม
20 1.4 ต้องคัดไว้กี่%
10 1.755 R = I SD h
5 2.063 15 = I x 20.15 x 0.31
2 2.421 I = 15
20.15 x 0.31
= 2.4 = 2%
2. การประเมินผลโดยใช้วิธี Progeny Testing การเปรียบเทียบประชากรรุ่นลูก ที่คัดพันธุ์กับไม่ได้คัด (อุทัยรัตน์, 2537)





