การคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำ

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
หมวด: บทความ

        ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมีโอกาสที่จะเกิดการสูญเสียลักษณะเดิมที่ดีของสายพันธุ์เดิมได้ง่าย เนื่องจากลักษณะที่ปรากฏ (Phynotype, P) นั้น เกิดจากปัจจัยของพันธุกรรม (Genotype ,G) และสภาพแวดล้อม (Environments, E) มีความสัมพันธ์ร่วมกัน (P = G + E) เราจึงมีความจำเป็นต้องมีการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่ดี

 

 

ความจำเป็นที่ต้องคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำ


        1. เรื่องของสายพันธุ์ พันธุ์สัตว์น้ำบางชนิดที่ทำการเพาะเลี้ยงไม่ใช่พันธุ์แท้เกิดการกลายพันธุ์ เช่น ตระกูลปลานิล Oreochromis niloticus สามารถผสมข้ามพันธุ์ตามธรรมชาติได้กับปลาหมอเทศ O. mossambicus เป็นลักษณะที่ไม่เป็นที่นิยมรับประทาน เนื่องจากรูปร่างและปริมาณเนื้อน้อย ทำให้สายพันธุ์ปลานิลดั้งเดิมที่เป็นสายพันธุ์แท้จากพระราชวังสวนจิตรดา ซึ่งเป็นปลาพระราชทาน ที่มีลักษณะที่ดีทั้งการเจริญเติบโตและรสชาติสูญเสียไป

 

        2. เรื่องของการนำพันธุ์สัตว์น้ำจากต่างภูมิภาค และต่างประเทศมาเลี้ยง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการหลุดไปอาศัย อยู่ในธรรมชาติ ทำลายความหลากหลายของพันธุ์ปลาพื้นเมืองที่ดีให้ลดลง และเมื่อนำไปผสมพันธุ์กับปลาพื้นเมือง ทำให้สูญเสียลักษณะของพันธุกรรมที่ดีไป เช่น การทนต่อสภาพ แวดล้อมเฉพาะที่และรสชาติ ตัวอย่าง การนำปลาดุกรัสเซีย Clarias gariepinus มาเลี้ยง ลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติทำให้ ปลาดุกอุย ดุกด้าน หาได้ยาก เนื่องจากปลาชนิดนี้มีนิสัยกินเนื้อเป็นหลัก สามารถที่จะทำลายพันธุ์ปลาพื้นเมืองได้ง่าย หรือเมื่อนำมาผสมกับปลาดุกไทย ดุกอุยตัวเมีย Clarias macrocephalus ได้ลูกที่เรียกว่าปลาดุกยักษ์ ซึ่งรสชาติและความนิยมสู้ปลาดุกอุยไม่ได้ แต่มีข้อดี คือ ทนโรค เจริญเติบโตดี

 

        3. การคัดพันธุ์เพื่อเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ในทางลบ เนื่องจากขาดข้อมูลด้านการเจริญเติบโต อายุ โดยทั่วไปเกษตรกรมักจะคัดปลาในแต่ละรุ่นที่ได้ขนาดโตดีออกจำหน่ายก่อน ทำให้ลูกปลาในรุ่นที่เหลือเลี้ยงไว้เป็นพ่อแม่ ซึ่งไม่ใช่โตเพราะลักษณะทางพันธุกรรม แต่เป็นการโตเพราะมีอายุมาก เช่น ปลาไน ปลานิล และกุ้งก้ามกราม ซึ่งเราเรียกการคัดพันธุ์แบบนี้ว่า การคัดในทางลบ (Negative-Selection) แล้วนำไปเป็นพ่อแม่พันธ์ ทำให้รุ่นลูกและรุ่นหลานออกมามีแนวโน้มของพันธุกรรมที่ไม่ดีหรือเจริญเติบโตช้า

 

