การเพาะเลี้ยงแมลงดานา

พิมพ์
ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
แมงดานา
 
         แมงดานาจัดเป็นสัตว์จำพวกมวนน้ำชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ฝรั่งจึงเรียกแมงดานาว่า "มวนน้ำยักษ์" ตามธรรมชาติแล้วน่าจะเรียกว่า "แมลงดา" จะถูกต้องกว่าเพราะมันมีขาแค่ ๖ ขา ไม่ใช่ ๘ ขา ซึ่ง เรียกว่า "แมง" ตามการจำแนกวิธีเรียกของสัตว์เล็กๆ จำพวกนี้ แต่น้อยคนที่จะเรียกกันว่า แมลงดานา ก็เอาเป็นว่ายอมรับคำว่า "แมงดา" กันโดยปริยายก็แล้วกัน 

อนุกรมวิธาน (Taxonomy) 

         แมลงดานา ( Giant Water Bug ) อยู่ใน Family Belostomatidae อยู่ใน Suborder Cryptocerata แมลงในอันดับย่อยนี้มีการเจริญเติบโตแบบ Gradual metamorphosis กล่าวคือ ร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยด้วยการลอกคราบ ( Molting ) แมลงดานานี้มีโครงสร้างแข็งแรงอยู่ภายนอก เมื่อโตได้ระดับหนึ่งมันจะขยายตัวออกไม่ได้มันจึงจำเป็นลอกคราบเก่าออกเสียก่อน จึงจะเจริญเติบโตต่อไปได้ซึ่งแมลงดานานี้ เมื่อออกจากไข่ก็เป็นตัวอ่อนเลย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนในการเป็นหนอน (Larva ) แต่อวัยวะต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ ตัวจะเล็กกว่าซึ่งเราเรียกว่านิ้ม ( Nymph ) ระยะนี้ไม่มีปีก ตลอดจนอวัยวะสืบพันธุ์ยังไม่สมบูรณ์ พอลอกคราบครบ ๕ ครั้ง จะมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัยหรือตัวแก่ ซึ่งก็จะมีหนวดสั้นเห็นไม่ชัดเจนเพราะหนวดมันจะซ่อนอยู่ในร่องด้านล่างของส่วนหัวบริเวณใต้ตา มีตาเป็นตารวม ( Compound eyes ) มันจะอาศัยอยู่ตาม ห้วย หนองคลอง บึง สระทั่วๆ ไป

สำหรับการแบ่งแมลงดานาทางด้านอนุกรมวิธาน แบ่งเป็นดังนี้

วงศ์ (Phylum) : Arthropoda

  ชั้น (Class) : Insecta or Hexapoda

    อันดับ ( Order ) : Hemiptera

      ลำดับ (Suborder ) : Cryptocerata

        ครอบครัว Family : Belostomatidae

         ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lethocerus indicus Lip.-Serv. 

          ชื่อภาษาอังกฤษ : Giant water bug

            ชื่อภาษาไทย : แมลงดานา 

             ชื่อภาษาท้องถิ่น : แมงดา

 

รูปร่างลักษณะ 

         แมลงดานาตัวโตเต็มที่มีขนาดประมาณ ๓ นิ้ว ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ขนาดลำตัวของตัวผู้ยาวประมาณ ๗๐-๗๕ มิลลิเมตร ตัวเมียขนาดประมาณ ๘๐-๘๕ มิลลิเมตร มีลำตัวยาวเป็นรูปไข่ ด้านท้องและทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาสีดำ ปีกสีเกือบดำยกเว้นบริเวณขอบบางส่วนของปีกมีสีน้ำตาลอ่อน ขาคู่หน้าเป็นแบบขาว่ายน้ำ และมีขนอ่อนสีน้ำตาลคลุมตลอดทั้งขา ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของศีรษะ ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียวใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้วดูดกินน้ำเหลวๆในตัวเหยื่อ อาหารของแมลงดานา ได้แก่ ลูกกบ ลูกอ๊อด ลูกอึ่งอ่าง ปู ปลา กุ้ง ส่วนท้ายของท้องมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่ารยางค์ (Apical abdominal appendage) ลักษณะเป็นเส้นเรียวยาว ๒ เส้นคู่กัน ประกอบด้วยขนที่ละเอียดและไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่ในการหายใจโดยใช้รยางค์นี้โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำเพื่อดูดออกซิเจน แล้วนำไปเก็บในลำตัวทางปลายท่อ

         ๑. ตา (Eye ) ตาของแมลงดานาเป็นตารวม ( Compound eyes) มีตาใหญ่แข็งนูนกลมและพองโตสีน้ำตาลดำ เป็นมันวาว ๑ คู่ ตารวมนี้จะประกอบด้วย ตาหกเหลี่ยมเล็กๆ หลายร้อยตารวมกันเป็นตาใหญ่

         ๒. ขา (Legs ) แมลงดานามีขา ๓ คู่หรือ ๖ ขา และมีขาแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือขาที่ใช้สำหรับจับเหยื่อเป็นอาหาร และขาที่ใช้สำหรับในการว่ายน้ำ

         - ขาคู่หน้าหรือขาคู่ที่ ๑ เป็นขาสำหรับจับเหยื่อ ซึ่งประกอบด้วย Coxa และ Femer ที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง ส่วน Tibia จะเล็กเรียวโค้งเล็กน้อยที่ปลาย Tibia จะเป็นเล็บที่เรียวโค้งและปลายที่แหลมคม ใช้สำหรับเกาะเกี่ยวจับสัตว์เป็นอาหาร ซึ่งการใช้ขาคู่หน้าจับสัตว์เพื่อดูดกินเป็นอาหารนี้ จะจับแน่นถ้าไม่ปล่อยแล้วเหยื่อนั้นก็จะหลุดไปได้ยาก

         - ขาคู่ที่ ๒ และขาคู่ที่ ๓ เป็นขาว่ายน้ำ (Swimming legs ) ซึ่งคู่ที่ ๓ นั้นจะเป็นขาที่ช่วยให้แมลงดานาว่ายน้ำได้รวดเร็วขาคู่ที่ ๓ นี้จะกว้าง แบนและบางคล้ายใบพาย ใหญ่และยาวกว่า ขาคู่ที่ ๑ และคู่ที่ ๒ มาก ที่บริเวณด้านข้างของขาจะมีแผงขนที่ไม่เปียกน้ำขึ้นอยู่เป็นแถบยาว แผงขนนี้จะทำหน้าที่ ช่วยให้แมลงดานาว่ายน้ำได้รวดเร็วขึ้น เพราะในขณะที่แมลงดานาว่ายน้ำอยู่นั้น แผงขนดังกล่าวก็จะพองและฟูกระจายออกมาจากขาทั้ง ๒ ข้าง ช่วยให้ขาที่ทำหน้าที่เหมือนใบพาย กว้างและใหญ่ขึ้น สามารถจะจ้วงหรือวักน้ำได้มากขึ้น สำหรับใบพายที่ใช้กับเรือ ถ้าหากว่ามีการเสริมแบบเดียวกับแมลงดานาแล้วก็จะทำให้เวลาพายเรือก็จะแล่นได้เร็วขึ้นเช่นกัน

         ส่วนขาคู่ที่ ๒ จะเล็กกว่าขาคู่ที่ ๓ ซึ่งเป็นขาช่วยว่ายน้ำ บริเวณด้านข้างของเขาก็เป็นแผงขนที่มีแถบยาว เช่นเดียวกับขาคู่ที่ ๓ ขาคู่ที่ ๒ นี้ก็เป็นขาช่วยว่ายน้ำของขาคู่ที่ ๓ ลักษณะของขาจะเรียวค่อนข้างแบน แต่ไม่แบนใหญ่ เหมือนขาคู่ที่ ๓ มีแผงขนแคบและสั้นกว่าขาคู่ที่ ๓ และที่ Tibia ของขาคู่ที่ ๒ และคู่ที่ ๓ จะเป็นกรงเล็บที่โค้งงอและแหลมคมอยู่เป็นจำนวน ๑ คู่

         ๓. หนวด ( Antenna ) หนวดจะสั้น มีประมาณ ๔-๕ ปล้อง แต่หนวดนี้จะเห็นไม่ชัดเจนเพราะหนวดมันอยู่ในร่องลึกใต้ตา
 
