การเพาะเลี้ยงหอยแครง

พิมพ์
ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 

 

หอยแครง เป็นอาหารทะเลที่นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย สามารถประกอบอาหารได้หลายประเภท อีกทั้งเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและโภชนาการ อาชีพการเลี้ยงหอยแครง ในประเทศไทยได้มีมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ปี โดยการรวบรวมพันธุ์หอยจากแหล่งลูกหอยในธรรมชาติ เพื่อหว่านลงเลี้ยงในบริเวณที่เหมาะสม มีการกั้นคอกแสดงอาณาเขตที่เลี้ยงไว้ สำหรับประเทศไทย พบว่ามีการเลี้ยงครั้งแรกที่ ตำบลบางตะพูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ในเนื้อที่ ๕-๑๐ ไร่ ใช้เวลาเลี้ยง ๑-๒ ปี จึงเก็บเกี่ยวไปขายได้ และต่อมาขยายการเลี้ยงไปในพื้นที่ใกล้เคียงและจังหวัดต่างๆ การเลี้ยงหอยแครงเป็นการดำเนินธุรกิจแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องดูแลและให้อาหาร จึงสามารถทำกำไรได้ ๕-๑๐ เท่าของเงินลงทุน ทำให้ในปัจจุบันมีการขยายพื้นที่เลี้ยง ไปยังชายฝั่งที่มีสภาพที่เหมาะสมทั้งฝั่งอันดามัน และอ่าวไทยหลายจังหวัด เช่น จังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สตูล และปัตตานี แต่ผลผลิตหอยแครงยังมีปริมาณน้อย ไม่สม่ำเสมอ และไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการบริโภคหอยแครงอยู่ในระดับสูง จึงจำเป็นต้องนำเข้าหอยแครงจากต่างประเทศเพื่อบริโภคทุกปี ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีพื้นที่เหมาะสมที่จะขยายการเลี้ยงหอยแครงได้อีกมาก ในอนาคตประเทศไทยจะสามารถเพิ่มผลผลิตหอยแครงให้เพียงพอบริโภคในประเทศ โดยไม่ต้องมีการนำเข้าและมีลู่ทางพัฒนาเพื่อการส่งออกได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยลดการขาดดุล ดังนั้นการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงหอยแครงจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยแครง และเพิ่มแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูกให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป อีกทั้งเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่งได้เป็นอย่างดี

 

การทำฟาร์มเลี้ยงหอยแครง

หอยแครงชนิดที่นิยมนำมาใช้ในการเลี้ยง นั้น มีชื่อเรียกทั่วไปว่า หอยแครงเทศ หอยแครงขุ่ย หอยแครงปากมุ้ม หอยแครงมัน หรือหอยแครงเบี้ยว เป็นหอยที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก (ชนิดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จะเรียกหอยคราง หรือหอยแครงขน) เป็นหอยที่ชอบฝังตัวอยู่ตามหาดโคลนหรือเลนละเอียด ในบริเวณชายฝั่งทะเล จนถึงแนวที่อยู่ห่างฝั่งออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร หอยแครงจะมีอุปนิสัยชอบฝังตัวอยู่ตามผิวดินโคลน ลึกตั้งแต่ ๑-๑๒ นิ้ว โดยเราจะสังเกตเห็ฯเป็นรูจำนวน ๒ รู ที่ผิวดิน ซึ่งเป็นช่องทางน้ำเข้า-ออก และสามารถเห็นรอยการเคลื่อนที่ของหอยเป็นร่องๆ โดยใช้เท้าในการเคลื่อนที่เพื่อหาอาหาร หลบหลีกศัตรู และเพื่อหาสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม หอยแครงจะขึ้นมาที่ผิวดินเมื่อน้ำขึ้นเพื่อหาอาหาร  และจะฝังตัวใต้ดินเมื่อน้ำลงเพื่อป้องกันน้ำออกภายนอกตัวหอย แต่จะเปิดฝาทั้งสองเล็กน้อย โดยจะยังมีสภาวะการไหลเวียนของน้ำและการหายใจเกิดขึ้นเป็นปกติภายในเปลือก

 