        4. การผสมเลือดชิด (Inbreeding) อาจเกิดขึ้นโดยความไม่รู้หรือไม่ตั้งใจ หรือเป็นเพราะมีเหตุปัจจัยจำเป็น กล่าวคือการคัดพันธุ์ของเกษตรกรโดยทั่วไป เมื่อคัดพันธุ์ที่มีขนาดโตพอใช้ แล้วเลี้ยงร่วมกับจำนวนที่ไม่มากพอ แล้วนำมาผสมพันธุ์กันเองในรุ่นเดียวกัน และกระทำซ้ำๆ กันหลายครั้ง ทำให้โอกาสของลักษณะไม่ดีปรากฏออกมามากในรุ่นต่อ ๆ ไป ทั้งนี้อาจจะเกิดจากสาเหตุมีบ่อหรือพ่อแม่พันธุ์ จำนวนน้อย เช่น ปลาไน กุ้งก้ามกราม (รูป)



 

        การผสมเลือดชิด สามารถแบ่งออกได้เป็นโดยทางตรงได้แก่ การนำพ่อ-แม่พันธุ์ที่เป็นเครือญาติกันมาผสมกัน ส่วนทางอ้อมการที่นำพ่อแม่ปลาจำนวนน้อยคู่มาผสมเฉพาะในฟาร์มเมื่อนำลูกที่ได้มาเป็นพ่อ-แม่พันธุ์ ลูกพ่อแม่เดียวกันก็มีโอกาสผสมกันเอง และทำให้สูญเสียลักษณะพันธุกรรมที่ดี (Genetic Drift) (อุทัยรัตน์ , 2537)


        รูปแสดงการจัดการพ่อแม่พันธุ์ระบบเปิดและระบบปิด ระบบปิดจะเกิดการผสมเลือดชิดมากกว่าระบบเปิด และผสม; ดัดแปลงจาก อุทัยรัตน์ (2537)

 

        5. สิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลต่อการแสดงออกของลักษณะเช่นเดียวกับพันธุกรรมดังสมการ P = G+E ในสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลต่อการแสดงออกมากในสายพันธุ์ที่ไม่แท้ เมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังมีรายงานการผันแปรของลักษณะโดยทั่วไปของประชากรหนึ่งประมาณการเกิดจาก สภาพแวดล้อม 70% พันธุกรรม 30% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและสภาพแวดล้อมเหมาะสมนั้นๆ นอกจากนี้ปฏิสัมพันธ์ของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม (Genotype-Environment Integration) เช่น ปลาสายพันธุ์หนึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมหนึ่ง แต่โตไม่ดีหรือมีปัญหาตายง่าย ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การนำปลา Rainbow Trout ปลาชัลแนลแคทฟิช มาเลี้ยงในภาคเหนือของไทย


        6. การเลือกลักษณะที่จะทำการคัดเลือก ลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่ควรพิจารณา เพื่อการคัดเลือกปรับปรุง เช่น อัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายจากไข่จนถึงวัยเจริญพันธุ์ หรือรูปร่างสีสันในปลาสวยงาม การคัดพันธุ์จึงควรคำนึงค่าสหสัมพันธ์ ของลักษณะทางเดียวกัน (Positive Correlation) เช่น อัตราการเจริญเติบโตของปลาวัยอ่อนกับเต็มวัย ส่วนค่าทางตรงข้าม (Negative Correlation) เมื่อคัดเลือกพันธุ์ เช่น อัตราการเจริญเติบโตของปลากับขนาดและอายุเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ เช่น การคัดปลาอายุวัยเจริญพันธุ์อายุน้อยทิ้ง และตัวอย่างการคัดเลือกสีรูปร่างของปลาสวยงามก่อนวัยเจริญพันธุ์ทิ้งทำให้ สูญเสียลักษณะที่ดี เพราะโดยทั่วไปสี รูปร่างจะมีลักษณะที่ดีเมื่ออยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีต้องคำนึงถึงลักษณะต่างๆ ที่สำคัญ และค่า สหสัมพันธ์ของลักษณะนั้น และควรทำดัชนีของการคัดพันธุ์ (Selection Index) เป็นมาตรฐานของแต่ละประเภท (สุภัทรา, 2531)

 

แนวทางในการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำ


        เพื่อให้ได้พันธุ์สัตว์น้ำที่มีคุณลักษณะที่ต้องการ เช่น การคงอยู่ของสายพันธุ์ที่ดีตลอดมีความต้องการ โตเร็ว ทนต่อสภาพแวดล้อมและต้านทานโรค ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมเฉพาะการพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำจึงมีความจำเป็น ถึงแม้ว่าจะยุ่งยากและต้องใช้เวลา


        1. การจัดการพ่อ-แม่พันธุ์ (Broodstock Management) ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า จากการปล่อยและละเลยในเรื่องพันธุกรรม ทำให้ปลาหลายชนิดเริ่มมีการเจริญเติบโตลดลง แม้จะไม่มีการทดลองยืนยันในเรื่องนี้ แต่ข้อมูลจากการสังเกตของผู้เลี้ยงปลานับร้อยๆ ราย ก็ทำให้เชื่อได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะเป็นความจริง จากความจริงที่ว่าลักษณะปรากฏ (Phenotype) เป็นผลมาจากลักษณะทางพันธุกรรม (Genotype) และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายถึงสภาพการเลี้ยงประกอบกัน เมื่อสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงยังเป็นเช่นเดิม แต่ลักษณะปรากฏ คือการเจริญเติบโตช้าลง ก็ทำให้พออนุมานได้ว่าสาเหตุน่าจะเนื่องมาจากลักษณะทางพันธุกรรมนั่นเอง คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการที่ลักษณะทางพันธุกรรมด้อยลงนี้มีสาเหตุมาจากการผสมเลือดชิด (Inbreeding) โดยไม่ได้มีการทดลองยืนยันในเรื่องนี้ แต่จากการศึกษาของ Eknath และ Doyle (1985) พบว่าสาเหตุใหญ่น่าจะเกิดมาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการคัดเลือกทางลบ (Negative Selection) และการคัดเลือกทางอ้อม (Indirect Selection) การคัดเลือกทางลบเกิดจากการที่เกษตรกรนิยมจับปลาขนาดใหญ่ขายไปก่อน และเก็บปลาขนาดเล็กไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ มีผลให้ยีน (Gene) ที่ดีถูกคัดทิ้งไปเรื่อยๆ ลูกปลาที่ได้ในช่วงต่อๆ มาจึงเจริญเติบโตช้าลง บางฟาร์มก็พยายามคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ ขนาดใหญ่มาใช้ในการเพาะพันธุ์ โดยเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ที่เจริญพันธุ์ช้า (Late Maturing) มาเพาะ ซึ่งพวกที่เจริญพันธุ์ช้านี้มัก จะโตช้ากว่าพวกที่เจริญพันธุ์เร็ว ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าการคัดเลือกโดยทางอ้อม ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จึงมีข้อควรปฏิบัติคือ


        1.1 ควรคัดปลาที่โตได้ขนาดตลาดรุ่นแรกสุดในบ่อมาเป็นพ่อแม่พันธุ์


        1.2 ควรเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์อายุต่างกันแยกกัน


        1.3 ในการเพาะพันธ์แต่ละครั้งควรใช้พ่อแม่พันธุ์หลายคู่ หากการเพาะแต่ละครั้งใช้ปลาเพศเมียน้อยตัว สามารถเพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์ได้โดยใช้น้ำเชื้อจากปลาตัวผู้หลายตัวผสมกับ ไข่จากปลาตัวเมีย 1 ตัว เพื่อให้ไข่และน้ำเชื้อผสมกันได้หลายๆ คู่ อย่างน้อย 30 คู่ หรือใช้ตัวผู้ 3 ตัว ต่อตัวเมีย 1 ตัว 30 ชุด หรือตัวผู้ 3 ตัว ต่อตัวเมีย 2 ตัว 15 ชุด ซึ่งจะช่วยลดอัตราการผสมเลือดชิดลงได้ นอกจากนั้นควรคัดปลาที่จะใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ในปีต่อไปจากการผสมพ่อแม่หลายๆ คู่


