มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

พิมพ์

บทนำ

           กระแสเรื่อง "ความปลอดภัยอาหาร" (Food Safety) กำลังเป็นกระแสหลักของโลก     เป็นยุคที่ประชาคมโลกใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะประชากรในประเทศร่ำรวย      ขณะเดียวกันก็เป็นยุคของการค้าที่ไร้พรมแดนและการค้าเสรี สินค้าชนิดเดียวกันสามารถหาซื้อได้จากหลายๆ แหล่งทั่วโลก     ดังนั้นการแข่งขันทางการค้าจึงเข้มข้น ดุเดือดและซับซ้อนมากขึ้นนอกเหนือจากความพยายามในการปกป้องดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศของตนตามระดับคุณภาพชีวิต และระดับความสามารถของแต่ละประเทศ ซึ่งบางครั้งแยกไม่ออกจากประเด็นการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องเพื่อปกป้องตลาด และผู้ผลิตในประเทศ     เนื่องจากกฎระเบียบขององค์การการค้าโลกที่ยอมให้มีการใช้มาตรการที่ไม่ใช้ภาษี (Non- Tariff Measure; NTM) เพื่อปกป้องคุ้มครองสุขอนามัยผู้บริโภคและสุขอนามัยสัตว์และพืชได้ ซึ่งมาตรการที่ใช้กันส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของการกำหนดมาตรฐานกฎระเบียบเพื่อควบคุมสินค้านำเข้า รวมทั้งสินค้าที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ซึ่งต้องเป็นมาตรฐานระดับเดียวกัน
           ดังนั้น ความสำคัญของมาตรฐานอาหารและสินค้าเกษตรจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในทางการค้าและทางการคุ้มครองผู้บริโภค     สำหรับประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ขึ้นในปี 2545     เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมดูแลด้านมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน     อันเป็นการสนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้   ระบบการควบคุมดูแลสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก แต่ในขณะเดียวกันระบบต้องมีความเป็นสากลเป็นที่ยอมรับ และมีความเท่าเทียมกับต่างประเทศ     เพื่อให้ระบบและมาตรฐานเดียวกันนี้สามารถดูแลได้ทั้งการผลิต  การส่งออก  และการนำเข้า     เป็นระบบที่มีการดูแลตลอดห่วงโซ่อาหาร    ตั้งแต่ไร่นา (Farm)  ถึงโต๊ะอาหาร (Table)     ซึ่งเป็นหลักการที่ มกอช. ยึดถือในการกำหนดมาตรฐาน

 

วัตถุประสงค์

           การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการผลิต การค้า การส่งออก นำเข้า และการตรวจสอบรับรอง     ส่วนใหญ่การกำหนดเป็นมาตรฐานสมัครใจ     เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการพัฒนาการผลิตให้เข้าระบบมาตรฐานสากลมากกว่าที่จะใช้เพื่อการบังคับ อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นเพื่อเหตุผลในการคุ้มครองสุขภาพอนามัยผู้บริโภค     หรือเหตุผลที่มีความจำเป็นความจำเป็นต่อเศรษฐกิจและการส่งออกจะกำหนดเป็นมาตรฐานบังคับ     ซึ่งแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่สามารถทำได้ เพราะยังไม่มีกฎหมายรองรับ     แต่ มกอช. จะใช้วิธีประสานกับหน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายในการออกเป็นมาตรฐานบังคับ เช่น กรณีของการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมอาหารและยาในการประกาศมาตรฐานสารพิษตกค้าเพื่อใช้บังคับมาตรฐานที่ มกอช.กำหนด     จะดูแลทั้งด้านความปลอดภัยของมนุษย์ เช่น มาตรฐาน GAP มาตรฐานสารพิษตกค้างด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยของสัตว์ เช่น วิธีการชันสูตรโรคสัตว์ต่างๆ     และด้านสุขอนามัยพืช เช่น ข้อกำหนดวัสดุบรรจุภัณฑ์ไม้เพื่อการส่งออก     รวมทั้งทางด้านคุณภาพสินค้าที่จำเป็นที่ผู้บริโภคต้องการ    ซึ่งจะครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารและที่ไม่ใช่อาหาร เช่น กล้วยไม้ เส้นไหม    ทั้งนี้ มกอช. ได้จำแนกมาตรฐานออกเป็น 3 ประเภท ตามลักษณะรูปแบบของมาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานสินค้า มาตรฐานระบบการผลิต และมาตรฐานทั่วไปด้านความปลอดภัย

 