การเลือกสถานที่

บริเวณที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงหอยแครง หรือสถานที่เลี้ยงหอยแครงนั้น นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญเบื้องแรกที่จะทำให้การประกอบอาชีพการเลี้ยงหอยแครงประสบผลสำเร็จหรือไม่ ซึ่งมีหลักพิจารณาดังนี้

๑. ควรจะเลือกทำเลชายฝั่งทะเล ในช่วงบริเวณปากแม่น้ำหรืออ่าว และข้อสำคัญคือเป็นแหล่งที่มีหอยแครงเกิดอยู่แล้วในธรรมชาติ หรือสามารถจัดหาพันธุ์หอยเพื่อหว่านเลี้ยงได้สะดวก

๒. การเลือกลักษณะพื้นที่ ต้องเป็นหาดโคลนเรียบ มีความลาดเอียงน้อย (ไม่ควรเกิน ๑๕ องศา) และเป็นอ่าวที่บังคลื่นลมได้ดี กระแสน้ำไม่ไหลแรงเกินไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันกระแสน้ำ หรือคลื่นลมพัดพาหอยแครงไปกองรวมกัน

๓. ดินควรเป็นดินเลนหรือดินโคลนละเอียด หรือดินเหนียวปนโคลน และควรมีความหนาของผิวหน้าดินเลนไม่ต่ำกว่า ๔๐-๕๐ เซนติเมตร และชั้นของเลนเหลวทุกระดับ ไม่ควรมีกลิ่นเหม็น เช่น กลิ่นจากการเน่าสลายของเศษใบไม้จากป่าชายเลน

๔. ช่วงความลึกของน้ำในแหล่งเลี้ยงควรลึกประมาณ ๐.๕-๑ เมตร (ระดับทะเลปานกลาง) ทั้งนี้ไม่ควรให้หอยมีโอกาสตากแดดอยู่ในที่แห้ง (ตอนน้ำลงที่ต่ำสุด เกินกว่า ๒-๓ ชั่วโมง)

๕. ความเค็มของน้ำทะเลบริเวณแหล่งเลี้ยงเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วง ๑๐-๓๑ ส่วนในพัน หากน้ำมีสภาพจืดนานเกินไปจะเป็นสาเหตุให้หอยตายได้

๖. เป็นแหล่งที่ห่างไกลหรือไม่มีอิทธิพลของน้ำเสียจากโรงงานอุตสหกรรม และแหล่งอาศัยของชุมชน ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้หอยมีอัตราตายสูง เนื้อหอยมีคุณภาพต่ำและไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

 

รูปแบบการเลี้ยง

การเลี้ยงหอยแครงในประเทศไทยอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ระบบ ดังนี้