        1.4 เมื่อสังเกตว่าลูกปลาที่ผลิตเริ่มโตช้า ควรหาพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งอื่น ไม่ควรใช้พ่อแม่พันธุ์ซ้ำๆ กันหลายครั้งในรอบปี ซึ่งโตดีกว่ามาผสมจะทำให้อัตราส่วนของยีนดีเพิ่มขึ้นในประชากร

 

        2. หลีกเลี่ยงในการผสมเลือดชิด เมื่อมีการผสมพันธุ์กันระหว่างสายพันธุ์ที่ใกล้ชิด ความสมบูรณ์และอัตราการรอดของลูกหลายรุ่นต่อไปก็จะลดลงเช่นเดียวกับคนเรา ได้มีการประมาณไว้ว่าหากมีการสืบพันธุ์ระหว่างพี่-น้อง ท้องเดียวกันแล้ว ความสมบูรณ์และอัตราการรอดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดถึง 20% และถ้ามีการผสมพันธุ์ระหว่างเครือญาติใกล้กันแล้วก็จะมีผลเกิดขึ้นในทำนองเดียวกัน แต่ช้ากว่าหรือประมาณ 4 ชั้นอายุ (Generation) ความเสื่อมของสายพันธุ์ที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโต การผสมพันธุ์ การต่อต้านเชื้อโรคจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อพ่อแม่พันธุ์ ได้จำนวนลดลงในขีดจำกัดจำนวนหนึ่งแล้ว โอกาสที่จะมีการผสมพันธุ์ระหว่างวงศ์ญาติกันก็มีมากน้อยตามโอกาส แม้ในฟาร์มเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ ถ้าหากมีพ่อแม่พันธุ์ถูกใช้แล้วใช้อีกเป็นเวลาหลายปี พวกลูกหลานเกิดมาก็ย่อมมีโอกาสผสมพันธุ์กับรุ่นพ่อแม่พันธุ์ด้วย วิธีการหลีกเลี่ยงจัดการเช่นเดียวกับพ่อแม่พันธุ์

 

        3. การคัดเลือกสายพันธุ์ เป็นวิธีการที่นิยมแต่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ ลักษณะที่ต้องการให้ ชัดเจน นิยมในประชากรที่มีค่าความแปรปรวนสูง จะให้ผลตอบสนองต่อการคัดพันธุ์ได้ดี วิธีการคัดพันธุ์ อุทัยรัตน์ (2537) ได้กล่าวไว้มี 3 วิธีด้วยกันที่นิยม ได้แก่

 

        3.1 Mass Selection หรือ Individual Selection การคัดพ่อแม่พันธุ์โดยวิธีนี้จะพิจารณาจากลักษณะปรากฏของปลาที่จะคัดเพียง อย่างเดียว จากนั้นหากนำปลาที่คัดได้มาผสมพันธุ์กันโดยมีการวางแผนการผสมจะเรียกการคัด พันธุ์นี้ว่า Individual Selection หากนำพ่อแม่พันธุ์เหล่านั้นมาปล่อยรวมให้ผสมพันธุ์กันเอง เรียกว่า Mass Selection


        3.2 Family Selection คัดโดยทำการผสมปลาเป็นคู่ๆ จากนั้นนำลูกจากแต่ละคู่ผสมมาแยกเลี้ยงกัน เมื่อจะคัดก็พิจารณาจากค่าเฉลี่ยของลูกแต่ละครอบครัว เมื่อตัดสินใจเลือกครอบครัวใดก็จะเก็บไว้ทั้งครอบครัวเดียว ดังนั้นจำเป็นต้องเลี้ยงปลาจำนวนหลายๆ ครอบครัว แยกกันเป็นวิธีการที่ต้องการ แรงงานและบ่อจำนวนมาก


        3.3 Within Family Selection ทำการผสมปลาเป็นคู่ๆ เช่นเดียวกัน แต่จะทำการ คัดเลือกโดยคัดปลาที่โตดีที่สุดจากแต่ละครอบครัวไว้ ตัวอย่าง


