การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ตามมาตรฐาน จีเอพี

พิมพ์
ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 

(๕) หลักการจัดการใช้แร่ธาตุ กุ้งขาวหรือกุ้งกุลาดำเป็นสัตว์ทะเลที่สามารถดำรงชีวิตได้ในน้ำกร่อย อย่างไรก็ตามแร่ธาตุก็เป็นสิ่งจำเป็น กุ้งมีกระบวนการควบคุมเกลือแร่ในสภาวะที่น้ำมีความเค็มเปลี่ยนแปลงไม่เหมาะสม เพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดี สำหรับกุ้งกุลาดำความเค็มที่เหมาะสมไม่ต้องเสียพลังงานปรับสมดุลของเกลือแร่ดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ ๒๓ ส่วนในพันส่วน ส่วนกุ้งขาวอยู่ที่ประมาณ ๒๖ ส่วนในพันส่วน 

กุ้งขาวสามารถเลี้ยงให้เจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่มีความเค็มในช่วงกว้าง ความเค็มต่ำสุดที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาว คือ ๒ ส่วนในพันส่วน แต่เกษตรกรจำเป็นต้องเติมแร่ธาตุให้เหมาะสม ซึ่งแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวในน้ำที่มีความเค็มต่ำ คือแร่ธาตุหลักที่มีอยู่ในน้ำทะเล เช่น โซเดียม (Na+) โปแตสเซียม (K+) แคลเซียม (Ca๒+) และแมกนีเซียม(Mg๒+) โดยที่เกษตรกรจะต้องเตรียมให้น้ำทะเลมีแร่ธาตุต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับน้ำทะเลธรรมชาติ

การใช้แร่ธาตุในการเลี้ยงกุ้งมีผลต่อกุ้ง คุณภาพน้ำและตะกอนดินดิน ธาตุแคลเซียมจะมีผลต่อการสร้างเปลือก การหดตัวของกล้ามเนื้อ ธาตุแมกนีเซียมและแคลเซียมมีผลต่อการทำงานของเอ็นไซม์ ธาตุโปแตสเซียม จะมีผลต่ออัตราการรอดตาย ปริมาณแร่ธาตุที่ไม่เหมาะสมทำให้กุ้งเสียพลังงานในการปรับสมดุลของเกลือแร่ กุ้งจึงมีการเจริญเติบโตช้าลง แร่ธาตุในปริมาณความเข้มข้นสูงจะทำให้มีการทำปฏิกิริยากับฟอสฟอรัสในน้ำ ทำให้แพลงก์ตอนพืชไม่สามารถนำเอาฟอสฟอรัสไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้แร่ธาตุที่ใส่เข้าไปในบ่อเลี้ยงกุ้งทำให้สารแขวนลอยตกตะกอนและสีน้ำโปร่งขึ้น

แร่ธาตุมีความจำเป็นในการเลี้ยงกุ้งที่ความเค็มต่ำมากกว่าที่ความเค็มสูง วิธีการคำนวณเพื่อทราบความเข้มข้นของแร่ธาตุในน้ำความเค็มต่างๆ กันจากความเค็ม (หน่วย ส่วนในพันส่วน) ดังนี้ 

แคลเซียม = ๑๑.๖*ความเค็ม

แมกนีเซียม = ๓๙.๑*ความเค็ม

โปแตสเซียม = ๑๐.๗ *ความเค็ม 

สัดส่วนที่เหมาะสมของแคลเซียมต่อแมกนีเซียม อยู่ที่ประมาณ ๑:๔ และสัดส่วนแคลเซียมแมกนีเซียม อยู่ที่ประมาณ ๑:๑ โดยเกษตรกรต้องรักษาให้ในน้ำที่เลี้ยงกุ้งมีเกลือแร่หลัก ๓ ตัว คือแคลเซียมไม่น้อยกว่า ๑๐๐ มก./ล. แมกนีเซียมไม่น้อยกว่า ๔๐๐ มก./ล. และโปแตสเซียมไม่น้อยกว่า ๑๐๐ มก./ล. 

