การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการทำการประมงใน ประเทศไทย
การบริหารการประมงของไทย ได้เริ่มจัดให้เป็นระเบียบขึ้นเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติอากรค่าน้ำ เมื่อ ร.ศ.120 (พ.ศ. 2444) ซึ่งตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีความมุ่งหวังในด้านการประมงไว้ 3 ประการ คือ เพื่อการเก็บภาษีอากร เพื่อการให้มีสัตว์น้ำเพียงพอเป็นอาหารของประชาชน และเพื่อการให้สัตว์น้ำเป็นสินค้าแก่บ้านเมือง
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้จัดให้มีการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ โดยกระทรวงเกษตรเป็นผู้ดำเนินงาน การทำการประมงในระยะเริ่มต้นเป็นการทำประมงแบบพื้นบ้าน ใช้เครื่องมือขนาดเล็กจับเพื่อการยังชีพและบริโภคในครัวเรือน หากจับได้มากจนเหลือในบางฤดูกาลก็นำมาแปรรูปทำเค็มจำหน่าย ในปี พ.ศ. 2468 การจับสัตว์น้ำเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากการใช้เครื่องมือประจำที่มาเป็นการใช้อวนและเรือตัง ที่สามารถเคลื่อนที่ติดตามล้อมจับปลาผิวน้ำได้ เช่น การจับปลาทู เป็นต้น โดยชาวจีนไหหลำเป็นผู้นำเรือใบสามเสามาใช้เป็นพวกแรก
ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการประกาศจัดตั้ง "กรมรักษาสัตว์น้ำ" เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 ต่อมาในปี พ.ศ. 2473 ชาวญี่ปุ่นได้นำเรือยนต์เข้ามาใช้ในการทำการประมงในทะเลไทย ตอนแรกๆ ชาวประมงไทยไม่กล้าใช้เรือยนต์แทนเรือสำเภา เพราะได้รับการบอกเล่าจากชาวจีนว่าเสียงเครื่องยนต์ทำให้ปลาทูตกใจกลัว ต่อมาเมื่อมีการแข่งขันจับปลากันมากๆ ก็เลยมีผู้ทดลองใช้เรือยนต์จับปลาทู ก็พบว่าได้ผลดี มิได้ทำให้ปลาทูตกใจกลัวแต่อย่างใด จากนั้นเครื่องยนต์ก็เริ่มมีบทบาทต่อการทำการประมงขนาดใหญ่เรื่อยมาจนทุกวันนี้
ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการเปลี่ยนชื่อ “กรมรักษาสัตว์น้ำ” มาเป็น “กรมการประมง” และได้เปลี่ยนอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2496 เป็น “กรมประมง” และใช้ชื่อนี้ต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 อาชีพทำการประมงส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือของคนต่างด้าว ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิจับสัตว์น้ำในเขตจับสัตว์น้ำสยาม พ.ศ. 2477 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2478 ยังอนุญาตให้คนต่างด้าวทำการประมงได้ ต่อมารัฐบาลเห็นว่าอาชีพนี้ควรสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น ดังนั้น ใน พ.ศ. 2481 รัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติเรือสยาม ห้ามบุคคลต่างด้าวถือกรรมสิทธิเรือสยาม ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลได้ ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิจับสัตว์น้ำในเขตจับสัตว์น้ำสยาม พ.ศ. 2477 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2478 ซึ่งทำให้ชาวไทยสามารถทำการประมงในเขตน่านน้ำไทยได้โดยไม่มีคู่แข่ง
การทำการประมงในแม่น้ำ แม้ว่าจะให้ผลผลิตไม่เท่าเทียมกับการทำการประมงในทะเล แต่ก็เป็นแหล่งอาหารและให้รายได้ประจำของชาวบ้าน ทำให้เกิดอาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง แต่ละแหล่งจะมีปลาท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อเฉพาะของตนซี่งที่อื่นสู้ไม่ได้ เช่น ปลาสลิด บางบ่อ สมุทรปราการ ปลาช่อนแม่ลา สิงห์บุรี ปลากัดแปดริ้ว ฉะเชิงเทรา ปลาม้า สุพรรณบุรี ปลายี่สกแม่กลอง ปลาเวียนจากแม่น้ำเพชรบุรี ปลาเสือตอจากแม่น้ำน่าน ปลาตูหนาจากแม่น้ำกันตัง ปลาบึกจากแม่น้ำโขง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้กรมประมงจึงได้ส่งเสริมให้แต่ละท้องถิ่นทำการเลี้ยงปลาที่ขึ้นชื่อเฉพาะท้องถิ่นของตน จนกระทั่งสามารถเพระและขยายพันธุ์ได้ แม้แต่ปลาบึกซึ่งเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ ซึ่งเดิมเชื่อว่าน่าจะวางไข่ในทะเลสาบตาลี ในมณฑลยูนาน ประเทศจีน เพราะไม่เคยมีใครเคยพบเห็นลูกปลาบึกในเขตไทยเลย แต่จากการศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ตลอดจนสภาพของลำน้ำโขง พบว่ามีสถานที่หลายแห่งในน่านน้ำที่อยู่ในเขตไทยและเขตเขมร ซึ่งน่าจะเป็นที่วางไข่ของปลาบึกได้ ทุก ๆ ปีในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ปลาบึกที่มีอายุประมาณ 5-6 ปี ซึ่งมีไข่หรือน้ำเชื้อสมบูรณ์เต็มที่ และเตรียมพร้อมที่จะว่ายน้ำออกไปหาแหล่งผสมพันธุ์และวางไข แต่ก็ถูกจับเสียจนใกล้สูญพันธุ์ จนกระทั่งกรมประมงได้ทดลองผสมเทียมด้วยการรีดไข่และน้ำเชื้อผสมกันจนเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2526 ปัจจุบันมีการปล่อยลูกปลาบึกที่ได้จากการผสมเทียมคืนสู่แหล่งน้ำโขงไปหลายรุ่นแล้ว
