แมงดาทะเล (Horse shoe crap)

ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 

ไข่แมงดาทะเล 

 

แมงดาทะเลเป็นสัตว์ทะเลโบราณที่ยังคงเหลืออยู่ เนื่องจากมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลกได้ดี มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ จึงสามารถมีชีวิตอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ช่วง 300 ล้านปีที่ผ่าน มาสัดว์ในยุคเดียวกันเช่นไดโนเสาร์ต่างก็สูญพันธุ์ุ์ไปหมดแล้ว ลักษณะรูปร่างของมันในปัจจุบันเหมีอนกับซากฟอสชิลโบราณที่ค้นพบในหินจากที่ต่างๆ จนนักวิทยาศาสตร์ให้้สมญามันว่า " Living fossil' แมงดาทะเลเป็นญาติทางสายวิวัฒนาการกับ Trilobite มาตั้งแต่มหายุคพาลีโอโซอิก( Paleozoic อายุประมาณ 540-248 ล้านปี มาแล้ว) แต่ Trilobite ก็สูญพันธุ์ใปก่อนในช่วงตอนปลายของยุคนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคมีโซโซอิก ( Mesozoic) ซึ่งเป็นยุคของสัตว์เลื้อยคลานและครึ่งบกครี่งนํ้า (Age  of Reptile and Amphibian อายุประมาณ 248-65 ล้วนปีมาแล้ว ) และผ่านมาถึงยุคซีโนโซอิก ซึ่งเป็นยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Cenozoic ตั้งแต่ 65 ล้านปีมาแล้วถึงปัจจุบัน) แมงดาทะเลก็ยังคงมีชีวิตรอดอยู่และทำหนัาที่ในห่วงโซ่อาหารอย่างต่อเนื่อง

 

ฟอสซิลของแมงดาทะเลและเครือญาติ 

 

ลักษณะทั่วไปของแมงดาทะเล

 

แมงดาทะเล (Horse shoe crap) รูปร่างแปลก กลมคล้ายกะละมัง หรือเกือกม้า ด้านหัวโค้งกลม มีเปลือกหนาแข็งห่อหุ้มอยู่ทั่วทั้งตัว มีตาประกอบ 1 คู่ ด้านล่างของหัวอก ( เซฟาโรทอแรกซ์) เป็นที่ตั้งของรยางค์ทั้ง 6 คู่ โดยรยางค์ขา 3 คู่ มีลักษณะเป็นก้ามหนีบ ยกเว้นขาคู่สุดท้ายใช้ในการกวาดโคลน ทราย ปล้องส่วนท้องจะรวมกัน ด้านท้ายสุดจะยื่นยาวออกเป็นหาง (telson) ด้านล่างของส่วนท้องเป็นที่ตั้งของเหงือก 5 คู่ และมีแผ่นปิดเหงือก (lamella) มีหางแข็งยาว ปลายแหลมยื่นออกมาจากส่วนท้ายของลำตัว สำหรับใช้ต่างสมอปักลงบนพี้นทะเลเมื่อต้องการอยู่นิ่งๆ กับที่ แมงดาทะเลอาศัยอยู่ที่พื้นทะเลนํ้าตื้นๆ หากินตอนกลางคืนโดยคลานหาไส้เดือนทะเล หอย และปูเล็กๆ เป็นอาหาร ศัตรูของมันคือเต่าทะเลและปลาฉลาม แมงดาทะเลตัวผู้กับตัวเมีย มีรูปร่างคล้ายกัน แต่ตัวเมียมีขนาดให้ญ่กว่ามาก ตัวผู้มีขาเป็นตะขอสำหรับเกี่ยวบนหลังตัวเมียเวลาที่จะผสมพันธุ์ุ์์ เวลาวางไข่แมงดาทะเลตัวเมียจะพาตัวผู้ชี่งเกาะอยู่บนหลังคลานขึ้นบนชายหาด ขุดทรายเป็นโพรงให้ญ่ ตรงที่ซึ่งนํ้าท่วมถึงแล้ววางไข่ทิ้งไว้ ลักษณะไข่เป็นเม็ดกลมสีเหลืองขนาดเท่าเม็ดสาคู จำนวนหลายร้อยฟอง เมื่อไข่ฟ้กเป็นตัว ลูกแมงดาทะเลตัวเล็กๆ ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนพ่อแม่จะโผล่ขึ้นจากทรายแล้วคลานลงทะเลไป ลูกแมงดาทะเลตัองลอกคราบหลายครั้งจน กระทั่งตัวโตเต็มที่