  1. มาตรฐานสินค้า เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกณฑ์ระดับประเทศในการผลิต การค้า และการตรวจรับรองสินค้า     โดยข้อกำหนดครอบคลุมทั้งทางด้านความปลอดภัยและคุณภาพที่จำเป็นที่ผู้บริโภคต้องการ มาตรฐานสินค้าที่เป็นผลผลิตเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียน หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยไม้ เนื้อโค ปลานิล เป็นต้น มาตรฐานสินค้าเกษตรแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้ง กะทิ ซูริมิ เป็นต้น
  2. มาตรฐานระบบการผลิต เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจให้การรับรอง     การปฏิบัติของผู้ผลิตตั้งแต่การผลิตระดับฟาร์ม (มาตรฐานการปฏิบัตทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP) ระดับโรงคัดบรรจุ และโรงงานอุตสาหกรรม     ซึ่งรวมทั้งโรงงานแปรรูปขั้นต้น โรงฆ่าสัตว์ โรงสีข้าว (มาตรฐานการปฏิบัติทางการผลิตที่ดี ; GMP หรือมาตรฐานการปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดี ; GHP)     นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลที่จะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการผลิตโดยผู้ผลิตที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรกร ผู้รวบรวมสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม   เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้สินค้าเกษตรและอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรฐานสินค้า ตัวอย่างมาตรฐานระบบการผลิตที่ประกาศในปี 2547 เช่น มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับพืชอาหาร ซึ่งครอบคลุมการผลิตพืชอาหารทั้งหมด    เพื่อให้สามารถนำมาตรฐานนี้ไปใช้เป็นเกณฑ์การให้การรับรองสำหรับพืชที่ขณะนี้ยังไม่มีมาตรฐาน GAP เฉพาะไว้    มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มผึ้ง    มาตรฐานข้อกำหนดสำหรับวัสดุบรรจุภัณฑ์ไม้เพื่อการส่งออก เป็นต้น
  3. มาตรฐานทั่วไปด้านความปลอดภัย เป็นมาตรฐานที่เป็นเกณฑ์กำหนดเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับความปลอดภัย    รวมถึงด้านสุขอนามัยสัตว์และพืชด้วย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นำไปใช้กับสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น มาตรฐานสารพิษตกค้าง มาตรฐานสารปนเปื้อน มาตรฐานวิธีวิเคราะห์และชักตัวอย่าง มาตรฐานวิธีชันสูตรโรค เป็นต้น

 

ขั้นตอนการกำหนดมาตรฐาน

           ขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานของ มกอช.     มกอช.ได้กำหนดขั้นตอนการกำหนดมาตรฐานไว้ เพื่อให้กระบวนการกำหนดมาตรฐานมีความโปร่งใส เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยประกอบด้วย 8 ขั้นตอน ดังนี้

  • ขั้นที่ 1 พิจารณาเรื่องที่สมควรกำหนดมาตรฐาน
  • ขั้นที่ 2 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาร่างมาตรฐาน
  • ขั้นที่ 3 จัดทำร่างมาตรฐาน
  • ขั้นที่ 4 เสนอคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณา
  • ขั้นที่ 5 ประสานความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • ขั้นที่ 6 เสนออนุคณะกรรมการกลั่นกรอง / คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาต
  • ขั้นที่ 7 แจ้ง WTO เพื่อเวียนประเทศอื่นให้ความเห็น (กรณีเป็นมาตรฐานบังคับ)
  • ขั้นที่ 8 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

           ขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก คือ ขั้นที่ 3 การจัดทำร่างมาตรฐาน ซึ่งจะมีการรวบรวม ศึกษาข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยที่จะรองรับการกำหนดมาตรฐาน เช่น การศึกษาปัจจัยคุณภาพเพื่อการกำหนดชั้นคุณภาพสินค้าเกษตรและเพื่อกำหนดเกณฑ์การปฏิบัติทาง GAP     การศึกษาเกี่ยวกับการประเมิณความเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย     ทั้งนี้ข้อมูลส่วนหนึ่งจะได้มาจากหน่ายงานด้านศึกษาวิจัยในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์     แต่บางครั้งข้อมูลที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอที่จะกำหนดมาตรฐาน     มกอช.จึงจำเป็นต้องจัดทำโครงการศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่เพียงพอและเหมาะสม     นอกจากนั้นแล้ว ในขั้นตอนที่ 5 การประสานความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย     ซึ่ง มกอช. จะจัดการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร ผู้รวบรวมผลิตผล ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้บริโภค หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ     เพื่อให้มาตรฐานที่กำหนดสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่ายมากที่สุด   และมีผลกระทบน้อยที่สุด

 

การนำมาตรฐานไปใช้ประโยชน์

 