         ๔. ปาก ( Mouth ) แมลงดานามีปากแบบเจาะดูด (Piercing Sucking type ) ซึ่งที่ปากจะเป็นท่อยาวที่โผล่ออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และมันจะเก็บซ่อนไว้ทางด้านล่างของศีรษะ ปากจะเป็นรูปคล้ายใบหอกที่ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลมเรียว ใช้สำหรับเจาะแทงเข้าไปในร่างกายของเหยื่อ แล้วก็จะดูดกินน้ำเหลวๆ ในร่างกายของลูกอ๊อดต่างๆ เช่น ลูกกบ ลูกอึ่งอ่าง ลูกเขียด ปลา ปู กุ้ง และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ

         ปากของแมลงดานาที่มีลักษณะคล้ายใบหอกนี้ ชาวบ้านจะเรียกว่า เหล็กหมาด เวลาจับแมลงดานาเขาจะคอยระวัง ไม่ให้แมลงดานาใช้เหล็กหมาดแทงได้ ถ้าใครถูกแทงที่นิ้วหรือที่มือ จะมีอาการปวดตั้งแต่บริเวณที่ถูกแทงขึ้นไปตามแขนคล้ายถูกแมลงป่องต่อยเอา คนที่แพ้หน้าตาก็จะบวมเห่อ และมีผื่นคันขึ้นตามลำตัว ต้องพาไปหาแพทย์เพื่อรักษาถ้าหากปล่อยทิ้งไว้แล้วให้หายเองจะกินเวลาหลายวัน ซึ่งก็จะไม่เป็นผลดีนักสำหรับผู้ที่ถูกต่อย

         ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ เขาห้ามกินแมลงดานาเพราะกินแล้วจะแสลง ถ้าขืนกินเข้าไปแล้วถ้าแพ้มากภายใน ๓-๔ ชั่วโมงเท่านั้น ก็จะมีอาการ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ขากรรไกรจะแข็งพูดไม่ได้ แต่ถ้าแพ้น้อยก็จะแสดงอาการอย่างเดียวกัน แต่ก็เป็นไม่นาน ภายในเวลา ๑ วันก็ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามตลอดไปถ้าลูกโตเดินได้แล้วก็สามารถกินแมลงดานาได้ตามปกติ
 
         ๕. ลำตัว (Body) ลำตัวของแมลงดานาโดยทั่วไปจะมีขนาดยาว ๒-๔ นิ้ว ตัวแบนสีน้ำตาลยาวรีเหมือนใบไม้

 

         แมลงดานาตัวผู้ จะมีลักษณะเด่นเห็นได้ชัดเจนคือ ลำตัวจะกลมป้อมและเล็กเรียวกว่าตัวเมีย ในตัวผู้จะมีกลิ่นหอมฉุนกว่าตัวเมีย

         แมลงดานาตัวเมีย ลำตัวแบนและโตกว่าตัวผู้ เมื่อนำมาเทียบขนาดกันส่วนบริเวณท้องจะกว้างและใหญ่กว่า ถ้าจะให้แน่นอนว่าเป็นแมลงดาตัวผู้หรือแมลงดาตัวเมียก็ให้ตรวจดูที่ก้นที่เราเรียกว่า รยางค์ โดยการแง้มตรงที่เป็นแฉกๆออกมาดูภายในก็จะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายกับเมล็ดข้าวสารก็แสดงว่าเป็นแมลงดานาตัวเมีย
 
         ส่วนในตัวผู้จะไม่เห็นอวัยวะลักษณะอย่างนี้ สำหรับเรื่องกลิ่นมีผู้บอกว่าแมลงดาตัวเมียก็มีกลิ่นฉุนเหมือนกันแต่ไม่เท่าตัวผู้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเวลาจับมาโดยเอาตัวผู้และตัวเมียรวมกัน กลิ่นของตัวผู้ก็อาจจะติดมากับตัวเมียจึงทำให้ตัวเมียมีกลิ่นหอม

         แมลงดานาที่โตเต็มที่จนเป็นตัวแก่แล้วจะมีสีของลำตัวค่อนข้างดำ ที่โคนขามีสีออกเขียวๆ ส่วนแมลงดานาที่ยังไม่แก่เต็มที่สีของลำตัวจะมีสีแดงเรื่อๆออกดำซึ้งในระยะที่ยังไม่แก่จัดนี้ กลิ่นของมันจะยังไม่ฉุนมากนักจึงยังไม่เป็นที่นิยมรับประทานกัน

         สีของแมลงดานาจะเปลี่ยนไปตามวัยกล่าวคือ เมื่อยังอ่อนอยู่ตัวจะออกสีเหลืองอมเขียว พอโตขึ้นมาอีกสีจะออกแดงเรื่อๆ และเมื่อโตเต็มที่แล้วสีจะค่อนข้างดำ สำหรับเรื่องสีที่ตัวของแมลงดานานั้นก็ขึ้นอยู่กับสีของน้ำธรรมชาติในแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงดานาด้วยคือ ถ้าน้ำใสสีของแมลงดานาจะออกสีเขียวอ่อน แต่ถ้าน้ำมีสีค่อนข้างดำสีของตัวแมลงดานาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ซึ้งการเปลี่ยนสีของแมลงดานาเป็นการพรางตังไม่ให้ศัตรูเห็นได้ง่าย
 
         ๖. ปีก (Wings) ปีกของแมลงดานาจะมี ๒ คู่ ดังนี้

         ปีกคู่ที่ ๑ หรือคู่แรก จะมีโคนของปีกติดกับบริเวณส่วนของอก และปลายปีกจะมาคลุมที่ลำตัว ปีกจะค่อนข้างแข็งและหนาเรียกว่า Corium ส่วนที่ปลายปีกจะมีแผ่นเยื่อบางๆอ่อนๆ ประกอบด้วยเส้นปีกที่ประสานกันเป็นลวดลายเรียกว่า Membrane ดังนั้นปีกคู่ที่๑ หรือปีกคู่แรกนี้ จะเป็นปีกแบบครึ่งหนาและครึ่งบางที่เรียกกันว่า Hemelytron จึงได้จัดแบ่งแมลงที่มีปีกแบบนี้ให้อยู่ในพวกมวน (Bugs) ใน Order Hemiptera ซึ่ง Hemi หมายความว่า ครึ่ง และคำว่า Ptera หมายถึง ปีก

         ปีกคู่ที่ ๒ หรือปีกคู่หลัง จะมีขนาดใหญ่กว่าคู่แรก แต่ปีกจะใสบางๆเป็นเยื่ออ่อนๆทั้งปีกประกอบด้วยเส้นปีกที่ประสานกันเป็นลวดลาย ซึ่งปีกคู่ที่๒ หรือปีกคู่สุดท้ายนี้จะซ้อนอยู่ใต้ปีกคู่แรก ซึ่งบริเวณโคนของปีกคู่หลังนี้ก็จะติดกับส่วนของอกแล้วคลุมบริเวณลำตัวเช่นเดียวกับปีกคู่แรก

         ๗. ระบบการหายใจ (Tracheal system) ที่ปลายท้องของแมลงดานาจะมีปลายโผล่ออกมาเรียกว่า รยางค์ ที่มีลักษณะเรียวยาว ๒ เส้นคู่กัน มีขนที่ละเอียดไม่เปียกน้ำ ทำหน้าที่สำหรับเป็นท่อที่ใช้ในการหายใจของแมลงดานา โดยมันจะใช้รยางค์นี้จับอากาศไว้ที่ใต้ท้องหรือช่องปลายสุดทางด้านก้นเวลาแมลงดานาขึ้นมาหายใจเราก็สามารถสังเกตได้จาก บริเวณผิวน้ำที่เห็นเป็นจุดดำโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำเพื่อดูดอากาศเข้าไปเก็บในตัวของมันเองทางท่อที่อยู่ปลายก้น การว่ายน้ำของแมลงดานามันจะว่ายโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำ พร้อมกับพลิกตัวหงายขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วว่ายน้ำดำลงไปเกาะติดกับกอหญ้า กอกกต่างๆ แต่ถ้ามันว่ายขึ้นมาเพื่อรับออกซิเจนแล้วมันจะอยู่ที่ผิวน้ำนานๆจนอากาศที่มันต้องการเก็บไว้เต็มที่ แล้วมันจึงดำกลับลงไปในน้ำ ในแมลงดานาตัวเล็กๆ มักจะชอบดำผุดดำว่าย ขึ้นๆ ลงๆ แต่ตัวที่โตแล้วนานๆ มันจึงจะว่ายมาทีหนึ่ง 
 

