การทำเครื่องหมายเพื่อติดตามเต่าทะเล
ในการอนุรักษ์เต่าทะเลนั้น ข้อมูลทางชีววิทยาและนิเวศวิทยาของเต่าแต่ละชนิดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น ข้อมูลการแพร่กระจาย ช่วงเวลาของปีที่วางไข่ อายุที่ถึงวัยเจริญพันธุ์(Maturity) ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถได้มาโดยการทำเครื่องหมายที่ตัวเต่าทะเลก่อนปล่อย เพื่อเก็บข้อมูลเมื่อเต่ากลับมาวางไข่หรือได้รับบาดเจ็บเกยตื้น การทำเครื่องหมายในเต่าทะเลสามารถทำได้หลายวิธี และมักจะใช้หลายวิธีร่วมกันในเต่า 1 ตัว เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ข้อมูลให้มากที่สุด วิธีที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีดังนี้
แถบโลหะ (Inconeal Tag)
เป็นแถบที่ทำจากโลหะผสมประเภทนิกเกิล มีความทนทานและไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อของร่างกายสัตว์ โดยจะใช้เครื่องมือเฉพาะในการติดแถบโลหะดังกล่าวทะลุเนื้อเยื่อของขอบด้านท้ายของขาหน้าหรือหลัง ซึ่งการติดแถบโลหะที่ท้ายขาหน้ามีข้อดีคือสามารถมองเห็นได้ง่ายกว่าขาหลัง แต่มีโอกาสหลุดหรือสูญหายมากกว่าเพราะเต่าทะเลจะใช้ขาหน้าในการว่ายน้ำเป็นหลัก ทำให้เกิดแรงต้านน้ำสูง ส่วนการติดที่ขาหลังมีข้อดีคือจะคงอยู่กับตัวเต่าได้นานกว่าขาหน้าเพราะแรงต้านน้ำน้อยกว่าดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ก็มีข้อเสียคือสังเกตเห็นได้ยาก เพราะขาหลังมักถูกกระดองบังเมื่อมองจากด้านบน ซึ่งการเลือกตำแหน่งที่ติดก็ขึ้นกับว่าแต่ละหน่วยงานจะพิจารณาให้น้ำหนัก
ข้อดี-ข้อเสียวิธีไหนมากกว่ากัน แต่ทั้งนี้ ในการติดแถบโลหะในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นขาหน้าหรือขาหลัง ควรจะติดที่ขาทั้ง 2 ข้าง เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้ข้อมูลกรณีที่แถบโลหะหลุดไปข้างใดข้างหนึ่ง ก็ยังสามารถได้ข้อมูลอยู่ และการติด 2 ข้าง ยังมีข้อดีอีกอย่างคือ เมื่อเก็บข้อมูลของแถบโลหะจากเต่าในธรรมชาติได้มากจำนวนหนึ่งแล้ว สามารถที่จะนำข้อมูลของเต่าที่แถบโลหะหายไปข้างหนึ่ง มาเปรียบเทียบและศึกษาหาอัตราการสูญหายของแถบโลหะ และเวลาที่แถบโลหะสามารถติดอยู่กับตัวเต่าทะเลได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และเป็นการวิจัยที่ยังไม่มีการทำในประเทศไทยมาก่อน ซึ่งแถบโลหะโดยทั่วไปสามารถติดอยู่บนร่างกายเต่าได้ประมาณ 2-3 ปี ก่อนจะหลุดออก
บนแถบโลหะจะมีการใส่ข้อความไว้ ประกอบไปด้วยตัวอักษรระบุประเทศที่ทำการติดเครื่องหมาย ของประเทศไทยจะใช้อักษร TH ตามด้วยจังหวัด เช่น สวพ.ภูเก็ต จะใช้ TH(P) และตามด้วยหมายเลขประจำตัว 4 หลัก (รูป) และอีกด้านหนึ่งจะเป็นข้อมูลเพื่อติดต่อกลับสำหรับผู้ที่พบเครื่องหมาย (รูป) ซึ่งต้องมีข้อมูลสำหรับให้ติดต่อกลับได้ครบถ้วน เพราะหากผู้พบไม่สามารถติดต่อกลับเพื่อแจ้งข้อมูลได้ การทำเครื่องหมายเต่าทะเลก็เสมือนไม่มีประโยชน์ เพราะจะไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลย นอกจากหน่วยงานผู้ทำการติดจะเป็นผู้พบเอง ซึ่งก็มีโอกาสไม่มากนัก