 

        ดังนั้น ถ้าต้องการคัดไว้ 20% โดยวิธี Mass Selection ก็ต้องคัดปลา A4 A1 C1 และ A2 ถ้าคัดวิธี Family Selection เก็บครอบครัว C ไว้ทั้งครอบครัวถ้าคัดแบบ Within Family selection ก็คัด A4 B5 C1 และ D5

ไว้

 

        4. การจัดการระบบการผสม นิยมใช้กรณีที่ประชากรมีค่าอัตราทางพันธุกรรม (Heritability , H2) ต่ำ หรือมีความแปรปรวนไม่มาก เมื่อวัตถุประสงค์การรวมลักษณะที่ดีของ 2 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน ได้ลูกผสมที่มีลักษณะดีเหมือนพ่อแม่ (Heterosis) ซึ่งวิธีการผสมดังกล่าวนิยมกระทำกัน 2 วิธีได้แก่ (อุทัยรัตน์, 2537)

 

        4.1 การผสมข้ามสายพันธุ์ (Intraspecific Hybridization) การคำนวณหาค่าตอบสนองของลูกผสม ที่เรียกว่า Heterosis สามารถหาได้จาก


Heterosis% = ค่าเฉลี่ยของลูกผสม - ค่าเฉลี่ยพ่อแม่ x 100
                                   ค่าเฉลี่ยของพ่อแม่

 

        เช่น การผสมของสัตว์น้ำชนิดเดียวกันแต่ต่างภูมิภาคหรือท้องที่ ซึ่งมีโอกาสน้อยในการผสม ซึ่งมีลักษณะพันธุกรรมต่างกันในบางลักษณะ ถ้าหากมีลักษณะที่แตกต่างทางพันธุกรรมมาก โอกาสการเกิด Heterosis ก็มีมาก นอกจากนี้การผสมข้ามสายพันธุ์ยังเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสายพันธุ์แท้ โดยการผสมเลือดชิดก่อนแล้วคัดลักษณะที่ดีเอาไว้ จะได้ลักษณะที่ดีของยีนมากขึ้น แล้วนำไปผสมข้าม

 

        4.2 การผสมข้ามชนิด (Interspecific Hybridization) ได้ทั้งในระดับต่างชนิด ต่างสกุล หรือต่างครอบครัว แต่จะเป็นไปได้มากกว่าในคู่ที่มีสายวิวัฒนาการใกล้ชิดกัน ถ้าต่างกันมากลูกที่ออกมามักจะเป็นหมันหรือผสมไม่ติด

 

        5. การคัดปลาเพศเดียวที่โตเร็วเลี้ยง สามารถควบคุมปริมาณประชากรขนาดสู่ตลาดและผลิตเพิ่มขึ้นได้ เป็นที่นิยม เช่น

 

        5.1 การผสมข้ามเพื่อผลิตปลาเพศผู้นิยมในปลานิล การผสมข้ามชนิดสกุล Orechromis จะได้ลูกผสมที่เป็นเพศผู้ทั้งหมด สาเหตุเนื่องจากระบบโครโมโซมที่ควบคุมเพศต่างกัน เช่น O. niloticus เมีย (xx) ผสมกับ O. auruea (zz) ตัวผู้ ? ลูกตัวผู้ล้วน (xz)

 

        5.2 การแปลงเพศโดยใช้ฮอร์โมนเพศผสมในอาหารโดยตรง เพื่อผลิตปลาเพศผู้ เช่น ในปลานิล นิยมใช้ฮอร์โมน 17 ? Methyl testosterone ผสมอาหารอัตรา 20-60 มก. ต่ออาหาร 1 กก. ให้กินในระยะไข่แดงยุบแล้วหรือก่อน 2 สัปดาห์ นาน 30-50 วัน จะผลิตลูกปลาเพศผู้ได้เกือบ 100% (Tayamen และ Shelton , 1978) ส่วนในปลาตะเพียนและปลาดุกอุย ปลาเพศเมียเป็นที่ต้องการและโตเร็วกว่าเพศผู้ ฮอร์โมนที่นิยมใช้ B-Estradial (EST) หรือ Diethylesterrol (DES) ปลาตะเพียนผสมอาหารให้กิน 50 มก./อาหาร 1 กก. ปลาอายุ 7 วัน หรือแช่ 200 ug/ลิตร นาน 28 วัน ได้ปลาเพศเมียที่มีไข่และรังไข่ปกติ (นวลมณี, 2537)