         ไข่ เป็นกลุ่มวางเรียงเป็นแถวตามต้นข้าวหรือต้นหญ้า หรือตามกิ่งไม้ขนาดเล็กในน้ำ ไข่มีสีน้ำตาลอ่อน มีลายเป็นขีดสีน้ำตาล ด้านบนมีจุด ระยะไข่ ๗-๘ วัน 

  • ตัวอ่อน เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อน ด้านบนของไข่จะเปิดออกเรียกกันว่าเปิดฝาชีหรือหมวก ตัวอ่อนจะอยู่ในท่าหงายท้องแล้วกระโดดลงในน้ำ ระยะแรกๆ ลำตัวนิ่ม สีเหลืองอ่อน ต่อมาเป็นสีเขียวปนเหลือง เมื่อโตขึ้นสีเหลืองปนน้ำตาล 
  • ตัวเต็มวัย เป็นมวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวกว้าง ๒-๒.๕ เซนติเมตร ยาว ๕-๗ เซนติเมตร ตัวแบนสีน้ำตาลยาวรีเหมือนใบไม้ ปากแบบเจาะดูด ขาคู่หน้าแบบจับเหยื่อ ตัวผู้มีกลิ่นฉุนและมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย เมื่อแง้มดูที่ปลายท้องตัวเมียจะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายเม็ดข้าวสาร 

พันธุ์ของแมลงดานา

          พิจารณาถึงลักษณะภายนอก เช่นปีก สีสัน ลวดลายของปีก นิสัย ตลอดจนการไข่ของแมลงดานามาแล้วก็สามารถแบ่งได้เป็น ๓ พันธุ์ ดังต่อไปนี้

         ๑. พันธุ์หม้อ มีลักษณะที่สังเกตได้ คือ ขอบของปีกจะมีลายสีทอง และขอบปีกจะคลุมไม่มิดส่วนหางของมัน พันธุ์นี้จะขยายพันธุ์ได้เร็วและไข่ก็ดกด้วย ซึ่งในท้องตลาดจะเห็นพันธุ์นี้วางขายอยู่มากมาย

         ๒. พันธุ์ลาย มีลักษณะที่สังเกตได้ คือ ขอบของปีกมีลายสีทองเช่นเดียวกัน แต่ขอบของปีกจะคลุมมิดหางของมัน พันธุ์นี้จะมีการวางไข่แต่ละครั้งไม่แน่นอน

         ๓. พันธุ์เหลืองหรือพันธุ์ทอง มีลักษณะที่สังเกตได้ คือตัวจะออกสีเหลืองทั้งตัว และจำนวนไข่ก็ไม่แน่นอนเช่นเดียวกับพันธุ์ลาย ตลอดจนมีนิสัยที่ไม่ดี กล่าวคือ มันชอบกินแมลงดานาพันธุ์อื่นๆ เป็นอาหารดังนั้นทางที่ดีแล้วควรแยกพันธุ์นี้ออกไปเลี้ยงต่างหากจะเป็นการดีที่สุด อย่าได้เลี้ยงรวมกันกับพันธุ์อื่นๆ

 

การจำแนกเพศ

         ลักษณะรูปร่างภายนอกของแมลงดานา ตัวผู้และตัวเมียมีความคล้ายคลึงกันมาก ยากแก่การจำแนกได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ จากการศึกษาสามารถการจำแนกเพศแมลงดานาได้จากลักษณะดังต่อไปนี้

         - ขนาด ตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย ในช่วงอายุที่เท่ากัน

         - ตัวผู้ส่วนท้องแฟบ ตัวเมียท้องป่อง โดยเฉพาะในช่วงมีไข่ แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารหรือไม่มีไข่ตัวเมียก็ท้องแฟบเช่นกัน

         - ตัวผู้จะมีกลิ่นฉุนเมื่อดมที่บริเวณโคนขาคู่ที่สอง แต่หากนำแมลงดานาตัวผู้และตัวเมียมาขังรวมกันก็จะทำให้ตัวเมียติดกลิ่นฉุนจากตัวผู้โดยการสัมผัสได้เช่นกัน

         - ดูสีที่โคนขาหน้า ถ้าเป็นตัวผู้จะมีสีขาว ส่วนตัวเมียจะเป็นสีเขียว แต่ต้องใช้ความชำนาญของผู้สังเกต

         - ดูจากติ่งเพศ เมื่อดึงรยางค์ที่อยู่ตรงปลายสุดของส่วนท้องออกมา จะพบอวัยวะสำหรับวางไข่มีลักษณะคล้ายเมล็ดข้าวสาร มีสีขาวและอ่อนนุ่มแสดงว่าเป็นตัวเมีย ส่วนตัวผู้จะไม่มี แต่วิธีนี้จะสังเกตความแตกต่างได้ยากหากไม่มีความชำนาญ และทำให้แมลงดานาบาดเจ็บได้ง่ายหรือถึงตายได้ การดูเพศวิธีนี้จึงไม่เหมาะสำหรับการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์แมลงดานา

         - วิธีที่จำแนกเพศแมลงดานาได้อย่างง่ายและมีความถูกต้องแม่นยำที่สุด คือ ให้จับแมลงดาหงายเอาด้านท้องขึ้น สังเกตที่ปลายหาง (telson) ใช้เล็บหรือกระดาษสีขาวสอดเข้าไปด้านล่าง (ภาพ) หากเป็นตัวผู้ หางจะมีลักษณะเป็นรูปใบพาย ยาว เรียว ขอบเรียบเสมอกัน ค่อยๆสอบแคบลงทีละน้อยจนถึงปลายสุด ส่วนตัวเมียหางจะมีลักษณะเป็นรูปใบพาย กว้างกว่าตัวผู้ ขอบเรียบเสมอกัน ตอนกลางจะหักมุมเล็กน้อยและสอบแคบลงมาหากัน ที่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนคือเพศเมียจะมีติ่งรูปสามเหลี่ยมสีน้ำตาลเข้มยื่นออกมาที่สุดปลายหางทั้งสองข้าง เห็นเป็นแฉกแยกจากกันชัดเจนและมีแถบสีดำจางๆที่ส่วนปลายหางทั้งสองข้าง


การจำแนกเพศแมลงดานา
  
แหล่งที่อยู่อาศัย
 
         แมลงดานา อาศัยในแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เป็นน้ำนิ่งประเภท หนอง คลอง บึงและตามท้องนา ออกหาอาหารในตอนกลางวันส่วนตอนกลางคืนเมื่อปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงจึงบินออกจากแหล่งน้ำบินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ที่อาศัย เมื่อใกล้สว่างจึงอาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนผิวน้ำเป็นตัวนำทางในการบินกลับแหล่งอาศัย เหตุนี้ทำให้ชาวบ้านมีวิธีการจับแมลงดานาอีกวิธีหนึ่งนอกจากการงมและช้อนจับในน้ำ คือ การใช้หลอดไฟ ติดล่อให้แมลงดานาเข้ามาหา และนำน้ำใส่กะละมังวางไว้ใต้หลอดไฟ หรือใช้ตาข่ายดักจับ เพื่อนำไปประกอบอาหารประเภทน้ำพริกต่างๆ (ทัศนีย์และสุภาพ, ๒๕๔๔)
 

ฤดูและการผสมพันธุ์

         ฤดูที่แมงดาจะออกแพร่พันธุ์ จะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม หรือเข้าหน้าฝนได้ประมาณสองอาทิตย์ และจะหยุดก่อนปลายฝนประมาณสองอาทิตย์ ในฤดูนี้บางแห่งจะมีน้ำขังอยู่มากบ้างน้อยบ้าง แมงดาในขณะที่บินมาจากไหนก็ตาม เมื่อตกลงยังพื้น โดยเจตนาของมันหรือโดยการกระทบกับสิ่งที่ทำให้มันเสียหลัก มันจะหาที่พักได้ง่ายเพราะทุกแห่งมีน้ำ แมงดาอาจพักซ่อนตัวในเวลากลางวันตามแอ่งน้ำเล็กๆ หรือในรอยเท้าสัตว์ เช่น วัว ควาย ซึ่งมีน้ำปนอยู่กับโคลนเล็กน้อย เมื่อถึงเวลากลางคืน แมงดาจะบินต่อไปอีก ฉะนั้นในบางโอกาสที่เราจับแมงดาได้ ปีกของมันจะยังเปื้อนโคลนอยู่ก็มี การที่แมงดาต้องอาศัยน้ำอยู่ตลอดเวลาก็เนื่องจากมันเป็นแมงชนิดสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibian) แมงดาตัวเมียเมื่อได้กลิ่นตัวผู้ ณ ที่ใดก็จะบินมาตกบริเวณนั้น แสงสว่างเป็นเครื่องชักจูงให้แมงดาบินมาเวียนวนในแถบนั้นเช่นเดียวกับแมลงทุกชนิดที่เคลื่อนไหวในเวลากลางคืน แหล่งที่แมงดาชอบลงเพื่อทำการขยายพันธุ์ คือ ที่ระดับน้ำไม่เปลี่ยนแปลงเร็วและมีอาหารพอที่ลูกแมงดาจะยังมีชีวิตอยู่ได้ แหล่งเหล่านั้น คือท้องนาและริมๆขอบบึงที่น้ำตื้น และในการผสมพันธุ์ตัวผู้จะปล่อยกลิ่นฉุนเรียกตัวเมีย แล้วเกาะบนหลังตัวเมีย ผสมพันธุ์ตามกอหญ้า กอข้าว

