ประโยชน์ของการกินปลา
โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พักหลังๆ นักโภชนาการจึงแนะนำให้คนรับประทานปลากันมากๆ เพราะปลาเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันพิเศษที่เรียกว่า “โอเมก้า-3” ค่อนข้างสูง ถ้าเป็นปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานทั้งกระดูกก็จะได้แคลเซียมปริมาณสูงแถมไปด้วย
แล้วเราจะทราบอย่างไรว่า…ควรรับประทานปลาปริมาณเท่าไรถึงจะพอเพียง
จริงๆ แล้วปริมาณอาหารที่พอเพียงเป็นทฤษฎีที่มีแต่นักโภชนาการเท่านั้นที่ทราบดี ว่าอาหารใดมีประโยชน์มากน้อยต่างกันอย่างไร การที่จะทราบปริมาณของสารอาหารได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ทางเคมี แล้วยังต้องนำไปเทียบกับปริมาณที่รับประทานจริงในแต่ละครั้งอีกต่างหาก คนทั่วไปอย่างเราๆ ต้องอาศัยการกะปริมาณเอาอย่างง่ายๆ ในการรับประทานปลา คุณมักจะได้ยินการพูดถึง "ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค" อยู่เสมอๆ …แล้วมันเท่าไรกันละนี่ ก็ลองกะคร่าวๆ ได้เท่าๆ กับ1/3 ถ้วยตวง ประมาณนั้น เหตุที่ใช้เป็นถ้วยตวง คงทำให้ง่ายขึ้น เพราะเป็นเครื่องครัวพื้นฐานที่มีเกือบทุกครัวเรือน และตำรับอาหารต่างๆ ก็กำหนดกันเป็นถ้วยตวงอยู่แล้ว
ในแต่ละวันคนเราในวัยทำงานจะต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม เป็นต้น ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาสุกมีค่าอยู่ระหว่าง 16-30 กรัมต่อ 100 กรัม (หรือ 9 –17 กรัมต่อ 1/3 ถ้วยตวง) ดังนั้นคนที่หนัก 50 กิโลกรัม แล้วต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียวก็คงต้องรับประทานจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัว ปกติปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 55-80 ในบรรดาปลาชนิดต่างๆ แนะนำว่าปลาสลิดตากแห้ง มีโปรตีนมากกว่าชนิดอื่น เมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ปลาดิบ ปลาต้ม และปลานึ่งทุกชนิดมีไขมันและพลังงานต่ำ ซึ่งปลาย่างและปลาทอดจะมีไขมันและพลังงานสูงกว่าอีกหน่อย
เมื่อคิดจะรับประทานปลาให้มากขึ้นแล้ว…ลองมาดูกันว่ามีปลาชนิดไหนน่าเลือกรับประทานบ้าง โดยแบ่งประเภทปลาสดได้จากปริมาณไขมันในปลา คือ
• ปลาที่มีไขมันต่ำมาก (น้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ประกะพงแดง และปลาเก๋า
• ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2-4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจะละเม็ดดำ และปลาอินทรี
• ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4-5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจะละเม็ดขาว
• ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8-20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี
คงจะพอเลือกกันได้แล้วว่าปลาชนิดไหนเข้าตากรรมการบ้าง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานชนิดไหน คุณก็ยังจะได้สารอาหารที่มีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย เพราะนอกจากจะมีโปรตีน และไขมันต่ำแล้วยังมีกรดไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลไม่สูงมากนัก อาหารบางชนิดอุดมด้วยสารสองชนิดนี้ จึงก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตันโดยเฉพาะหัวใจได้ แต่ในปลามีกรดไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 25 % ของปริมาณที่สำนักงานอาหารและยาแนะนำให้บริโภคต่อวัน (น้อยกว่า 20 กรัม, Thai Recommended Daily Intake, Thai RDI) จึงน่าจะปลอดภัยใช้ได้ที่จะเลือกเป็นอาหารจานหลักประจำบ้าน
ในขณะเดียวกันในเนื้อปลาก็ยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สำคัญอีกหลายชนิดด้วยกัน ทั้งโอเมก้า-3 เช่น กรดไอโคซาเพนตะอีโนอิก (EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA) มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด… จะพบได้มากในปลาทะเล และปลาน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงเพื่อจำหน่าย เช่น ปลาจะละเม็ดดำ ปลาจาระเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาสวาย ปลาสลิด ปลาดุก และปลาช่อน เมื่อนำมาต้มหรือนึ่งจะให้กรดไขมันโอเมก้า-3 สูง คือ รับประทาน 1/3 ถ้วยตวง (หนึ่งหน่วยบริโภค) จะให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ร้อยละ 54-120 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา (600 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่) โดยเฉพาะปลาทอดด้วยน้ำมันพืช หรือปลาย่างจะมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อยู่ ในระดับสูงมาก (คิดเป็นร้อยละ 67-287 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำแล้วจะยังทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงที่มีส่วนเสริมสร้างเลือด และที่สำคัญในปลากลับมีโซเดียม โปตัสเซียม และคลอไรด์ ที่มีผลก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ในปลาปริมาณต่ำ ยกเว้นปลาบางชนิด เช่น ปลาสลิด ปลาทูนึ่ง หรือปลาที่ผ่านการหมักเกลือ หรือน้ำปลา เป็นต้น และถ้าเป็นปลาทะเล ก็ยังมีธาตุไอโอดีนแถมให้ไปช่วยป้องกันโรคคอพอก และบำรุงสมองในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายอีกด้วย
จากเรื่องราวของสารอาหารในเนื้อปลาชนิดต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ปลาได้รับยกย่องว่าเป็นแหล่งรวมของสารอาหารชั้นดีอันทรงคุณค่าชนิดหนึ่งเลยทีเดียว จากนี้ไปคงถึงเวลาแล้วที่คุณจะลดเนื้อสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นๆ ลงหันมารับประทานปลา ผักสด ผลไม่ให้มากขึ้นกันดีกว่า สิ่งที่จะได้กลับมาเห็นจะเป็น ความเสี่ยงต่อโรคภัยลดลง สุขภาพสดใสแข็งแรง กระฉับกระเฉงขึ้นแน่นอน แต่…อย่าลืมรับประทานปลาที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น จะปลอดภัยจากพยาธิต่างๆ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ารับประทานอย่างชาญฉลาด