๑. การเลี้ยงระบบดั้งเดิม

เป็นการทำฟาร์มขนาดเล็กในครอบครัว เนื้อที่เลี้ยงตั้งแต่ ๕-๓๐ ไร่ต่อครอบครัวหรือราย โดยจะกั้นคอกด้วยเฝือกไม้ไผ่ล้อมแปลงเลี้ยงเตรียมเผือกไม้ไผ่ให้มีความกว้าง ๑ เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับขนาดของคอก โดยต้องให้เฝือกฝังลงไปในผิวดินประมาณ ๕๐ เซนติเมตร แล้วนำลูกหอยมาหว่าน โดยขนาดลูกหอยที่เริ่มต้นเลี้ยงจะขึ้นกับสายพันธุ์ของลูกหอย หากเป็นหอยพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเพชรบุรี จะใช้ลูกหอยขนาดใหญ่ คือ  ๔๐๐-๑,๒๐๐ ตัว/กิโลกรัม ขนาดที่นิยมหว่านเลี้ยงประมาณ ๔๕๐ ตัว/กิโลกรัม จะมีอัตราการหว่านประมาณ ๘๐๐-๑,๕๐๐ กิโลกรัม/ไร่ เนื่องจากหอยพันธุ์พื้นเมืองสามารถเดินได้ ดังนั้นเพื่อให้หอยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและไม่กองทับกัน ต้องมีการตรวจความหนาแน่นและเกลี่ยลูกหอยเป็นประจำทุก ๑๕ วัน หรือทุกเดือน โดยใช้เครื่องมือคล้ายคราด ซึ่งเรียกตามภาษษท้องถิ่นว่า "โพง" คราดและรวบรวมลูกหอยไปหว่านกระจายบริเวณอื่น สำหรับลูกหอยพันธุ์มาเลเซีย ซึ่งนำมาจากทางภาคใต้(สตูลหรือมาเลเซีย) จะปล่อยเลี้ยงลูกหอยขนาดเล็กกว่าพันธุ์พื้นเมือง โดยจะปล่อยขนาด ๑,๐๐๐-๓,๐๐๐ ตัว/กิโลกรัม แต่ขนาดที่นิยมปล่อยเลี้ยงประมาณ ๒,๕๐๐ ตัว/กิโลกรัม ลูกหอยพันธุ์มาเลเซียนี้ไม่เคลื่อนที่ แต่ในการหว่านลงเลี้ยงครั้งแรกอาจมีการกองทับกัน ดังนั้นต้องใช้เรือคราดและรวบรวมลูกหอยไปหว่านให้มีความหนาแน่นสม่ำเสมอทั่วพื้นที่เลี้ยง ซึ่งจะทำเพียงครั้งแรกในช่วงเริ่มหว่านเลี้ยง ระหว่างการเลี้ยงลูกหอยจะมีการเพิ่มจำนวนขึ้นจากปริมาณหอยที่ปล่อยเลี้ยงในตอนเริ่มต้น ดังนั้นการเก็บรวบรวมลูกหอยหลังจากปล่อยเลี้ยง จะมีการเก็บรวบรวมโดยใช้เรือลาก และคัดขนาดลูกหอย ลูกหอยขนาดเล็กจะถูกปล่อยลงเลี้ยงใหม่ หลังจากเลี้ยงได้ ๑ ถึง ๑ ปีครึ่ง หอยที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งสองสายพันธุ์ก็จะได้หอยขนาดที่ตลาดต้องการ ประมาณ ๗๐-๘๐ ตัว/กิโลกรัม สามารถทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยใช้กระดานถีบเลนเก็บหอยด้วยมือหรือใช้คราดมือช่วยเก็บหอย ส่วนผลผลิตของการเลี้ยงจะได้ประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ กิโลกรัม/ไร่/รุ่น การเลี้ยงแบบนี้นิยมเลี้ยงแถบอ่าวไทยตอนใน โดยเฉพาะแถบชายฝั่ง จังหวัดเพชรบุรี และสมุทรสงคราม เป็นต้น

การถีบเลน

๒. การเลี้ยงระบบพัฒนา

เป็นการเลี้ยงหอยแครงแบบธุรกิจขนาดใหญ่ ในเนื้อที่ประมาณ ๒๐๐-๑,๐๐๐ ไร่/ราย ใช้ไม้เสาปักบอกอาณาเขตห่างกันประมาณ ๒ เมตร/๑ ต้น ล้อมรอบแปลงหอย ลูกหอยที่นำมาเลี้ยงจะใช้หอยขนาดเล็ก(นิยมใช้พันธุ์หอยจากประเทศมาเลเซีย) โดยมีขนาดตั้งแต่ ๑,๐๐๐-๓,๐๐๐ ตัว/กิโลกรัม แต่ขนาดที่นิยมนำมาใช้ประมาณ ๒,๕๐๐ ตัว/กิโลกรัม ซึ่งทั้งขนาดและอัตราหว่านเช่นเดียวกับการปล่อยลูกหอยลงเลี้ยงในระบบดั้งเดิม เนื่องจากผู้ประกอบการเลี้ยงหอยแครงรายใหญ่ จะเป็นผู้นำลูกหอยมาจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยด้วย โดยมีราคาแตกต่างตามขนาดลูกหอยที่รับมา  เมื่อเลี้ยงไปได้ประมาณ ๑-๒ ปี ก็จะได้ผลผลิตหอยแครงตามที่ตลาดต้องการ ขนาด ๘๐-๑๒๐ ตัว/กิโลกรัม ทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยใช้เรือยนต์คราดหอย และบรรจุกระสอบเพื่อนำผลผลิตส่งจำหน่ายต่อไป ผลผลิตที่ได้อยู่ในช่วงระหว่าง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ กิโลกรัม/ไร่/รุ่น การเลี้ยงระบบนี้นิยมในจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน

 