 
การวางไข่และการเจริญเติบโต

  • การวางไข่ของแมงดานา 
         แมงดานาไม่ชอบวางไข่ที่ไม้แข็ง เช่น ไม้เต็งรัง แต่จะวางที่ไม้สน หรือใบหญ้า ใบกก หรือต้นไม้ขนาดเล็ก สูงจากระดับน้ำประมาณ ๑๐ นิ้วหรือ ๑ ฟุต แล้วแต่ว่ามันจะรู้สึกว่าน้ำจะมามากหรือน้อย โดยตัวเมียจะปล่อยวุ้นออกมายึดไข่กับกิ่งไม้หรือกอหญ้า วางไข่เป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มมีประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ ฟอง ทั้งนี้แล้วแต่ความสมบูรณ์ของแมลงแมงดาที่ชอบที่เงียบๆ ไม่มีสิ่งรบกวนสำหรับการวางไข่ ไข่ที่วางไว้กับไม้หรือต้นไม้ ต้นข้าว จะมีวัตถุคล้ายวุ้นทำหน้าที่เป็นกาวยึดไข่ไว้อย่างมั่นคง ไข่ที่วางไว้ใหม่ๆ จะมีสีนวลน้อยๆ มีลายริ้วสีน้ำตาลประกอบ แล้วจะค่อยๆ คล้ำไปเล็กน้อย ไข่สีคล้ำเรียกว่าไข่แก่ เมื่อวางไข่แล้วตัวผู้จะคอยดูแลไข่ จนกว่าตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่และหากินเองได้ เพราะบางครั้งตัวเมียถ้าได้โอกาสก็จะกินไข่ของมันเอง 
 
ไข่แมลงดานา 
 
         ภายหลังห้าวันที่ได้มีการวางไข่ ลูกแมงดาอ่อนๆ จะเกิดเป็นตัวอยู่ในไข่ ภายหลัง ๖-๗ วัน ไข่จะฟักออกเป็นตัว โดยไข่จะเปิดฝาขอองมันคล้ายฝาชี แต่ไม่หลุดออกจากกัน ไข่เปิดฝาแบบนี้เรียกว่าเ ปิดแบบ opercular ลูกแมงดาจะค่อยๆ โผล่จากไข่ โดยการแบ่งตัวออกมาในท่าหงายท้องแล้วร่วงลงในน้ำ ลูกแมงดาจะอยู่นิ่งพักบนผิวน้ำครู่หนึ่งแล้วจึงดำลงใต้น้ำ ลูกแมงดาเกิดใหม่ๆ ตัวของมันเป็นสีนวล ไม่มีปีก สีของมันจะค่อยๆ เข้มขึ้น ภายในระยะเวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วโมง ครั้นแล้วจะเริ่มกินเหยื่ออย่างกระหายหิว (ลูกแมงดาเรียกกว่า nymphs) ซึ่งลูกอ๊อดเป็นเหยื่อที่ลูกแมงดาชอบมาก ในขณะที่ลูกอ๊อดผ่านมาในระยะอันสมควร ลูกแมงดาที่เกาะนิ่งอยู่ จะพุ่งตัวอย่างรวดเร็วเข้าเกาะที่ปลายหางลูกอ๊อด แล้วไต่อย่างรวดเร็วเข้าสู่โคนหาง ลูกแมงดาจะช่วยเหลือตัวเองได้ประมาณครึ่งชั่วโมงภายหลังการออกจากไข่ ระยะนี้เป็นระยะสำคัญในการเลี้ยงลูกแมงดา ต้องระวังเรื่องขาดแคลนอาหารหรือจัดที่เลี้ยงแคบเกินไป ถ้าขาดความระมัดระะมังในเรื่องนี้ลูกแมงดาจะกินกันเองจนกระทั่งครอกหนึ่งจะเหลือตัวเก่งอยู่สองสามตัวหรืออาจเหลือเพียงตัวเดียวก็ได้ แมงดาที่เสียเปรียบในการรักษาตัวรอด คือ ตัวที่ทำอาการเคลื่อนไหวซึ่งพี่น้องของมันจะจับกินเป็นเหยื่อ การหายใจของลูกแมงดาทำโดยวิธีจับอากาศจากผิวน้ำไว้ใต้ท้องหรือใช้ท่อที่อยู่เกือบสุดปลายตัวของมันจ่ออยู่ที่ผิวน้ำ นอกจากท่อ ๒ ท่อ อยู่เกือบสุดปลายของลูกแมงดา ยังมีท่อที่ขอบตัวของมันทุกๆ ปล้อง ท่อเหล่านี้เรียกว่า tracheae ลูกแมงดาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำเมื่อออกซิเจนซึมเข้าตัวของมันหมด มันจะโผขึ้นสู่ผิวน้ำและทำอาการพลิกหงายท้องเพื่อจับอากาศใหม่เพื่อหายใจแล้วดำลงซ่อนตัวเหมือนเดิม

แมลงดากินอาหาร

การเจริญเติบโต 
 
         การเจริญเติบโตของแมงดาเป็นไปโดยการลอกคราบ (molting) แมงดาจะลอกคราบรวมทั้งหมดห้าครั้ง จึงจะเป็นแมลงมีปีกโดยสมบูรณ์ แมงดาที่ลอกคราบในครั้งที่สี่ที่ห้าจะไม่สามารถกินเหยื่อได้ในวันแรกๆ เพราะตัวของมันยังอ่อนนิ่มอยู่ ปากของมันยังไม่แข็งพอที่จะเจาะเหยื่อ ขาของมันก็ยังไม่แข็งพอที่จะกอดรัดเหยื่อไว้ให้มั่นคงได้ มันจะอาศัยเพียงอากาศหายใจ ท่อหายใจตามขอบตัวมันยังเป็น nymphs จะปิดหมด และใช้อวัยวะที่มีอยู่สุดปลายตัวต่อจากท่อถ่ายและอวัยวะสืบพันธุ์เป็นเครื่องหายใจ 

วงจรชีวิตของแมงดานา Lethocerus indicus Lep.-Serv. 

วงจรชีวิตแมลงดานา

 
 
วิธีการจับเหยื่อ

         แมงดามีความว่องไวในการจับเหยื่อ ช่วงแรกมันจะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับตัวปล่อยให้เหยื่อ เช่น ลูกปลา ลูกกุ้ง ว่ายน้ำผ่านไป เมื่อเข้ามาระยะพอเหมาะ แมงดาจะพุ่งตัวเข้าไปหาเหยื่อใช้ขาคู่หน้าจับเหยื่อไว้และใช้ปากเจาะ แล้วปล่อยสารพิษเข้าไปในผิวหนังของเหยื่อ ดูดของเหลวจากตัวเหยื่อ 

 

การเลี้ยงแมงดานา 

  • การเลือกสถานที่

         สถานที่ที่เหมาะสมในการทำบ่อเพาะเลี้ยงแมงดานา ควรเป็นที่โล่งเเจ้งใกล้แหล่งน้ำแต่น้ำท่วมไม่ถึง และต้องไม่พลุกพล่านซึ่งบ่อเลี้ยงแมงดาไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก 