  •            ด้านการผลิต โดยผู้ผลิต ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้ส่งออกนำมาตรฐานไปใช้เป็นเกณฑ์ปฏิบัติในการผลิต     ทั้งมาตรฐานระบบการผลิตที่อธิบายข้อกำหนดและคำแนะนำการปฏิบัติในการผลิตที่ดี     หรือมาตรฐานสินค้าที่จะช่วยให้ผู้ผลิตปรับปรุงคุณภาพ     รวมทั้งจัดชั้นคุณภาพของผลผลิตและสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสม     เป็นเกณฑ์เดียวกันทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเกณฑ์สากล
  •            ด้านการค้า เนื่องจากที่ผ่านมา คุณลักษณะ (specifications) ที่ใช้ในการซื้อขายผลิตผลเกษตรกรในประเทศ จะกำหนดตามข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย     ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดมาจากฝ่ายผู้ซื้อ     ในบางสินค้าคุณลักษณะที่ตกลงอาจจะแตกต่างกันมากระหว่างผู้ซื้อแต่ละราย หรือเรียกได้ว่าไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน     ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานสินค้าที่มีการกำหนดคุณลักษณะด้านชั้นคุณภาพ รวมถึงขนาด (เช่น ผลไม้) ที่ชัดเจนจะช่วยให้เกิดมาตรฐานกลางของประเทศที่ผู้ซื้อผู้ขายสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้     ทำให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า     ในขณะที่ผู้ผลิตสามารถทราบเกณฑ์ที่จะผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อได้     ทั้งนี้ มกอช.มีเป้าหมายที่จะกำหนดมาตรฐานให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อาหาร เช่น กรณีของมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย     ครอบคลุมตั้งแต่คุณลักษณะของข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวขาว ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้ง เกษตรกร โรงสี พ่อค้า โรงงานบรรจุข้าวถุง จนถึงผู้ส่งออก โดยคุณลักษณะที่ระบุจะรวมทั้งด้านความปลอดภัยและคุณภาพไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ มกอช. ยังกำหนดมาตรฐาน GAP สำหรับผลิตข้าวหอมมะลิไทยด้วย     ซึ่งตรงกับหลักการจากไร่น่า ถึง โต๊ะอาหาร และเป็นมารตรฐานเดียวกันสำหรับสินค้าเกษตรที่ขายในประเทศและที่ส่งออก
  •            ด้านระบบการตรวจรับรอง ตามยุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านอาหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์     ได้กำหนดเป้าหมายการขึ้นทะเบียนและตรวจรับรองฟาร์มทั้ง ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์     เพื่อนำฟาร์มเกษตรกรเข้าสู่ระบบมาตรฐาน     โดยใช้มาตรฐาน GAP เป็นเกณฑ์ในการตรวจรับรอง     มกอช. มีหน้าที่จัดทำมาตรฐาน GAP ในสาขาที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและแผนงานด้านการตรวจรับรองของหน่วยงานรับรองในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และกรมปศุสัตว์     ทั้งนี้ มาตรฐาน มกอช. จะถูกสื่อไปยังเกษตรกรให้เข้าใจการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐาน     โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และหน่วยงานรับรองทั้ง 3 หน่วยงาน     หลังจากนั้นหน่วยงานรับรองจะนำมาตรฐาน มกอช.ไปใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจรับรองฟาร์ม โดยมีการจัดทำรายละเอียดคู่มือ หลักเกณฑ์ วิธีการ รวมทั้งแบบรายการตรวจประเมิน (checklists)     เพื่อให้ผู้ตรวจประเมินของหน่วยงานปฏิบัติได้ถูกต้อง
  •            ด้านการเจรจาระหว่างประเทศ การมีมาตรฐานของประเทศที่จะช่วยสนับสนุนการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการทำความตกลงการเท่าเทียมกัน (equivalence) ระหว่างประเทศไทยกับคู่ค้า     ซึ่งประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะต้องมีมาตรฐานในเรื่องความตกลงและมาตรฐานมีความเท่าเทียมกับมาตรฐานประเทศนั้น     ทั้งนี้มาตรฐาน มกอช.จะมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่กำหนดโดย Codex , IPPC หรือ OIE     และบางครั้งประเทศไทยก็เป็นผู้ยกร่างมาตรฐานให้ Codex นำไปประกาศเป็นมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานลำไย มาตรฐานหน่อไม้ฝรั่ง     หรือบางเรื่องที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดทำร่างมาตรฐานให้ Codex เตรียมนำไปประกาศ เช่น มาตรฐานเงาะ นอกจากนี้ บางครั้งที่ประเทศคู่ค้าที่ไทยเจรจาด้วยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานในเรื่องนั้นไว้     ก็สามารถนำมาตรฐานของไทยที่กำหนดไว้เป็นเกณฑ์ในการเจรจาได้     มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารที่ มกอช. จัดทำขึ้นนั้น     สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน และอำนวยประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย รวมถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ     ดังนั้นการเร่งกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร     จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง    ซึ่งในการดำเนินงานที่ต้องการให้เกิดความเร็ว ถูกต้อง โปร่งใสและเกิดผลกระทบในการสร้างปัญหา หรือความเดือดร้อนน้อยที่สุด     จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง     เพื่อให้มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยเป็นมาตรที่เอื้ออำนวยประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
  •  

    รายชื่อมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร และมาตรฐานระบบปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี

     

    มาตรฐานสินค้า

     

    มาตรฐานระบบ

    เศรษฐกิจการประมง

    ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
    By Joomla 1.7 Templates