 การเตรียมแปลงเลี้ยงและการรวบรวมพันธุ์หอยแครง

การเลี้ยงทั้งสองแบบนั้นใช้วิธีในการเตรียมแปลงหอยที่เหมือนกัน จะต่างกันในการกันคอกเลี้ยง เนื่องจากการเลี้ยงแบบดั้งเดิมนั้นใช้ไม้ไผ่ปักหรืออาจใช้เฝือกไม้ไผ่ปักกั้นเขต แต่ในแบบพัฒนาจะมีการใช้ไม้ปักในการกั้นเขตและมีการการใช้ไม้ไผ่ปักแบ่งออกเป็ยแปลงย่อยๆ ขนาด ๒๐-๓๐ ไร่ เพื่อให้สะดวกในการทำงาน การปักกั้นเขตจะปักในดินเลนลึกประมาณ ๕๐ เซนติเมตร  สำหรับการปักเฝือกไม้ไผ่เพื่อป้องกันการหลบหนีของลูกหอยออกจากแหลงเลี้ยง และปักกันกระแสน้ำพัดลูกหอยออกจากเขตเลี้ยง จะใช้ไม้ไผ่กว้างประมาณ ๒ นิ้ว ยาว ๖๐-๘๐ เซนติเมตร ปักลงดินประมาณ ๔๐-๕๐ เซนติเมตร ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ซี่ต่อพื้นที่เลี้ยง ๑ ไร่

การเตรียมพื้นดินแปลงเลี้ยงจะทำเหมือนกัน คือ ต้องปรับสภาพดินในแปลงโดยใช้คราด คราดดินในแปลงเพื่อให้เปลือกหอยที่ตาย เศษไม้ และวัสดุอื่นๆ ออกจากแปลงหอย และทำให้พื้นดินเลนราบเรียบสม่ำเสมอ ง่ายต่อการฝังตัวของลูกหอย และเป็นการรวบรวมลูกพันธุ์หอยแครงได้อีกด้วย การรวบรวมพันธุ์หอยนั้น ใช้วิธีการคราดโดยใช้คราดหรือโพง(เป็นถุงอวนขนาดเล็ก) หรืออาจใช้มือเก็บ แล้วนำมาหว่านในแปลงหอย ในกรณีที่แหล่งพันธุ์และแปลงเลี้ยงหอยอยู่ห่างกัน นั้น จะมีวิธีในการลำเลียงพันธุ์หอยเพื่อไม่ให้หอยตาย และยังสามารถเจริญเติบโตได้ดี ดังนี้

๑. แยกลูกหอยแครงออกจาเศษขยะและวัสดุต่างๆ ทำความสะอาดนำไปบรรจุในถุงปุ๋ย ถุงละประมาณ ๖๐ กิโลกรัม ใช้น้ำทะเลราดกระสอบจนชุ่มจึงเย็บปากถุง

๒. นำถุงลูกหอยขึ้นรถบรรทุก ใช้ด้านยาวของกระสอบขวางตัวรถ และไม่คลุมถุงหอยจนทึบ สามารถให้ลมผ่านไปมาได้สะดวก

๓. ไม่ควรให้ลูกหอยถูกน้ำจืดหรือแดดโดยเด็ดขาด ควรเดินทางในตอนกลางคืน

๔. ระยะเวลาในการลำเลียงลูกหอย ไม่ควรเกิน ๓๖ ชั่วโมง ตั้งแต่บรรจุถุงจนถึงแปลงหว่าน

  • การหว่านลูกหอยลงแปลงเลี้ยง

เนื่องจากอัตราการเจริญเติบโตของหอยแครง ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของการหว่านหอย และการกระจายอย่างสม่ำเสมอของหอยที่หว่าน หอยที่ปล่อยลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นสูงอาจจะโตดีในช่วงต้นๆ แต่หลังจากเดือนที่ ๑ และ ๒ ไปแล้วหอยจะโตช้า เช่นเดียวกันถ้าหว่านหอยให้อยู่กองรวมกันเป็นกระจุก หอยที่อยู่ห่างกระจุกนั้นออกไปจะโตเร็วกว่า ดังนั้นในการหว่านลูกหอยลงเลี้ยงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ทั้งสองนี้อยู่เสมอ จึงควรแบ่งแปลงให้มีขนาดเล็กลง โดยใช้พื้นที่ ๔๐๐ ตารางเมตร และเมื่อลำเลียงลูกหอยมาถึงท่าเทียบเรือที่จะนำหอยไปหว่านในแปลงเลี้ยงนั้น ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