  • บ่อเลี้ยง 

         ขนาดของบ่อที่นิยม คือ ให้มีความยาวเป็นบวกหนึ่งของด้านกว้าง และขนาดที่เหมาะสมที่สุดควรมีพื้นที่บ่อประมาณ ๒๐ ตารางเมตร โดยด้านข้างทั้งสี่ด้านควรลาดเททำมุม ๔๕ องศา และตรงกลางบ่อทำเป็นหลุมลึกสักจุดหนึ่งเพื่อใช้รวบรวมของเสียและง่ายต่อการกำจัด และที่ขาดไม่ได้ คือ ชานบ่อโดยรอบให้กว้างประมาณ ๑ เมตร ส่วนนี้ไม่ต้องเทซีเมนต์แต่ปล่อยทิ้งไว้เป็นดิน เพื่อที่เราจะปลูกต้นไม้ใช้เป็นที่พักอาศัยของแมงดา อาจปลูกต้นกก ผักบุ้งหรือเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด นอกจากนี้บ่อเลี้ยงต้องขึงตาข่าย ตาไม่ใหญ่กว่า ๑ ซม. ป้องกันไม่ให้แมงดาบินหนี หรือมีนก หนูเข้าไปลักกินแมงดานา ส่วนหลังคาต้องกันแดดกันฝนได้ดี

 

รูปแบบบ่อเลี้ยงแมลงดานา

 

  • การหาพันธุ์แมลงดานามาเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์

พันธุ์แมลงดานาสามารถหาพันธุ์ได้ทุกท้องที่โดยการ

         ๑. หาซื้อตัวแก่จากตลาดมาเลี้ยง โดยนำมาใส่ในบ่อเพาะเลี้ยงประมาณ ๑ เดือนก็จะออกไข่

         ๒. การจับลูกแมลงดานามาเลี้ยง โดยการใช้สวิงช้อนตัวอ่อนที่อยู่ใน สระ หนอง คลอง บึง และในท้องนามาเลี้ยง ซึ่งจะได้แมลงดานาหลายรุ่น ดังนั้นเวลาเลี้ยงก็ต้องแยกรุ่นเลี้ยงมิฉะนั้นจะเกิดปัญหาตอนลอกคราบจะกินกันเอง การจับลูกแมลงดานามาเลี้ยงโดยวิธีนี้ก็อาจจะได้แมลงดานาตัวแก่ติดมาด้วย เราก็ต้องนำมาแยกเลี้ยงเช่นเดียวกัน

         ๓. การหาไข่แมลงดานามาเพาะเลี้ยง โดยทั่วๆ ไปแล้วแมลงดานาจะออกไข่ตาม กอหญ้า กอกก ต้นไม้เล็กๆ ตลอดจนกอข้าวที่อยู่ในท้องนา เราก็ต้องไปหาดูในช่วงฤดูฝน เมื่อได้ไข่มาแล้วเราก็นำไปเพาะให้เป็นตัวอ่อนจากไข่เป็นตัวอ่อนก็ประมาณ ๗-๘ วัน ซึ่งก็จะได้ลูกแมลงดานาขนาดวัยไล่เลี่ยกันและเลี้ยงประมาณ ๒-๓ เดือน ก็สามารถนำมาผสมพันธุ์ได้

         ๔. การใช้แสงไฟล่อตัวแก่เพื่อนำมาเพาะเลี้ยงให้ออกไข่ โดยการตั้งเสาไม้ไผ่ให้สูงประมาณ ๖-๗ เมตร แล้วใช้ตาข่ายขึงให้สูงใกล้ๆ กับแสงไฟ แสงไฟที่ใช้อาจเป็นสีน้ำเงินหรือใช้ไฟแบล็คไลท์ ซึ่งเป็นแสงสีม่วงก็ได้ซึ่งเป็นแสงที่แมลงดานาชอบ เมื่อเห็นแสงนี้แล้วจะออกมาบินเวียนไปมาแล้วมันจะเกาะติดที่ตาข่าย เราก็จับมันลงมาเลี้ยงเพื่อให้ออกไข่ ซึ่งการจับโดยวิธีนี้ก็จะได้แมลงดานาที่มีหลายรุ่นด้วยกัน จากนั้นก็นำมาแยกรุ่นเลี้ยงประมาณ ๑ เดือน หลังจากนำมาเลี้ยงก็จะออกไข่ 

  • การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ให้วางไข่

         หลังจากทำบ่อและบ่มจนน้ำหมดกลิ่นปูนเรียบร้อยแล้วก็จัดการหาพ่อแม่พันธุ์แมงดานามาปล่อยลงไปได้เลย โดยน้ำที่ใส่ต้องเป็นน้ำสะอาดจากน้ำคลองที่สูบขึ้นมาพักจนตกตะกอนดีแล้วจะดีที่สุด ใส่น้ำให้ได้ระดับความลึกประมาณ ๗๐-๘๐ เซนติเมตร แล้วปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงไปในอัตรา ๕๐ ตัวต่อ ๑ ตารางเมตร สัดส่วนของตัวผู้กับตัวเมีย ๑ ต่อ ๑ ดีที่สุด แต่สัดส่วน ๑ ต่อ ๕ ก็ได้ผลดีพอสมควร การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์แมงดานาช่วงที่ดีที่สุด

         ควรเป็นช่วงตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคม เนื่องจากเป็นแมงดาวัยรุ่นยังไม่มีไข่ ( เขาว่าแมงดานาที่มีไข่ติดท้อง หากตกใจจะกลั้นไข่จนตายในที่สุด) แต่เราสามารถแยกเพศได้แล้ว โดยดูที่อวัยวะสืบพันธุ์ ตรงก้นที่เห็นเป็นรยางค์แฉกๆ ลองแง้มดูภายในหากเห็นเป็นอวัยวะคล้ายเม็ดข้าวสารแแสดงว่าเป็นตัวเมียแน่นอน ขั้นตอนการเตรียมบ่อเพื่อให้แมงดานาผสมพันธุ์เริ่มจากลดระดับน้ำลงจากเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง พร้อมกัดจัดการเก็บไม้น้ำ โพรงไม้ ขอนไม้ หรืออะไรที่ลอยน้ำเป็นที่ยึดเกาะของแมงดานาออกจากบ่อให้หมดโดยนำไม่ไผ่หรือกิ่งไม้แห้งๆ ใส่ลงไปแแทนที่ ทิ้งไว้แบบนี้ ๓-๔ วัน ก่อนเปลี่ยนน้ำเข้าไปใหม่ในระดับเดิม คือ ประมาณ ๘๐ เซนติเมตร หรือเกือบเต็มบ่อก็ได้ จากนั้นเก็บกิ่งไม้ไผ่ กิ่งไม้ออก ใส่ลูกบวบลงไปแทน โดยลูกบวบนี้ทำจากท่อนกล้วยยาวท่อนละ ๑ เมตร ที่ถ่วงน้ำหนักให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของท่อนกล้วยจมน้ำด้านนี้เสมอ ส่วนด้านบนที่ไม่จมน้ำปักด้วยซี่ไม้ไผ่หรือไม้เสียบลูกชิ้นยาวคืบกว่าๆ เป็นแถว กะว่าแต่ละอันห่างกันประมาณ ๑๐ ซม. แมงดานาจะขึ้นมาวางไข่ตามไม้ที่ปักไว้นี้ หลังจากนี้ประมาณ ๓-๔ วันไปแล้ว ซึ่งเมื่อเห็นว่าแมงดานาวางไข่แล้วเต็มที่ก็ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยงในบ่ออื่นให้หมด นอกจากนี้แล้วแมงดานาตัวเมียจะวางไข่ได้อีก ๒-๓ ครั้ง ในแต่ละช่วงปีห่างกันครั้งละ ประมาณ ๑ เดือน ดังนั้นหากต้องการมีแมงดานาขายอย่างต่อเนื่องแล้วอาจจะต้องลงทุน ทำบ่อไว้หลายบ่อโดยวิธีเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หลังจากวางไข่ผสมพันธุ์แล้วจะดีกว่า เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้จะเร่งให้มันผสมพันธุ์วางไข่เร็วขึ้น โดยพ่อแม่ พันธุ์แต่ละรุ่น มักนิยมใช้กันแค่ปีเดียว คือ วางไข่ได้ ๒-๓ ครั้ง ก็จับขายแล้วคัดเอาบรรดาลูกๆ รุ่นใหม่เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

         หรือการเลี้ยงอีกวิธีหนึ่งก็คือ โดยการมัดกลุ่มไข่หรือเสียบกับลวดเพื่อวางยืนในกล่อง ใส่น้ำและวางกล่องในถาดหล่อน้ำ กันมด ไข่ที่ใกล้ฟักจะมีสีเข้มชัดเจน พองผิวเต่งตึง แมงดามักจะออกจากไข่ช่วงเช้าและเย็น เมื่อฟักออกจากไข่จะหงายท้องและดีดตัวร่วงลงน้ำ ตัวอ่อนที่ฟักออกจากตัวใหม่ๆ จะสีเหลืองอ่อน ด้านในลำตัวสีเขียว ตาสีดำ ต่อมาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง สีจะคล้ำขึ้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา 