แหล่งของแร่ธาตุที่นิยมใช้มีหลายแหล่ง เช่น แคลเซียมซัลเฟต (ยิป ซั่ม) มีแคลเซียม ๒๒% ของน้ำหนัก โปแตสเซียมคลอไรด์ มีโปแตสเซียม ๕๐% โปแตสเซียม แมกนีเซียมซัลเฟต มีโปแตสเซียม ๑๗.๘% แมกนีเซียม ๑๐.๕% โปแตสเซียมซัลเฟต มีโปแตสเซียม ๔๑.๕% แมกนีเซียมซัลเฟต (ยิปซั่ม) มีแมกนีเซียม ๑๐% โซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง) มีโซเดียม ๓๙% ของน้ำหนัก แร่ธาตุเหล่านี้ เกษตรกรต้องจัดการเลือกใช้อย่างเหมาะสม 

(๕) หลักการจัดการรักษาหน้าดินไม่ให้เน่าเสีย ดินที่มีปริมาณสารอินทรีย์สะสมอยู่ในปริมาณมาก มีความต้องการออกซิเจนสูงเพื่อการย่อยสลายและปล่อยแอมโมเนียออกมาในน้ำ บ่อระบบปิดที่มีปริมาณสารอินทรีย์สะสมจนกระทั่งผิวหน้าดินขาดออกซิเจนมักจะเกิดปัญหากุ้งกินอาหารลดลง ความสกปรกเน่าเสียของตะกอนดินพื้นก้นบ่อเลี้ยงและการเจริญเติบโตของกุ้งได้ 

การที่กุ้งกินอาหารอย่างต่อเนื่องในสภาวะที่มีออกซิเจนพอเพียง ของเสียที่เป็นสารประกอบไนโตรเจนจะถูกออกซิไดซ์ไปเป็นไนเตรท และไนเตรทจะถูกใช้โดยแพลงก์ตอนพืชและแบคทีเรียกลุ่มดีไนตริฟิเคชั่นในตะกอนดินชั้นลึกลงไป กระบวนการดีไนตริฟิเคชั่นที่เกิดอย่างสม่ำเสมอ และจะช่วยป้องกันหรือลดการเกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ในดินที่ขาดออกซิเจนในชั้นลึกลงไป ดังนั้น เกษตรกรต้องจัดการให้บ่อเลยงมีปริมาณไนเตรทที่เพียงพอกับความต้องการของแบคทีเรียในตะกอนดิน 

ในช่วงเริ่มต้นการเลี้ยงกุ้ง ดินพื้นบ่อจะมีกระบวนการใช้ไนเตรท (ดีไนตริฟิเคชั่น) มากกว่ากระบวนการแอมโมนิฟิเคชั่นเล็กน้อย ต่อมากระบวนการไนตริฟิเคชั่นในบ่อเลี้ยงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังจากเลี้ยงกุ้งไปแล้วประมาณ ๑-๒ เดือน สังเกตจากการที่แอมโมเนียลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว และปริมาณไนเตรทในตะกอนดินเพิ่มมากขึ้น 

หลังจากเลี้ยงกุ้งไปประมาณ ๓ เดือน ตะกอนดินพื้นบ่อเลี้ยงอยู่ใน สภาพที่ขาดออกซิเจนอย่างมากจนทำให้เกิดกระบวนการดีไนตริฟิเคชั่นในบ่อและดูดซับไม่ให้ปล่อย ไนเตรทออกไปจากตะกอนดิน ซึ่งลักษณะเช่นนี้ จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนไนเตรทและแอมโมเนียในน้ำ ทำให้เกิดการตายของแพลงก์ตอนพืชและน้ำในบ่อใสขึ้นมาทันที ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีปัญหาการจัดการสีน้ำ จนอาจจะเกิดผลเสียต่อบ่อเลี้ยงกุ้งและ การจัดการเลี้ยงกุ้งในระยะสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 