ธุรกิจการเลี้ยงปลาสวยงาม จัดเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับชาวไทยอย่างมากปลาสวยงามที่นิยมเพาะเลี้ยงกันจนกระทั่งสามารถส่งไปขายต่างประเทศนั้น มีราคาตั้งแต่ตัวละไม่กี่บาทไปจนถึงตัวละหลายหมื่นบาท ตัวอย่างได้แก่ ปลาทรงเครื่อง ปลาปอมปาดัวร์ กลุ่มปลาตะพัด และอะโรวาน่า สาเหตุที่มีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรก เนื่องจากลักษณะรูปร่างและสีสรรที่สวยงาม อีกทั้งลีลาในการว่ายน้ำก็ดูอ่อนช้อยงดงามสามารถจำกัดที่อยู่ได้ไม่ให้ออกไปเพ่นพ่าน ส่งเสียงรบกวนหรือไล่กัดทำร้ายผู้อื่น เหมือนสัตว์บกบางชนิด จึงทำให้มีผู้นิยมเลี้ยงปลาเป็นงานอดิเรกมากขึ้นทุกปี จากการประมาณมูลค่าการใช้จ่ายเพื่อกิจการเลี้ยงปลาสวยงามของชาวอเมริกันในปี พ.ศ. 2530 พบว่ามีมูลค่ามากถึง 3,400 ล้านบาท และอีก 4,575 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อตู้ปลาและอุปกรณ์ในการเลี้ยงปลา สำหรับในประเทศไทยและอีกหลายประเทศก็พบว่ากิจการเลี้ยงปลาสวยงามนี้เป็นที่นิยมมากเช่นกัน ทุกๆ ปีจะมีงานแสดงนิทรรศการและการประกวดปลาสวยงามหลายครั้งและหลายสถานที่ ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จทั้งผู้ซื้อและผู้ขายและก็เป็นที่พอใจทุกครั้งไป
การเลี้ยงปลาสวยงาม เริ่มต้นจากการนำปลาที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติมาเลี้ยงในตู้ ในบ่อ หรือในภาชนะเท่าที่จะหาได้ ต่อมาได้มีการศึกษาค้นคว้า และพัฒนาการเลี้ยงเพื่อเพิ่มปริมาณให้พอเพียงกับความต้องการ เมื่อมีผู้ซื้อและผู้ขายมากย่อมก่อให้เกิดการแข่งขันกัน จนเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้เลี้ยงพยายามเสาะหาวิธีการและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการเพาะพันธุ์ เพื่อให้ไดปลาที่ให้ผลผลิตดีมีสีแปลกใหม่รูปร่างสวยงามกว่าเดิม นอกจากจะใช้วิธีเพาะและผสมพันธุ์กันภายในชนิดเดียวกันแล้ว ยังพยายามทดลองผสมข้ามพันธ์ถหรือข้ามชนิด ซึ่งทำให้ได้ปลาสายพันธุ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ปลาปอม ปาดัวร์ฝุ่น ปลาปอมปาดัวร์มุกทับทิม ออสการ์เผือก ปลาไหลเผือก เป็นต้น ผลพลอยได้จากธุรกิจเลี้ยงปลาเศรษฐกิจเพื่อการบริโภค และการเลี้ยงปลาสวยงาม ก่อให้เกิดธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมอาหารปลา อาหารกุ้ง อุปกรณ์ขนย้ายปลา เครื่องกรองน้ำ เครื่องให้ออกซิเจน ยารักษาโรค สารเคมีต่างๆ ตู้ปลา และอุปกรณ์ตบแต่ง เป็นต้น พรรณไม้น้ำที่เคยจัดว่าเป็นวัชพืชกลายเป็นพืชสวยงามสำหรับการประดับในตู้ปลา เช่น สาหร่ายพุงชะโด สาหร่ายหางกระรอก สันตะวา ใบข้าว สันตะวาใบพาย เป็นต้น
การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดมา โดยบรรจุไว้ในนโยบายการประมงทุกฉบับ ระหว่างปี พ.ศ. 2525 – 2529 รัฐบาลเร่งรัดส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเป็นสำคัญ เพื่อทดแทนการประมงชายฝั่งที่ประสบกับปัญหาทรัพยากรสัตว์น้ำทะเลเสื่อมโทรม และเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 อันเนื่องมาจากการขยายอาณาเขตทางทะเลของประเทศต่าง ๆ ออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ซึ่งเป็นระยะทางกว่า 300 กิโลเมตร มีการประชุมกฎหมายทะเลหลายสมัย หลายวาระที่กรุงนิวยอร์ค และเจนีวาด้วยเหตุนี้ชาวประมงไทยจึงหมดโอกาสที่จะจับสัตว์น้ำโดยเสรี ทางรอดของการประมงไทยก็คือ จัดหาสถานที่ทั้งบริเวณชายทะเลและน่านน้ำภายใน จัดตั้งโรงเพาะฟักผสมเทียม ปรับปรุงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้มากที่สุด เพื่อทดแทนโปรตีนที่ขาดหายไปจากทะเล ทดแทนผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากธรรมชาติให้มากที่สุด มีการขอความร่วมมือจากต่างชาติจัดตั้งศูนย์เพาะเลี้ยงชายฝั่งที่จังหวัดสงขลา ตรัง ระยอง จันทบุรี และอีกหลายแห่งเรื่อยมา รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 329,000 ตัน ในปีสุดท้ายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 คือ ปี พ.