ตัวอย่างเมนูจากปลา
- ปลาช่อนนอนเปล
เครื่องปรุง (สำหรับ 7 คน)
|
1.ปลาช่อน |
700 กรัม |
|
2.มะเขือเทศสีดาผ่าซีก |
130 กรัม |
|
3.ผักชีฝรั่งหั่น |
5 กรัม |
|
4.ตะไคร้หั่นเป็นท่อน |
10 กรัม |
|
5.ข่าหั่นเป็นแว่น |
5 กรัม |
|
ุ6.ใบมะกรูดฉีก |
4 ใบ |
|
7.พริกขี้หนูทุบพอแตก |
5 กรัม |
|
8.หอมแดงเผาทุบพอแตก |
25 กรัม |
|
9.น้ำปลา |
35 กรัม |
|
10.มะขามเปียก |
55 กรัม |
|
11.น้ำซุป |
960 กรัม |
วิธีทำ
-
ขอดเกล็ดปลา ตัดหัวออก ผ่ากลางตัว แบะตัวปลาเลาะก้างและไส้ออก ล้างให้สะอาด แล้วนำไปนึ่งให้สุกพักไว้
-
ใส่น้ำซุปลงในหม้อ ตั้งไฟ ต้มให้เดือด ใส่ตะไคร้ ข่า น้ำปลา น้ำมะขามเปียก พอเดือดสักครู่ ใส่มะเขือเทศ หอมแดง ใบมะกรูด พริกขี้หนู ยกลง
-
นำตัวปลาช่อนที่เตรียมไว้ใส่ในชามเปล ราดด้วยส่วนผสมข้อ 2. ลงบนตัวปลา โรยผักชีฝรั่ง พร้อมเสิร์ฟ (รับประทานร้อนๆ)
คุณค่าทางโภชนาการ สำหรับ 1 คน
|
1. พลังงาน |
138 |
กิโลแคลอรี |
|
2. โปรตีน |
19.9 |
กรัม |
|
3. ไขมัน |
3.4 |
กรัม |
|
4. คาร์โบไฮเดรต |
6.9 |
กรัม |
|
5. ใยอาหาร |
0.5 |
กรัม |
|
6. แคลเซี่ยม |
37 |
มิลลิกรัม |
|
7. ฟอสฟอรัส |
202 |
มิลลิกรัม |
|
8. เหล็ก |
14 |
มิลลิกรัม |
|
9. วิตามินเอ |
3 |
อาร์ อี |
|
10.วิตามินบี 1 |
0.09 |
มิลลิกรัม |
|
11.วิตามินบี 2 |
0.07 |
มิลลิกรัม |
| 12.วิตามินซี | 7 |
มิลลิกรัม |
| 13.ไนอะซิน |
2.29 |
มิลลิกรัม |
- เมี่ยงปลาทู
เครื่องปรุงเมี่ยง (สำหรับ 7 คน)
|
1.ปลาทูนึ่ง |
390 กรัม |
|
2.ขิงสดหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ |
50 กรัม |
|
3.หอมแดงหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ |
50 กรัม |
|
4.พริกขี้หนูซอย |
10 กรัม |
|
5.ใบชะพลู |
40 กรัม |
|
6.มะนาวหั่นสี่เหลี่ยม(ทั้งเปลือก) |
50 กรัม |
เครื่องปรุงน้ำเมี่ยง
|
1.น้ำตาลมะพร้าว |
65 กรัม |
|
2.น้ำปลา |
60 กรัม |
|
3.น้ำมะนาว |
50 กรัม |
|
4.น้ำ |
30 กรัม |
วิธีทำ
- ล้างใบชะพลูให้สะอาด ใส่ที่พักผักให้สะเด็ดน้ำ
- นึ่งปลาทูแล้วแกะก้างออก หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก
วิธีทำน้ำเมี่ยง
ผสมน้ำตาลมะพร้าว น้ำปลา น้ำ เข้าด้วยกัน ตั้งไฟพอเดือด ใส่น้ำมะนาว คนให้ทั่ว เคี่ยวพอเหนียวเล็กน้อย ยกลง
วิธีจัดเสิร์ฟ
จัดใบชะพลูวางบนจาน วางเครื่องเมี่ยงอย่างละเล็กละน้อยลงบนผัก ตักน้ำเมียงหยอดโรยพริกขี้หนูห่อเป็นคำๆ
คุณค่าทางโภชนาการ สำหรับ 1 คน
|
1. พลังงาน |
130 |
กิโลแคลอรี |
|
2. โปรตีน |
13.8 |
กรัม |
|
3. ไขมัน |
3.0 |
กรัม |
|
4. คาร์โบไฮเดรต |
11.9 |
กรัม |
|
5. ใยอาหาร |
0.6 |
กรัม |
|
6. แคลเซี่ยม |
114 |
มิลลิกรัม |
|
7. ฟอสฟอรัส |
280 |
มิลลิกรัม |
|
8. เหล็ก |
2.7 |
มิลลิกรัม |
|
9. วิตามินเอ |
8 |
อาร์ อี |
|
10.วิตามินบี 1 |
0.11 |
มิลลิกรัม |
|
11.วิตามินบี 2 |
0.12 |
มิลลิกรัม |
| 12.วิตามินซี | 8 |
มิลลิกรัม |
| 13.ไนอะซิน |
0.57 |
มิลลิกรัม |