 

อวัยวะของแมงดาทะเล 

 

แมงดาทะเลในประเทศไทย

 

แมงดาทะเลที่ย้งคงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบันมีเพียง 4 ชนิด คือ Limulus polyphemus ซึ่งพบอาศัยอยู่ตลอดชายฝั่งอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง, Tachypleus tridentatus และอีก 2 ชนิดเท่านั้นที่พบในทะเลไทย คือ

 

1.แมงดาจานหรือแมงดาหางเหลี่ยม (Tachypleus gigas)

 

2.แมงดาถ้วยหรือแมงดาหางกลม (Carcinoscorpius rotundicauda)

 

 

 

ทั้งสองชนิดมีความเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน โดยแมงดาจานอาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดินทราย ส่วนแมงดาถ้วยอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและลำคลองในป่าชายเลน เท่าที่มีรายงานในประเทศไทยเฉพาะแมงดาหางกลมเท่านั้นที่อาจเป็นพิษ และเรียกชึ่อแมงดาที่เป็นพิษนี้ว่าแมงดาไฟหรือเหรา (อ่านว่า เห-รา) จนบางครั้งทำให้เข้าใจลับสนว่าเหรา เป็นแมงดาชนิดที่สาม จากคำบอกเล่ามักอธิบายถึงลักษณะของเหราว่า ตามลำตัวมีขนยาวที่นักอนุกรมวิรานได้ศึกษาแน่ช้ดแล้วว่า แมงดาไฟ หรือ เหรา ก็คือแมงดาหางกลมบางตัวนั่นเอง แต่การเป็นพิษนั้นจะเกิดเฉพาะ ช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม เหตุที่แมงดาถ้วยมีพิษเป็นบางช่วงนี้ สันนิษฐานได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าวอาจมีการเจริญแพร่พันธุ์ุ์อย่างรวดเร็ว จนเกิดการสะพรั่งของแพลงก์ตอนบางชนิดในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต เช่น Gonyoulax catenella ที่สร้างสารพิษแล้วแพลงก์ตอนชนิดดังกล่าว ถูกกินโดยหอยหรือหนอนซึ่งเป็นสัตว์หน้าดิน เมื่อพิษเข้ามาสะสมในหอยหรือหนอนแล้วถูกกินโดยแมงดาทะเล พิษจึงสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วย เมื่อคนรับประทานแมงดาถ้วยตัวที่มีสารพิษสะสมอยู่ จึงทำให้้เกิดเป็นพิษขี้นมาได้ แม้ว่าไข่หรือเนื้อที่รับประทานจะได้ปรุงให้้สุกแล้วก็ตาม

สารพิษจากแมงดาทะเล

สำหรับสารพิษที่พบในแมงดาทะเลคือ เตโตโดท็อกชิน (Tetro-dotoxin) สารพิษชนิดนี้มีอันตรายร้ายแรงกว่าไซยาไนด์ เป็นสารพิษชนิดเดียวกันทีพบในปลาปักเป้า เตโตโดท็อกชินจัดเป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) ที่ทนต่อความร้อนสูงมาก ดังนั้น การทำให้้สุกจึงไม่สามารถทำลายพิษได้ ผู้ที่ได้รับพิษมักจะเกิดอาการหลังจากกิน ประมาณ 30 นาที พิษจะมีผลต่อระบบกล้ามเนื้อและประสาท โดยจะเริ่มชาที่ริมฝีปาก ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า เวียนศรีษะ คลื่นไส้อาเจียน กล้ามเนื้อ แขน ขา อ่อนแรงเป็นอัมพาต สุดท้ายก็มักจบลงด้วยการเสียชีวิตเนื่องจากหยุดหายใจ หรือหัวใจล้มเหลวภายในไม่กี่ชั่วโมง ขณะนี้ยังไม่มียาแก้สารพิษชนิดนี้ แต่ถ้าหากว่าผู้โชคร้ายยังคงมีชีวิตอยู่หลังจากได้รับพิษไปแล้ว 24 ชั่วโมง เขาจะฟื้นขึ้นมาโดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ การรีบนำส่งโรงพยาบาล รักษาตามอาการและการให้้ยาขับปัสสาวะเพื่อขับพิษออกทางปัสสาวะ จะช่วยให้้พิษถูกขจัดออกได้เร็วขึ้น