ศ. 2529 สัตว์น้ำที่ได้รับการส่งเสริมให้เพาะเลี้ยงได้แก่ กุ้งกุลาดำ ปลากะพงขาว และหอย ผู้เพาะเลี้ยงได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ ในการดำเนินการและปรับปรุงโรงเพาะฟัก นอกจากนี้ยังได้รับการแนะนะเกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อชาวประมงจะได้หันมาเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งทะเลแทนการออกไปจับสัตว์น้ำจากธรรมชาติ
การพัฒนาการประมงในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ 2530 – 2534) รัฐบาลได้ดำเนินการเพิ่มผลผลิตทางประมงทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและพัฒนาการเพาะเลี้ยง โดยในส่วนของการเพิ่มผลผลิตทางการประมงจากแหล่งธรรมชาติได้ใช้หลักการอนุรักษ์ เพื่อรักษาผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากแหล่งน้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวให้ได้ตามเป้าหมาย คือ ในระดับประมาณ 2 ล้านตันต่อปี มาตรการที่ได้ดำเนินการไปแล้วได้แก่ ควบคุมการลงแรงทำการประมง ลดจำนวนเรือประมงที่จับสัตว์หน้าดิน ควบคุมเครื่องมือประมงที่ทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอย่างรุนแรง แก้ไข พ.ร.บ.การประมงให้มีบทลงโทษผู้กระทำผิดมากขึ้นกว่าเดิม และควบคุมพื้นที่ห้ามชาวประมงทำการประมงในฤดูที่สัตว์น้ำวางไข่และมีสัตว์น้ำวัยอ่อน รวมทั้งทำการปรับปรุงและทำนุบำรุงรักษาสภาพแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำ การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนแหล่งธรรมชาติหลังจากนำพ่อแม่พันธุ์มาผสมเทียมเพาะฟักและอนุบาลจนถึงวัยที่จะไปเจริญเติบโตในธรรมชาติได้ ทั้งนี้เพื่อทดแทนสัตว์น้ำธรรมชาติที่ลดน้อยลงไปจนอาจจะสูญพันธุ์ได้
ในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการค้นคว้าวิจัยเทคนิคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตและเทคโนโลยีที่เหมาะสม สำหรับนำไปเผยแพร่และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่อไป รวมทั้งพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงเพื่อส่งออก โดยตั้งเป้าหมายการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 ไว้ ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ผลปรากฎว่าผลผลิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้นจาก 0.15 ล้านตันในปี พ.ศ. 2530 เป็น 0.3 ล้านตันในปี พ.ศ. 2531 พื้นที่ทำการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลได้เพิ่มขึ้นจาก 325,929 ไร่ในปี พ.ศ. 2530 เป็น 405,000ไร่ ในปี พ.ศ. 2534 และผลผลิตกุ้งทะเลได้เพิ่มจาก 24,517 ตันในปี พ.ศ. 2530 เป็น 150,000 ตัน ในปี พ.ศ. 2534
แนวทางการพัฒนาการประมง
การพัฒนาการประมงในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2536-2539) ได้มีการกำหนดนโยบายประมงออกเป็น 4 ส่วน คือ การประมงในน่านน้ำไทย การประมงนอกน่านน้ำ การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการพัฒนาอุตสาหกรรมประมง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมงในน่านน้ำให้เกิดผลผลิตสูงสุดตลอดไป จัดให้มีการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาการประมงนอกน่านน้ำไทยโดยการขยายแหล่งทำการประมง ควบคุมจัดระเบียบการทำการประมงนอกน่านน้ำให้เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถผลิตทดแทนแหล่งประมงธรรมชาติและส่งเป็นสินค้าออกได้อย่างต่อเนื่อง ให้มีการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงอย่างน้อยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยมีเป้าหมาย 555,000 ตันในปี พ.ศ. 2539 โดยจำแนกออกเป็นผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดประมาณ 250,000 ตัน และผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประมาณ 305,000 ตัน