การติดแถบโลหะควรทำในเต่าที่มีขนาดไม่เล็กเกินไป โดยควรมีอายุมากกว่า 12 เดือน หรือความยาวกระดองหลังมากกว่า 20 เซนติเมตร หรือมีน้ำหนักมากกว่า 1.5 กิโลกรัมขึ้นไป สาเหตุที่ไม่ควรทำในเต่าขนาดเล็กเพราะแถบโลหะ มีขนาด และน้ำหนักมากเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของขาของลูกเต่าอายุต่ำกว่า 12 เดือน ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะพลาดไปโดนเส้นเลือดที่ขาในขณะทำการติด และพื้นที่เนื้อเยื่อที่จะรั้งแถบโลหะไว้ก็มีน้อยทำให้สูญหายง่าย รวมทั้งจะรบกวนการว่ายน้ำและหากินของลูกเต่าทะเล และอาจทำให้ถูกผู้ล่าจับกินเป็นอาหารได้ง่ายอีกด้วย
บริษัทที่รับสั่งทำแถบโลหะสำหรับเต่าทะเลได้แก่บริษัท National Band and Tag Company (NBTC) of Newport, Kentucky, USA โทรสาร 001-606-261-8247
Passive integrated transponder (PIT tags)
นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไมโครชิพ (Microchip) เป็นไมโครโปรเซสเซอร์ขนาดเล็กที่เคลือบด้วยวัสดุที่ไม่ทำปฏิกิริยากับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งจะส่งสัญญาณหมายเลขเฉพาะตัวออกมาเมื่อได้รับสัญญาณวิทยุจากเครื่องอ่านหมายเลขในระยะใกล้ ตัวไมโครชิพมีขนาดยาว 12 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.1 มิลลิเมตร ในเต่าทะเลจะฝังไมโครชิพ ที่ใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) บริเวณไหล่ข้างซ้าย (รูป) แต่อาจฝังไว้ทั้ง 2 ข้าง เพื่อป้องกันการสูญหาย และเพิ่มโอกาสการได้ข้อมูล ไมโครชิพมีข้อดีคือมีอายุการใช้งานยาวนานมาก (ข้อมูลจากการใช้ในสัตว์บกใช้ได้นานถึง 75 ปี ) และสามารถทำในเต่าขนาดเล็กกว่าการใช้แถบโลหะ แต่ก็มีข้อด้อยคือราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแถบโลหะ หากไม่มีเครื่องอ่านก็จะไม่สามารถตรวจหาหมายเลขได้ ซึ่งราคาของเครื่องอ่านหมายเลขค่อนข้างแพง และบางครั้งไมโครชิพที่ฝังไว้ใต้ผิวหนังอาจเคลื่อนย้ายไปจากจุดเดิม ทำให้ลำบากในการตรวจหา

การฝังไมโครชิพควรทำในเต่าที่มีขนาดไม่เล็กเกินไป โดยควรมีอายุมากกว่า 6 เดือน หรือความยาวกระดองหลังมากกว่า 10 เซนซิเมตร หรือมีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป สาเหตุที่ไม่ควรทำในเต่าขนาดเล็กเพราะบริเวณไหล่มีเส้นเลือดใหญ่อยู่ ในเต่าขนาดเล็กจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะพลาดไปโดนเส้นเลือดที่ไหล่ในขณะทำการฝังไมโครชิพ
Living tag