๑. ชั่งน้ำหนักหอยแต่ละกระสอบ สุ่มตัวอย่างหอย เพื่อจะได้ทราบว่าหอยแต่ละกระสอบมีจำนวนกี่ตัวจะต้องดำเนิน การชั่งและคำนวณอย่างเร็วที่สุด เพื่อมิให้หอยอ่อนแอซึ่งจะทำให้เมื่อเลี้ยง แล้วมีอัตราการตายสูง

๒. ลำเลียงหอยไปสู่แปลงเลี้ยง แล้วทำการหว่านหอยโดยใช่จานสังกะสี (ท้องแบน) ตักลูกหอยหว่านให้ลูกหอยกระจายไปทั่วแปลงเลี้ยง

๓. อัตราการหว่านหอย

- หอยขนาดเล็ก ๑,๕๐๐ ตัว/กิโลกรัม ขึ้นไป หว่านในอัตรา ๖๐๐ ตัว/ตารางเมตร

- หอยที่ขนาดโตกว่านี้หว่านในอัตรา ๓๐๐-๕๐๐ ตัว/ตารางเมตร

๔. เมื่อหว่านหอยเต็มพื้นที่ ๔๐๐ ตารางเมตร แล้วให้เคลื่อนเรือไปหว่านในแปลงเล็กอื่นต่อไปโดยวิธีเดียวกัน

  • การคำนวณพันธุ์หอยเพื่อหว่านเลี้ยง

๑. ชั่งน้ำหนักหอยทั้งกระสอบ (ตัวอย่างเช่น น้ำหนักทั้งกระสอบ = ๖๐ กก.)

๒. นำหอยออกมาชั่งให้ได้น้ำหนัก ๑ กิโลกรัม แล้วนับจำนวนลูกหอย (สมมุติได้ ๔๐๐ ตัว)

๓. คำนวณจำนวนหอยในแต่ละกระสอบ (๖๐x๔๐๐ = ๒๔,๐๐๐ ตัว)

๔. จดขนาดแปลงที่แบ่งไว้ (สมมุติมีขนาด ๔๐๐ ตารางเมตร)

๕. ทราบความต้องการหว่านหอยในอัตราความหนาแน่น ตัว/ตารางเมตร (ต้องการ ๔๐๐ ตัว/ตารางเมตร)

คำนวณการใช้หอยต่อแปลง ๔๐๐x๔๐๐ = ๑๖๐,๐๐๐ ตัว หรือ ๖.๖๗ กระสอบ (๑๖๐,๐๐๐-๒๔,๐๐๐=๖.๖๗)

 

การจัดการและดูแลรักษา

เมื่อได้หว่านลูกหอยลงแปลงเรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องหมั่นตรวจสอบความหนาแน่นและอัตราการเจริญเติบโตเป็นประจำทุกเดือน เพื่อดูว่าหอยที่เลี้ยงอยู่มีการกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอในแปลงเลี้ยงหรือไม่ ถ้าพบว่าหอยในคอกไปรวมกลุ่มกันอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นเป็นแอ่งซึ่งเกิดจากคลื่นลม การตีแปลงของพวกปลา หรือเกิดจากการไปไหลของผิวหน้าดินเลนพาหอยมากองทับถมกันอยู่ริมคอกด้านน้ำลึก ซึ่งมักจะเกิดในฤดูฝน ก็จะต้องทำการคราดหอยขึ้นมาหว่านใหม่หรืออาจใช้พลั่วตักสาดให้หอยที่เลี้ยงกระจายกันอยู่อย่างสม่ำเสมอตามเดิม วิธีการตรวจสอบโดยใช้กระดานถีบเลนในขณะน้ำลดต่ำสุดของวันที่น้ำเกิด นอกจากนี้แล้วก็ต้องมีการเฝ้าระวังเหล่ามิจฉาชีพ ในพื้นที่บางแห่งจำเป็นต้องมีโรงเรือนเฝ้าบริเวณแปลงหอยเพื่อป้องกันการลักขโมยทั้งกลางคืนและกลางวัน ที่สำคัญก็ยังต้องตรวจดูสัตว์น้ำที่เป็นศัตรูของหอยแครงซึ่งอาศัยอยู่ในแปลงเลี้ยง เช่น ปลาดาว ซึ่งถ้ามีเป็นจำนวนมากจะสามารถทำลายหอยแครงได้ นอกจากนี้ศัตรูหอยแครงยังมีหอยชนิดอื่นๆ อีก หอยหมู หอยตะกาย หอยเจาะ ฯลฯ ถ้าพบสัตว์น้ำดังกล่าว ต้องทำลายโดยเก็บขึ้นไปฝัง หรือเผาเสีย