 

ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า "แมงดาทะเล" เป็นหนึ่งในอาหารที่คนได้รับพิษจากการบริโภคมาก นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาพบผู้ได้รับพิษจากการรับประทานไข่แมงดาทะเลทั้งสิ้น 125 ราย เป็นชาย 99 ราย และหญิง 26 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 3 ราย อัมพาต 1 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคมมักจะมีข่าวพบผู้ ได้รับพิษและเสียชีวิตจากการบริโภคแมงดาทะเลบ่อยครั้ง เนื่องจากในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่ไข่ของแมงดาทะเลมีพิษ ซึ่งเกิดจากแพลงก์ตอนสร้างสารพิษในตัวขึ้นมา เมื่อแมงดาไฟกินเข้าไปจะเกิดการสะสมของ สารพิษอยู่ในเนื้อและไข่ เมื่อคนรับประทานแมงดาจึงทำให้้เกิดเป็นพิษขึ้นมาได้ แมงดาจานชึ่งมีตัวใหญ่กว้างประมาณ 10 นิ้ว หางเป็นสามเหลี่ยม ยังไม่เคยมีรายงานว่ามีพิษ ส่วนแมงดาถ้วยซึ่งตัวเล็กกว่า หางกลมที่ชาวบ้านมักเรียกว่าแมงดาไฟ หรือ เหรา อาศัยอยู่บริเวณนํ้ากร่อย ลำตัวและตามีสีแดง และตอนล่างของลำตัวจะมีขนสีแดงเป็นแมงดาทะเลที่มีพิษมาก

 

บริโภคแมงดาทะเลให้ปลอดภัย

เพื่อความปลอดภัยจากสารพิษซึ่งอาจพบได้จากการบริโภคแมงดาทะเล จึงควรเลือกบริโภคเฉพาะแมงดาจาน ที่มีหางเหลี่ยม งดเว้นการบริโภคแมงดาถ้วยซึ่งมีหางกลม และหลีกเลี่ยงการบริโภคไข่แมงดาทะเลที่ไม่ทราบชนิดหรือแหล่งที่มาแน่นอน โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคม ที่มีการเจริญแพร่พันธุ์ุ์อย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนในกล่มไดโนแฟลกเจลเลตที่สร้างสารพิษ เพราะพิษดังกล่าวจะสะสมอยู่ในเนื้อ และไข่ของแมงดาถ้วย อย่าลืมว่าสารพิษชนิดนี้ทนความร้อนสูง การหุงต้ม ธรรมดาไม่อาจทำลายได้ เมื่อพบผู้โชคร้ายที่กินแมงดาทะเลที่ได้รับพิษก็ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือพร้อมอย่างเร็วที่สุด คนที่ยังติดใจในรสชาติความเอร็ดอร่อยของไข่แมงดาทะเลยำก็คงต้องยับยั้งชั่งใจไว้บ้าง เวลาสั่งเมนูเด็ดมารับประทานก็พยายามมองหาทางลัดที่จะไปถึงโรงพยาบาลให้้เร็วที่สุดไว้บ้างก็ดี..........จะได้ปลอดภัย

 

แมงดาทะเลมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ

 

มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ดำรงชีวิตเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับแมงดาทะเล เช่น บริเวณชายฝั่งทะเลรัฐเดลาแวร์ (Delaware – ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแมงดาทะเลมาวางไข่เป็นจำนวนมาก และในช่วงเวลาเดียวกันก็จะมีนกอพยพเข้ามามากถึง 425,000–1,000,000 ตัว เพื่อมากินไข่แมงดาทะเล สำหรับใช้เป็นอาหารสะสมเพื่อบินอพยพขึ้นไปทางเหนือต่อไป มีนกอย่างน้อง 11 ชนิด ที่กินไข่แมงดาทะเลเป็นอาหารหลักสำหรับเก็บสะสมไว้เป็นแหล่งพลังงาน เพื่อใช้บินต่อไปทางเหนือ โดยจะพักหากินอยู่ที่นี่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ และนกเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อจำนวนแมงดาทะเลที่เกิดขึ้นใหม่เลย เป็นการควบคุมสมดุลของจำนวนประชากรซึ่งกันและกัน เพราะถ้าแมงดาทะเลลดลง ไข่น้อยลง จำนวนนกที่สมบูรณ์และสามารถบินอพยพขึ้นไปสืบพันธุ์และวางไข่ทางเหนือของทวีป ก็จะลดลงไปด้วย ประเด็นต่อมา ในช่วงเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ไข่ และตัวอ่อนของแมงดาทะเลจะเป็นอาหารอันโอชะของปลาหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น striped bass, white perch, American eel, kingfish, killifish และ silver perch เป็นต้น และยังรวมไปถึงเต่าทะเล (loggerhead sea turtles) ถือเป็นอาหารตามฤดูกาลเพราะมีแค่ช่วงนี้ในรอบปี นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกหลายๆ ชนิด มาอาศัยร่วมกับแมงดาทะเลอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นฟองน้ำ (sponge) ทากทะเล หอย เพรียง ดอกไม้ทะเล และกุ้ง เป็นต้น

 

ปัจจัยที่มีผลต่อการลดจำนวนลงของแมงดาทะเล

 

แมงดาทะเลต้องใช้เวลา 9-11 ปี ถึงจะเจริญเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้ ดังนั้นจึงส่งผลโดยตรงต่อจำนวนประชากรของแมงดาทะเลอย่างแน่นอน การทำประมงชายฝั่งเพื่อจับแมงดาทะเลที่มีไข่มาเป็นอาหาร ลักษณะพฤติกรรมของแมงดาทะเลเองที่จะมารวมตัวกันบริเวณชายฝั่งในฤดูสืบพันธุ์ ทำให้ง่ายต่อการถูกจับกินจากสัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์ การเพิ่มขึ้นและลดลงของจำนวนแมงดาทะเลไม่สามารถตรวจสอบได้ตลอดปี จะดูได้จากการนับจำนวนหรือความหนาแน่นของแมงดาทะเลที่บริเวณชายฝั่งในช่วงฤดูสืบพันธุ์เท่านั้น (ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น) ทำให้การประเมินสถานการณ์ของประชากรแมงดาทะเลเพื่อการอนุรักษ์ทำได้ยาก จาก การสำรวจจำนวนประชากรของแมงดาทะเล พบว่าหลังจากที่แมงดาทะเลลดจำนวนลง และลดการจับแมงดาทะเลเพื่อการประมง พบว่าจำนวนแมงดาทะเลจะยังไม่เพิ่มขึ้นในปีถัดมา แต่จะส่งผลในอีก 10 ปีต่อไป ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่แมงดาทะเลเจริญจนมีอายุเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ในสายใยอาหาร ถ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งลดจำนวนลง ก็จะส่งผลต่อจำนวนประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ เป็นลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ และไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะทยอยกันสูญพันธุ์ไปก่อน เหมือนเช่นที่ Trilobite เพื่อนร่วมสายวิวัฒนาการของแมงดาทะเล ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

 


 

 

เศรษฐกิจการประมง

ลิขสิทธิ์ © 2010-2012 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด แนะนำติชมมาที่ webmaster@aquatoyou.com
By Joomla 1.7 Templates