หอยแครง หอยแครงปากมุม
ชื่อวิทยาศาสตร์ : มีทั้งหมด 2 ชนิด ได้แก่

- Anadara granosa Linnaeus, 1758

- Anadara nodifera Von Martens, 1758
ชื่อสามัญ : Blood cockle, Granular ark
ลักษณะทั่วไป : มีเปลือกนอกเป็นรูปสามเหลี่ยม ด้านในโปร่งนูน เปลือกหนา มีซี่ฟันแข็งแรง เรียงกันอยู่เป็นแถวทางตอนบนของส่วนที่เป็นบานพับ ด้านนอกของเปลือกมีร่องยาว เรียงกันเป็นแถวประมาณ 20 แถว สีของเปลือกไม่แน่นอน
ขนาด : ขนาดตลาดต้องการมีความยาวตั้งแต่ 2.5 เซนติเมตร ขึ้นไป
การกินอาหาร : โดยการกรองแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ และซากพืช สัตว์ที่เน่าเปื่อย
การผสมพันธุ์ : หอยแครงมีเพศแยก และมีสองเพศอยู่ในตัวเดียวกัน เพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อก่อน เพื่อกระตุ้นให้เพศเมียปล่อยไข่ แล้วผสมพันธุ์นอกลำตัว ในรอบ 1 ปี จะมีฤดูสืบพันธุ์ในช่วง มีนาคม-สิงหาคม และ ตุลาคม-ธันวาคม
แหล่งที่อยู่อาศัย : ชอบฝังตัวอยู่ในดินที่เป็นโคลนบริเวณชายฝั่งทะเลที่ใกล้ฝั่ง และห่างฝั่งประมาณ 50 เมตร
การแพร่กระจาย : พบบริเวณชายฝั่งของจังหวัดที่อยู่ชายฝั่งทะเล อาทิ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ชลบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี สตูล ภูเก็ต ในต่างประเทศพบที่มาเลเซีย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เวียดนาม
ประโยชน์ : ใช้เนี้อประกอบอาหาร ได้แก่ ลวกจิ้ม แกง ผัดเผ็ด ส่วนของเปลือกนำไปเผาทำเป็นปูนขาว และนำไปผสมยาเป็นยาสมุนไพร
การเลี้ยง : การเลี้ยงในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่
- การเลี้ยงแบบดั้งเดิม จะใช้พื้นที่เลี้ยงประมาณ 5-30 ไร่/ราย ใช้ไม้กั้นคอกล้อมแปลงหอย ลูกหอยที่นำมาเลี้ยงจะมีขนาด 400-1,200 ตัว/กิโลกรัม หรือ 1,000-3,000 ตัว/กิโลกรัม และจะให้ผลผลิตประมาณ 10 เท่าของขนาดลูกหอยที่หว่านเลี้ยง
- การเลี้ยงแบบพัฒนา เป็นการเลี้ยงแบบธุรกิจขนาดใหญ่ นิยมเลี้ยงตามชายฝั่งทะเล ในเนื้อที่ประมาณ 200-1,000 ไร่ ใช้ไม้กั้นเป็นคอกล้อมแปลงหอย ใช้ลูกหอยขนาด 1,000-3,000 ตัว/กิโลกรัม หรือ 2,500 ตัว/กิโลกรัม จะได้หอยขนาด 80-120 ตัว/กิโลกรัม ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 8 เดือน ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกหอยที่นำไปหว่านเลี้ยง