โรงเรือนเฝ้าแปลงหอยและแนวเขต

เมื่อเลี้ยงหอยได้ประมาณ ๑-๒ ปี หอยจะเติบโตขนาดประมาณ ๘๐-๑๒๐ ตัว/กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่ใช้บริโภค หอยที่โตได้ขนาดดังกล่าวจะผ่านการวางไข่แล้ว การเก็บเกี่ยวหอยช่วงนี้จึงเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรหอนได้อีกทางหนึ่ง ผลผลิตหอยสองฝาทั่วไปบางครั้งอาจมีการสะสมโลหะหนักและสิ่งสกปรกโดยเฉพาะแบคทีเรีย ที่บางครั้งทำให้ผู้บริโภคเกิดโรคทางเดินอาหารและอาหารเป็นพิษ

ชาวบ้านกำลังเก็บหอย

ปัญหาในการเลี้ยงหอยแครงที่เกษตรกรประสบเป็นประจำ คือ ปัญหาการเกิดขี้ปลาวาฬ ซึ่งมักจะเกิดในช่วงเดือนกันยายน ถึงกลางเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งไม่สามารถเก็บเกี่ยวลูกหอยขณะนั้นได้ เนื่องจากไม่มีตลาดรับซื้อ เกษตรกรจึงมักจะขายหอยแครงให้แก่พ่อค้าคนกลางซึ่งจะรับหอยไปขายต่อยังประเทศจีนในช่วงต้นปี

 


 ต้นทุนและผลตอบแทน

ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทนจากการเลี้ยงหอยแครง เฉลี่ยต่อ  ๓๐ ไร่ต่อรุ่น

  • ต้นทุนผันแปร

๑. ค่าพันธุ์หอยแครง ขนาด ๑,๐๐๐-๒,๕๐๐ ตัว/กิโลกรัม  ๕๕๐,๐๐๐ บาท(เฉลี่ย ๕๕ บาทต่อกิโลกรัม ปล่อยเลี้ยง ๑๐ ตัน/รุ่น)

๒. ค่าแรงงาน (๓,๕๐๐ บาทต่อ ๒ ตัน * ๖๐ ตันต่อ  ๓๐ ไร่ )  ๑๐๕,๐๐๐ บาท

๓. ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น ( ๕,๐๐๐ บาท/เดือน/รุ่น)  ๖๐,๐๐๐ บาท

๔. ค่าซ่อมแซมเรือและอุปกรณ์ต่างๆ  ๓,๐๐๐ บาท

  • ต้นทุนคงที่

๑. ค่าอาชญาบัตร (๙๖ บาทต่อไร) ๒,๘๘๐ บาท

๒. ค่าเฝือกไม้ไผ่ ( ๑๐,๐๐๐ ซี่ต่อไร่ * ๓๐ ไร่ * ๑.๒๐ บาทต่อซี่) ๑๒,๐๐๐ บาท

รวมต้นทุนทั้งหมด ๗๓๒,๘๘๐ บาท

การคัดขนาดหอยแครงของชาวบ้าน

  • รายได้

ราคาที่เกษตรกรขายได้ ๘๐-๑๒๐ ตัว/กิโลกรัม ๑๖ บาท

รายได้เฉลี่ย(๖๐ ตันต่อ ๓๐ ไร่) ๙๖๐,๐๐๐ บาท

กำไรสุทธิต่อ ๓๐ ไร่ ๒๒๗,๑๒๐ บาท

กำไรสุทธิต่อกิโลกรัม ๓.๗๘ บาท

 

Clip Video : ถีบกระดานหาหอย

 

Clip Video : การคัดขนาดหอยแครง
 

2010-2013 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด Free joomla templates |