  • การเลี้ยงแมลงดานาตั้งแต่ไข่ถึงตัวแก่
         ระยะที่ ๑ ระยะไข่ ไข่ที่ออกมานั้นจะเรียงตัวเป็นแถวๆ หลังจากไข่ออกมาแล้วประมาณ ๑-๔ วัน ขนาดของไข่จะมีขนาดกว้าง ๐.๑ เซนติเมตร ยาว ๐.๒ เซนติเมตร ไข่จะเป็นสีน้ำตาลเข้มๆ ที่ส่วนยอดของไข่จะเป็นขีดและมีจุดจางๆ ที่ยอด พอวันที่ ๕-๗ ไข่ก็จะมีขนาดกว้างประมาณ ๐.๓๕-๐.๔ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๐.๔๕-๐.๕ เซนติเมตร และไข่นั้นก็จะเต่งเต็มที่ สีของไข่จะจางลงเป็นสีเทาๆ บริเวณโคนไข่จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ปลายไข่เป็นขีดสีน้ำตาลที่ปลายสุดก็จะเป็นจุดสีน้ำตาล ๑ จุด พอวันที่ ๘ ปลายยอดไข่ก็จะเปิดออกซึ่งเรียกกันว่า เปิดฝาชี การเปิดฝาชีออกมาก็จะเปิดเป็นชุดๆ ซึ่งก็แล้วแต่ การเจริญเติบโตของไข่ไม่พร้อมกัน พอเปิดฝาชีได้ไม่นาน ตัวอ่อนก็จะกระโดดลงน้ำพร้อมๆ กันจนกว่าไข่จะหมดรัง แต่ก็มีบางฟองที่เหลืออยู่บ้างที่ไม่ฟัก แต่ก็มีจำนวนน้อย ตัวอ่อนที่เปิดฝาชีนั้นจะโผล่ส่วนหัวออกมาก่อน ส่วนหัวจะเป็นสีเหลืองและมีลูกตาสีดำ ๒ ข้าง แต่ยังไม่หลุดจากไข่จนตัวอ่อนกระโดดลงน้ำซึ่งใช้เวลาประมาณ ๕-๖ ชั่วโมง
 
         ระยะที่ ๒ เป็นระยะตัวอ่อน ตัวอ่อนที่จะออกจากไข่จะเบ่งตัวของมันเองในท่าหงายท้องแล้วร่วงลงในน้ำเมื่อออกมาครั้งแรกตัวจะป้อมๆ และมีสีเหลือง ตัวจะนุ่มนิ่มหลังจากตกลงในน้ำแล้วมันจะหยุดนิ่งชั่วครู่ ตัวอ่อนมีขนาด กว้าง ๐.๓ เซนติเมตร ยาว ๐.๘ เซนติเมตร พอประมาณ ๒-๔ นาที ตัวอ่อนจะขยายตัวหรือเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมระยะเวลาในการฟักไข่ของแมลงดานา ตั้งแต่ไข่จนถึงเป็นตัวอ่อนประมาณ ๗-๘ วันแต่ไม่เกิน ๑๐ วัน ลูกแมลงดานาเริ่มกินอาหารหลังจากฟักแล้วประมาณ ๑๒-๑๔ ชั่วโมง โดยหลังจากเป็นตัวอ่อนแล้ว ๓ วัน ตัวก็จะขนาดกว้าง ๐.๕ เซนติเมตร ยาว ๑.๐ เซนติเมตร ลำตัวมีสีเข้มขึ้น

         ระยะที่ ๓ เป็นระยะลอกคราบ แมลงดานาจะลอกคราบเป็นจำนวน ๕ ครั้งเพื่อที่จะเพิ่มขนาดของลำตัวและความยาวก่อนจะลอกคราบนั้น แมลงดานาจะอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวระยะนี้มันจะไม่กินอาหาร โดยเกาะอยู่ตามกอหญ้า กอกก หรือกอข้าว หรือบางครั้งมันจะดำลงไปในน้ำนานๆ จึงโผล่ขึ้นมาครั้งหนึ่ง พอประมาณ ๒ วัน บริเวณส่วนหัวตรงต้นคอก็เกิดรอยแตกปริออกมา หลังจากนั้นตัวแมลงดานาก็จะค่อยๆ คลานออกมาซึ่งการลอกคราบของแมลงดานามีดังต่อไปนี้

         - การลอกคราบครั้งที่ ๑ ก่อนการลอกคราบตัวอ่อนจะมีขนาดกว้าง ๐.๖ เซนติเมตร ยาว ๑.๑ เซนติเมตร และเมื่อมีอายุประมาณ ๕-๖ วัน ลักษณะตัวจะอ้วนป้อมมีสีเหลืองอมเขียวระยะนี้จะไม่กินอาหารจะอยู่นิ่งๆ ลอกคราบครั้งแรกนี้จะออกทางบริเวณต้นคอของตัวเก่า ตัวใหม่ออกมาจะมีสีเขียวอมเหลืองและทิ้งคราบเก่าลอยเหนือน้ำ ตัวอ่อนจะนิ่มขนาดใหญ่กว่าเดิม ระยะเวลาจากตัวอ่อนจนถึงลอกคราบครั้งแรกประมาณ ๕-๗ วันและในระยะนี้แมลงดานายังไม่มีปีกรวมอายุแล้วประมาณ ๑๒ -๑๕ วัน 

         - การลอกคราบครั้งที่ ๒ ก่อนการลอกคราบครั้งที่ ๒ แมลงดานาจะมีขนาดกว้าง ๐.๗ เซนติเมตร ยาว ๑.๗ เซนติเมตร หลังจากลอกคราบครั้งที่ ๑ แล้วประมาณ ๕-๗ วัน ก็จะลอกคราบอีก โดยก่อนการลอกคราบมันจะเกาะนิ่งๆ อยู่ตามต้นหญ้า ต้นกก แล้วจากนั้นบริเวณต้นคอก็จะปริแตกออกมา จากนั้นมันก็จะคลานออกจากคราบของมันออกเป็นตัวใหม่ ระยะนี้ตัวจะป้อมๆ มีสีเหลือง อมน้ำตาล ตัวจะอ่อนนุ่มนิ่ม และหลังจากออกจากคราบแล้วมันจะไม่ค่อยโผล่ขึ้นเหนือน้ำให้เราเห็น จนกว่ามันจะแข็งแรงมันถึงจะขึ้นมาในระยะนี้แมลงดานายังไม่มีปีก รวมอายุแล้วได้ประมาณ ๑๗-๒๒ วัน

         - การลอกคราบครั้งที่ ๓ หลังจากการลอกคราบครั้งที่ ๒ อีกประมาณ ๕-๗ วัน มักจะมีการลอกคราบอีก วิธีการลอกคราบก็เหมือนกับครั้งที่ ๑ และ ๒ ตัวที่ลอกคราบออกมาใหม่นี้จะมีสีเขียว ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล วัดขนาดได้กว้าง ๑.๖-๑.๗ เซนติเมตร ยาว ๓.๕-๔.๐ เซนติเมตร ในระยะนี้ก็ยังไม่มีปีก รวมอายุแล้วได้ประมาณ ๒๒-๒๙ วัน

         - การลอกคราบครั้งที่ ๔ หลังจากการลอกคราบครั้งที่ ๓ อีกประมาณ ๕-๗ วัน ก็จะมีการลอกคราบออกมาใหม่นี้ จะเป็นสีเขียวอมน้ำตาลเข็ม บริเวณลำตัวจะเริ่มมีขนสีน้ำตาล วัดขนาดได้กว้าง ๒.๔-๒.๕ เซนติเมตร ยาว ๕.๕-๕.๖ เซนติเมตร ในระยะนี้ก็ยังคงไม่มีปีกรวมอายุแล้วได้ประมาณ ๒๗-๓๖ วัน