ตะกอนดินที่มีค่า C/N (สัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน) ต่ำ ซึ่งหมายถึงมีปริมาณไนโตรเจนสูง กระบวนการไนตริฟิเคชั่นที่ผิวตะกอนดินเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าสามารถจัดการให้ออกซิเจนที่พื้นบ่อพอเพียง การป้อนไนเตรทจากกระบวนการไนตริฟิเคชั่นเข้าไปยังดินชั้น ล่างที่มีไนโตรเจนน้อย จะเกิดขึ้นได้ง่าย หน้าดินบ่อเลี้ยงกุ้งจึงมีความเหมาะสมสำหรับกุ้งในการ ดำรงชีวิตและเติบโตไปจนกระทั่งจับกุ้งขาย 

ในกรณีที่กุ้งไม่กินอาหารอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเกษตรกรลดปริมาณอาหารที่ให้กุ้งในบ่อ ทำให้บ่อกุ้งขาดไนโตรเจน (สังเกตจาก สีน้ำค่อนข้างใส ไม่นิ่งและ แกว่งขึ้นลงบ่อย) การเพิ่มออกซิเจนมากในสภาวะที่ของเสียที่เป็นสารประกอบไนโตรเจนมีปริมาณน้อย ไนเตรทที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงกุ้งถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็วระบบดินพื้นบ่อก็จะเปลี่ยนกระบวนการจากดีไนตริฟิเคชั่นไปเป็นซัลเฟตรีดักชั่น และทำให้มีปริมาณก๊าซไข่เน่าในตะกอนดินเพิ่มขึ้น พื้นบ่อเลี้ยงกุ้งก็จะเสียไป ในสภาวะเช่นนี้เกษตรกรอาจจะช่วยรักษาพื้นบ่อไม่ให้ขาด ไนโตรเจนโดยการเติมปุ๋ยไนเตรทหรือปุ๋ยยูเรีย ในอัตราประมาณ ๐.๕ ต่อไร่/สัปดาห์ จนเมื่อสีน้ำนิ่งและกุ้งกินอาหารดีแล้ว ให้หยุดเติมไนเตรท 

 

๕. การจัดการสุขภาพ และการแก้ไขปัญหาโรคกุ้ง 

ในการเลี้ยงกุ้งทะเลนั้นโรคนับเป็นอุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดความเสียหายได้ทุกขณะ โดยมีผลกระทบโดยตรงต่ออัตรารอด และปริมาณผลผลิตกุ้งโดยทำให้กุ้งมี อัตราการเจริญเติบโตต่ำ กินอาหารน้อยลง พิการ ป่วยและตายในที่สุด ก่อนที่จะจัดการสุขภาพกุ้งขาวและแก้ปัญหาโรคกุ้งได้นั้น ต้องรู้จักต้นสายปลายเหตุ รู้จัก ชนิดโรค เหล่านั้นก่อน ซึ่งโรคกุ้งขาวที่เป็นสาเหตุการตายได้ค่อนข้างรุนแรง มักเกิดจากโรคติดเชื้อ ได้แก่โรคไวรัสเป็นหลัก เช่น โรคตัวแดงดวงขาว โรคทอร่า เป็นต้น ส่วนโรคบางชนิดอาจไม่ทำให้กุ้งตายปริมาณมาก แต่ก็เป็นสาเหตุให้ได้ผลผลิตต่ำ เช่น โรคไวรัสแคระแกรน โรคที่มีสาเหตุมาจาก แบคทีเรีย เป็นต้น 