 

        6. การคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมตามความต้องการของตลาด ให้เหมาะสมกับระบบประเภทและลักษณะของการเลี้ยง กล่าวคือหากต้องการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการดำรงชีพหรือเพื่อเป็นอาหารบริโภค ควรเลือกเลี้ยงสัตว์น้ำที่ลงทุนน้อยควรเลี้ยง ปลากินพืชได้แก่ ปลานิล ไน ตะเพียน ยี่สก และ ระบบการเลี้ยงอาจเป็นแบบทั้งพัฒนาหรือผสมผสาน แต่หากต้องการเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์ ควรเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีมูลค่า ระบบในการเลี้ยงก็ต้อง ลงทุนดูแลจัดการมากขึ้น เป็นการเลี้ยงแบบพัฒนา การเลี้ยงในกระชังหรือในบ่อควรเลี้ยง กุ้งก้ามกรามหรือกุ้งทะเล ปลาชะโด ปลากระพงขาว กุ้งก้ามกราม ปลาบู่ ปลาสวยงาม หรือ กบ เป็นต้น

 

แนวทางในการประเมินผลการคัดสายพันธุ์


        เมื่อมีการพัฒนาสายพันธุ์แล้วจะต้องมีการประเมินผลลักษณะสายพันธุ์ที่คัดหรือปรับปรุง โดยทั่วไปมี 2 แนวทาง เช่น

 

        1. การพิจารณาค่าตอบสนองต่อการคัดพันธุ์ (Selection Response) คือ ค่าแตกต่างของลักษณะปรากฏในรุ่นลูกกับประชากรรุ่นพ่อแม่ ซึ่งหาได้จากสูตร (อุทัยรัตน์, 2537)


R = Sh2
h2 = อัตราทางพันธุกรรมมีอยู่ 3 ระดับ ? 0.3 สูง / < 0.3-0.15
ปานกลาง / ? 0.15 ต่ำ
S = ค่าแตกต่างของประชากรรุ่นลูกกับพ่อแม่

 

หรือจากสูตร
R = I SD h
I = ความเข้มของการคัดพันธุ์ ได้จากสัดส่วนของปลาที่คัดไว้ เป็น% นำไปเปิดตาราง
SD = Standard Deviation ของประชากรที่คัด
h2 = อัตราทางพันธุกรรม

 

จำนวนที่คัด (%) I ตัวอย่าง ปลาดุกอุยน้ำหนักเฉลี่ย 180 SD= 20.15 กรัม
30 1.159 h2 = 0.31 ต้องการเพิ่มช่วงอายุคัดไป 15 กรัม
20 1.4 ต้องคัดไว้กี่%
10 1.755 R = I SD h
5 2.063 15 = I x 20.15 x 0.31
2 2.421 I = 15
20.15 x 0.31
= 2.4 = 2%

 

        2. การประเมินผลโดยใช้วิธี Progeny Testing การเปรียบเทียบประชากรรุ่นลูก ที่คัดพันธุ์กับไม่ได้คัด (อุทัยรัตน์, 2537)

 

        3. โดยการประเมินผลของลูกผสมได้จากการคำนวณหาค่า heterosis

 

        อนึ่งในการประเมินผลการคัดเลือกสายพันธุ์หรือผลจากการทำลูกผสม การเปรียบเทียบกับรุ่นพ่อแม่จะต้องทำในสภาพแวดล้อม ระบบการเลี้ยง เวลา อายุที่เหมือนกัน และควรมีประชากรควบคุมเพื่อประเมินความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

เศรษฐกิจการประมง

ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
By Joomla 1.7 Templates