         - การลอกคราบครั้งที่ ๕ เป็นขั้นสุดท้าย หลังจากการลอกคราบครั้งที่ ๔ แล้วอีกประมาณ ๕-๗ วันก็จะลอกคราบอีกเป็นครั้งสุดท้าย วิธีการลอกคราบก็เหมือนครั้งต้นๆ หลังจากออกจากคราบแล้ว จะเป็นตัวแก่ที่สมบูรณ์คือ มีปีกเหมือนแมลงดานาที่เราจับมาประกอบอาหาร ตัวจะสีน้ำตาล ด้านปลายสุดของปีก จะเป็นแผ่นบางๆ สีน้ำตาลใสบริเวณลำตัวจะมีขนสีน้ำตาล เมื่อวัดขนาดแล้วจะมีขนาด ดังนี้ 

  • ในแมลงดานาตัวผู้ กว้าง ๒.๐-๒.๑ เซนติเมตร ยาว ๕.๐-๕.๑ เซนติเมตร 
  • ในแมลงดานาตัวเมีย กว้าง ๒.๕-๒.๖ เซนติเมตร ยาว ๖.๕ - ๗.๐ เซนติเมตร 
  • อายุตั้งแต่ไข่จนถึงเป็นตัวแก่ของแมลงดานาจะมีอายุประมาณ ๓๒-๔๓ วัน  

  • การดูแลระหว่างการเลี้ยงแมลงดานา

         ๑. อาหาร อาหารของแมลงดานาได้แก่ สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำและต้องมีชีวิตด้วย ถ้าเป็นสัตว์น้ำที่ตายแล้วนำไปให้แมลงดานากินมันก็จะไม่กิน ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าน้ำเลี้ยงที่แมลงดานาจะดูดจากสัตว์น้ำที่ตายแล้ว รสชาติอาจจะจืดชืดไม่เหมือนตอนที่มีชีวิตก็เหมือนมนุษย์เรา สำหรับอาหารที่จะให้แมลงดานากินก็ได้แก่ ลูกอ๊อด เช่น ลูกกบ ลูกเขียด ลูกอึ่งอ่าง กุ้ง ปู ปลา กบที่มีขนาดโตพอสมควรแต่ไม่เกินไปนัก 

         ๒. การให้อาหาร การให้อาหารก็ควรแบ่งการให้อาหารของแมลงดานาในระยะต่างๆ กันดังนี้ 

         - แมลงดานาในระยะเล็ก อาหารของลูกแมลงดานาก็ได้แก่ พวกลูกอ๊อดต่างๆ แต่สำหรับลูกคางคกไม่ควรให้จะเป็นอันตรายต่อลูกต่อลูกแมลงดานาเพราะตัวคางคกเองมีเส้นเมา เมื่อกินเข้าไปแล้วจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ในระยะที่ยังเล็กอยู่มันจะกินอาหารจุมากการ สำหรับเวลาที่ให้อาหารควรให้ในตอนเช้ามืดและตอนค่ำ จะเป็นการดีเพราะลูกแมลงดานาชอบเงียบๆ ถ้าพลุกพล่านแล้วมันจะตื่นตกใจ อาจจะไม่กินอาหารและในระยะนี้มีเศษอาหารที่มันดูดกินทิ้งไว้มาก โดยเศษอาหารนี้จะลอยอยู่ที่ผิวน้ำ จึงต้องมีการเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็น ๗ วันต่อครั้ง

         - การให้อาหารในระยะวัยรุ่น ถึงโตเต็มที่แล้ว หลังจากลอกคราบครั้งที่ ๕ ซึ่งเป็นตัวแก่และมีปีกแล้วก็มีอายุประมาณ ๓๒-๔๓ วันก็ให้ย้ายลงบ่อเลี้ยงได้ สำหรับบ่อเลี้ยงนี้ก็จะใช้ตาข่ายบุรอบๆ บ่อเลี้ยง ตาข่ายนี้ควรจะให้มีรูโตประมาณ ½ นิ้วเพราะในระยะนี้มันโตแล้ว และไม่สามารถรอดตาข่ายออกมาได้ ก็เลี้ยงจนจับออกไปจำหน่ายได้ การให้อาหารในระยะนี้ก็ได้แก่ พวกปู ปลา กุ้ง กบที่มีขนาดโตพอสมควรหรือถ้าให้พวกลูกอ๊อดมันก็จะดูดกินด้วย โดยให้อาหารวันละครั้งและควรให้อาหารเป็นเวลาด้วย แมลงดานาจะชอบกินกบมากกว่าปู และปลา เพราะว่ามันจะเอาตัวประกบเข้ากับตัวกบได้ง่ายกว่า ปลา และปู และมันชอบกินลูกอ๊อด ซึ่งเป็นลูกกบ ลูกเขียด ลูกอึ่งอ่างมาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว ซึ่งเป็นอาหารที่มันเคยกินและชอบในตอนเล็กๆ สำหรับปูนาที่เราให้เป็นอาหารแมลงดานาก็ให้ทั้งเป็นๆ ไม่ต้องหักขาออกเพียงแต่หักก้ามออกเท่านั้นก็พอ เพราะปากแมลงดานาเป็นปากดูด จึงไม่จำเป็นต้องเคี้ยวมันจะใช้ปากแทงเข้าไปในตัวปู ในส่วนอ่อนๆ แล้วดูดน้ำเลี้ยงในตัวปูออกมา และเมื่ออาหารที่ดูดกินจนหมดแล้วจะลอยมาบนผิวน้ำก็ต้องเก็บทิ้งไปเสียเพื่อไม่ให้น้ำในบ่อเน่าเสียเร็ว 

  • น้ำสำหรับเลี้ยงแมลงดานา 

         แมลงดานาในชีวิตขาดน้ำไม่ได้แม้แต่ว่าในฤดูแล้งมันก็ยังต้องการน้ำ โดยมันจะไปหมกตัวอยู่ในโคลนตมที่มีน้ำขัง ดังนั้นน้ำจึงมีส่วนสำคัญต่อชีวิตของแมลงดานาเป็นอย่างยิ่ง น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำจากธรรมชาติจะดีที่สุดเช่น น้ำตาม ห้วย บ่อ สระ หนอง คลอง บึง และน้ำในท้องนา สำหรับน้ำประปาไม่ควรจะนำมาเลี้ยงแมลงดานาเพราะ มีคลอรีนซึ่งก็อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อการเจริญเติบโตของแมลงดานาได้ การเปลี่ยนน้ำควรเปลี่ยนประมาณ ๗ วันต่อครั้ง แต่ถ้าน้ำเริ่มมีกลิ่นเหม็นควรรีบเปลี่ยนน้ำทันทีเพื่อป้องกันน้ำเสีย ถ้าหากแมลงดานากินอาหารไม่หมดควรเก็บขึ้นมาและนำไปฝังหรือทิ้งไกลๆ เพื่อป้องกันเกิดตัวหนอนในบ่อซึ่งอาจทำร้ายลูกแมลงดานาได้
 

  • การดูแลอื่นๆ

         ๑. อย่าให้ใครไปรบกวนแมลงดานาในตอนกลางคืนหรือตอนกลางวัน เพราะในตอนกลางคืนมันจะไต่ขึ้นมาเกาะตาข่ายและพื้นที่ชานบ่อ เมื่อมีคนหรือสัตว์มารบกวนมันก็จะหลบลงไปในน้ำทันทีหรือถ้ามีแสงไฟล่อแมลงมันก็จะบินวนไปมา ทำให้สูญเสียพลังงาน 

         ๒. ควรตรวจดูรอบๆ โรงเรือนที่เลี้ยง โดยเฉพาะตาข่ายอย่าให้มีรูพอที่แมลงดาจะรอดออกไปได้ มิฉะนั้นแล้วแมลงดานาก็อาจจะหนีออกไปหมดได้หรือศัตรูของแมลงดานาอาจจะเข้ามาก็ได้

         ๓. ในช่วงแมลงดานากำลังลอกคราบจะอ่อนแอมาก เพราะตัวจะอ่อนนุ่มนิ่มไม่เคลื่อนไหวจึงต้องระวังไม่ให้มันตกใจ จึงควรระวังการเข้าออกในบ่อเลี้ยง

         ๔. ให้หมั่นเก็บซากเหยื่อที่แมลงดานาดูดกินหมดแล้วออกจากบ่อเลี้ยง

         ๕. ถ้าเห็นว่ามีเห็บมาเกาะที่ตัวแมลงดานาก็ให้ถ่ายน้ำออกเปลี่ยนน้ำใหม่

 

ศัตรูของแมลงดานา

         ๑. ในระยะไข่จะมีมดมาไต่ตอมและกินไข่ในขณะที่ไข่แมลงดานากำลังฟักเป็นตัวเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังมีเชื้อรา โดยเฉพาะไข่ที่เรานำมาฟักนั้นปักอยู่ใกล้ระดับน้ำเกินไปก็จะเกิดเชื้อราขึ้น รานี้มีสีขาวเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะลุกลามไปหมดทั้งรัง

         ๒. ในระยะตัวอ่อน แมลงดานาด้วยกันเองก็เป็นศัตรูที่สำคัญ ถ้าหากมีอาหารไม่เพียงพอแมลงดานาก็จะกินกันเอง โดยเฉพาะในบ่อเลี้ยงที่มีแมลงดานาหลายๆ รุ่นซึ่งลอกคราบก็ลอกคราบคนละรุ่นกัน ซึ่งตัวที่กำลังลอกคราบก็จะอ่อนนุ่มนิ่ม จึงเป็นเหยื่อของตัวที่แข็งแรงกว่าจับกินเป็นอาหารวิธีแก้ไขควรแยกรุ่นเลี้ยง

         ๓. ในระยะตัวแก่ ก็คือ เห็บ (Tick) โดยมันจะเกาะตามส่วนต่างๆ ของตัวแมลงดานา แต่เท่าที่เห็นส่วนมากจะเกาะบริเวณส่วนท้องและคอ ซึ่งมันจะดูดเลือดหรือน้ำเลี้ยงของแมลงดานา ทำให้แมลงดานาเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็อาจเนื่องมาจากจำนวนแมลงดานาในบ่อเลี้ยงแน่นเกินไป หรืออาจเป็นการทำให้สมดุลย์ธรรมชาติที่ต้องมีศัตรูคอยเบียดเบียน สำหรับตัวเห็บจะมีลักษณะรูปไข่ มีสีน้ำตาลอมแดงมีขนาดกว้างประมาณ ๐.๐๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๐.๑ เซนติเมตร การแก้ไขก็ให้ระบายน้ำออกให่ใส่น้ำสะอาดเข้าไปในบ่อเลี้ยง และลดจำนวนแมลงดานในบ่อให้น้อยลง และอีกปัญหาหนึ่งคือ ตัวทาก ซึ่งเป็นตัวเล็กๆ คล้ายกับปลิง จะมาเกาะที่ตัวแมลงดานาตัวแก่แล้วดูดกินน้ำเลี้ยงจากตัวแมลงดานา ทำให้แมลงดานาเจริญเติบโตไม่เต็มที่เท่าที่ควร 


วิธีการจับ

         ๑. ใช้มือจับ

         ๒. ใช้สวิงจับหรือช้อนตามไม้น้ำ

         ๓. ใช้แสงไฟล่อ ติดตั้งหลอดแบล็กไลต์บนเสาไม้ไผ่สูงๆ ใช้ตาข่ายขึง กั้นให้สูงแมงดาจะมาเล่นไฟ 

         ๔. ปัจจุบันมีเครื่องจับแมลงดานาแบบพื้นบ้านซึ่งเป็นผลงานการคิดค้นของจ่าสาย ศรีสมุทร สภอ.นาแก จังหวัดนครพนม โดยการใช้สังกะสีแผ่นเรียบมาตัดต่อบัดกรีให้เรียบร้อยเป็นกรวยปากกว้าง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕ เมตร ความสูงของกรวย ๑ เมตร และด้านล่างทำเป็นท่อกลวงขนาดกระป๋องนม ยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร การติดตั้งเครื่องมือให้เลือกสถานที่ใกล้แหล่งน้ำ โดยตั้งเสาสูงประมาณ ๖ เมตรติดหลอดแบล็กไลต์ไว้ล่อแมงดา ด้านล่างติดตั้งกรวยสังกะสีหงายปากกรวยขึ้น มีไฟนีออนสีฟ้าล่อไว้อีกดวงหนึ่งที่ปากกรวยนั้น ส่วนด้านล่างสุดใช้ถุงปุ๋ยที่ไม่ขาดทะลุสวมเข้าที่ท่อกลวง ด้านล่างผูกติดให้แน่น ซึ่งแสงจากหลอดแบล็กไลต์จะล่อแมงดาให้มาที่นี่ ส่วนแสงสีฟ้าจากหลอดนีออนเมื่อสะท้อนจากปากกรวยสังกะสีจะดูคล้ายๆ กับแหล่งน้ำขนาดเล็กดึงดูดใจให้แมงดาบินลงกรวยในที่สุด ซึ่งการจับด้วยวิธีนี้สะดวก เพราะเราไม่ต้องนั่งเฝ้ารอไว้ดูตอนเช้าเลยทีเดียว
 
         การจับแมลงดานาต้องระมัดระวังการตอดหรือกัด เนื่องจากมีปากแบบเจาะดูด วิธีการจับต้องจับด้านหลังของลำตัว โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของมือข้างที่ถนัดที่สุด จับบริเวณหัวและขาคู่หน้า จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งเด็ดบริเวณปากและขาคู่หน้าออก หรือบางคนที่ไม่กลัวการโดนกัดก็ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือจับบริเวณส่วนหัวและขา จากนั้นกดลงให้ลำตัวแนบกับพื้นมากที่สุด แล้วค่อนพลิกให้แมลงดานาหงายท้องขึ้นพร้อมกับรวบขาไว้ให้มากที่สุด มิฉะนั้นขาจะตะเกียกตะกายไปมา ทำความตกใจให้แก่ผู้จับจนพลาดพลั้งโดนกัดได้

การนำมาปรุงอาหาร

         ๑. ไข่แมงดานา นำมาย่างไฟหรือกินสดๆ

         ๒. ตัวเต็มวัย ตัวเมียชุบแป้งทอด ทำแกงคั่วแมงดานา ตัวผู้มีกลิ่นหอมทำให้เพิ่มรสชาติอาหาร นำมาทำน้ำพริกแมงดา แจ่วแมงดานา น้ำพริกปลาร้า น้ำปลาแมงดา หรือดองแช่น้ำปลาไว้ขายราคาแพง (ตุลาคม-มีนาคม) 

         ในปัจจุบันพบว่ามีการนำแมลงดานามาทอดกรอบปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยจำหน่วย ตามร้านขายแมลงกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ไข่ของแมลงดานาก็ถูกเก็บมาบริโภคด้วยเช่นกัน ทำให้แมลงดานามีจำนวนลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ช่วงนอกฤดูกาลอาจไม่สามารถพบหาแมลงดานาในท้องตลาดได้ หรืออาจมีราคาแพงถึงตัวละ ๑๐-๒๐ บาท โดยเฉพาะแมลงดานาตัวผู้ซึ่งมีกลิ่นฉุน เป็นที่นิยมมากกว่าตัวเมีย


คุณค่าทางอาหาร
 
         จากการวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของแมลงดานาพบว่ามีปริมาณความชื้น ๖๔.๔๗ โปรตีน ๑๙.๙๑ ไขมัน ๗.๓๒ คาร์โบไฮเดรต ๗.๒๓ เยื่อใย ๔.๘๘ เถ้า ๑.๐๗ แคลเซียม ๐.๑๔ ฟอสฟอรัส ๐.๑๒ และโซเดียม ๐.๒๓ เปอร์เซ็นต์ และมีพลังงานสูงถึง ๒๔๑.๗ กิโลแคลอรีต่อ ๑๐๐ กรัมอาหาร (จิตเกษม, ๒๕๔๔)
 

การตลาดและธุรกิจการนำเข้าแมลงดานา 

         ธุรกิจการจำหน่ายแมลงดานาในประเทศไทยมีอยู่ ๒ แหล่งใหญ่ๆ คือ ที่ตลาดสดในอำเภอแม่สอด จังหวัตาก และที่ตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ทั้งสองแห่งเป็นการนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ จากประเทศพม่า นำเข้ามาทางด่านริมเมย อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจากประเทศกัมพูชา นำเข้ามาทางด่านโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากการจับจากธรรมชาติทั้งสิ้น ปริมาณแมลงดานาตามธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศนับว่ายังมีความชุกชุมอยู่สูงมาก ดูจากปริมาณการนำเข้าในแต่ละวันคิดเป็นมูลค่าเป็นหลักแสนบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ที่เหล่าแมลงหลากหลายชนิดใช้เป็นแหล่งอาศัย แหล่งหาอาหาร และแหล่งเพาะพันธุ์ ได้ตลอดทั้งปี หากคิดเป็นรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีน่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ล้านบาท นับเป็นรายได้ที่ไม่ต้องลงทุนการผลิตแต่อย่างใด

 

2010-2013 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด Free joomla templates |