Living Tag คือ การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อกระดอง เป็นวิธีการทำเครื่องหมายที่ค่อนข้างใหม่ และยังไม่เคยมีการทำมาก่อนในประเทศไทย โดยมีหลักการคือ การตัดเก็บเนื้อเยื่อผิวกระดอง (Epithelial tissue) ส่วนท้อง (Plastron) ที่มีสีขาว ด้วยมีดเจาะเก็บตัวอย่างผิวหนัง ( Keyes skin punch) แล้วนำไปปลูกถ่ายลงบนกระดองส่วนหลัง ( Carapace) ที่มีสีเข้ม ดังรูป และในทางกลับกันก็จะนำผิวกระดองหลังไปปลูกถ่ายลงบนกระดองท้อง ดังรูป เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ โดยจะมีการกำหนดแผ่น ( Scute) ของกระดองหลังว่าสัญลักษณ์ที่กระดองแผ่นใด หมายถึงลูกเต่าที่ปล่อยในปีอะไร (ตาราง) เนื้อกระดองที่ปลูกถ่ายนี้จะคงอยู่และจะเจริญขยายขนาดเหมือนกระดองปกติไปตลอดชีวิตของเต่าทะเล และการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อนี้จะไม่มีการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันเพราะเป็นเนื้อเยื่อภายในตัวเต่าทะเลเอง

การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อกระดองเพื่อทำเครื่องหมายมีข้อดีคือสามารถทำในลูกเต่าขนาดเล็กอายุน้อยกว่ำ6 เดือนได้ ค่าใช้จ่ายต่ำใช้อุปกรณ์ไม่ซับซ้อน เครื่องหมายจะคงอยู่ไปตลอดชีวิต และไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือซับซ้อนในการอ่านผล แต่ก็มีข้อด้อยคือ จำเป็นต้องรู้แนวทางการอ่านว่าสัญลักษณ์บนแผ่นกระดองแต่ละแผ่นหมายถึงเต่าที่ปล่อยในปีใด และข้อมูลที่จะแปลได้มัก ไม่จำเพาะเจาะจงมาก จะจำกัดอยู่แค่ปีที่ปล่อย และยังเป็นวิธีที่ใหม่สำหรับประเทศไทย จึงยังต้องมีการทดลองศึกษาวิจัยก่อนจะนำไปใช้งานกับประชากรเต่าทะเลจำนวนมากๆ
ผลการติดตาม Living Tag ในโปรแกรม Head-starting เต่าหญ้าแคมป์ ( Kemp’s Ridley turtle) ในต่างประเทศพบว่าใช้ได้ผลดี โดยมีรายงานการพบในเต่าทะเลบางส่วนที่กลับมาวางไข่ภายหลังปล่อย ระยะเวลาตั้งแต่ 14-19 ปี (Bell CDL and Parsons J, 2002) ข้อมูลดังกล่าว แม้จะยังมีจำนวนไม่มาก แต่ก็ทำให้สามารถประเมินอัตรารอดของเต่าทะเลหลัง Head-starting อย่างคร่าวๆ และประเมินอายุเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ของเต่าหญ้าแคมป์ในธรรมชาติได้
ตาราง การกำหนดแผ่นกระดองที่ทำการปลูกถ่าย กับปีที่ทำการปล่อยของเต่าหญ้าแคมป์
(Carapacial scutes used or proposed for living-tagging head-started Kemp's ridleys. RC=right costal, LC=left costal, N=neural, LH=left humeral, RH=right humeral, LP=left pectoral, RP=right pectoral, LA=left abdominal.)
|
Year |
Scutes |
|
1980 |
C2, LC3, RC2, RC3, RC4, N2, N3, LH, LP, LA (some individuals were tagged between scutes RC2 and RC3 RC3 and RC4, LP and RP or LH and RH) |
| 1981 | None living tagged |
|
1982 |
LC31 |
|
1983 |
LC4 |
|
1984 |
RC5 |
|
1985 |
RC5 |
|
1986 |
N4 |
|
1987 |
RC1 |
|
1988 |
LC1 |
|
1989 |
RC4 |
|
1990 |
RC2 |
|
1991 |
LC2 |
|
1992 |
RC3 |