๕.๑ สาเหตุการเกิดโรค 

กุ้งจะเป็นโรคได้นั้นเกิดจากองค์ประกอบร่วม ๓ ประการพร้อมกัน คือ 

๕.๑.๑ กุ้ง (host) คือตัวกุ้งเอง ซึ่งอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ซึ่งอาจเกิดได้จากพันธุ์ที่ไม่ดี ได้รับเชื้อโรคถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ หรือเกิดจากตัวกุ้งเองที่อยู่ในสภาพความเครียด ร่างกายจึง อ่อนแอ มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ 

๕.๑.๒ เชื้อโรค (pathogen) คือ มีชนิดเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคนั้นๆ รวมถึงเชื้อโรค นั้นมีปริมาณมากพอที่สามารถก่อให้เกิดโรคได้

๕.๑.๓ สภาพแวดล้อม (environment) คือ สภาพแวดล้อมที่กุ้งอาศัยอยู่ไม่เหมาะสม ก่อให้เกิดความเครียด มักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กุ้งเป็นโรคได้ง่าย ได้แก่ การเตรียมบ่อไม่ดี 

ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้ง ๓ องค์ประกอบ สามารถแสดงให้เป็นเป็นแผนภาพได้ ดังนี้ 

tri disease 

แผนภาพแสดงความสำพันธ์ของปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคในกุ้ง

 

๕.๒ การแบ่งชนิดของโรค 

สามารถแบ่งชนิดของโรคออกได้เป็น ๒ ชนิด ได้แก่โรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ 

๕.๒.๑ โรคติดเชื้อ เกิดจากเชื้อโรคชนิดที่รุนแรงและสามารถแพร่ระบาดต่อไปยังบ่อ และฟาร์มอื่นๆ ได้อีกด้วย ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อโปรโตซัว เป็นต้น

(๑) โรคไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากๆ ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เชื้อไวรัสประกอบด้วยสารพันธุกรรม (กรดนิวคลีอิค) ที่เป็น DNA หรือ RNA อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ภายใน และมีปลอกโปรตีน (capsid) หุ้มอยู่ ซึ่งทำให้มีอนุภาคใหญ่ขึ้น และบางครั้งอาจมีเยื่อหุ้ม (envelope) บางๆ มาหุ้มปลอกโปรตีนอีกชั้น ไวรัสมักมีขนาด ๑๐-๓๐๐ นาโนเมตร 

โครงสร้างของไวรัสมี ดังนี้ 

- Capsid เป็นหน่วยย่อยของโครงสร้างโปรตีนที่เรียกว่า capsomere มีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันกรดนิวคลีอิคจากการถูกทำลายด้วยสภาพทางกายภาพ สารเคมีและเอ็นไซม์ nuclease จากเซลผู้ให้อาศัย 

- กรดนิวคลีอิค จะพบเฉพาะ DNA หรือ RNA อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น มี ๔ แบบ คือ RNA แบบสายเดี่ยวและสายคู่ DNA แบบสายเดี่ยวและสายคู่ 

- Envelope เป็นเมมเบรนบางๆ ห่อหุ้มปลอกโปรตีนอีกชั้นหนึ่ง ประกอบด้วยสารพวกลิปิด โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต บทบาทสำคัญ คือ เป็นที่อยู่อาศัยของ spike หรือ peplomers หลายชนิดที่มีผลต่อการทำลายเซลของผู้ให้อาศัย 

ไวรัสมีการสืบพันธุ์โดยเพิ่มจำนวนในเซลสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่นอกเซลสิ่งมีชีวิต โดยเริ่มแรกไวรัสจะเข้าไปจับกับพื้นผิวเซลที่เฉพาะเรียก receptor 

  • โรคไวรัสกุ้งขาวที่สำคัญ มีดังนี้

๑) โรคไวรัสตัวแดงดวงขาว (White spot syndrome virus ;WSSV)

- สาเหตุ : เกิดจากไวรัสชนิดดีเอ็นเอ (DNA) รูปร่างเป็นแท่ง ขนาดความยาว ๒๕๐-๒๘๐ นาโนเมตร มีผนังหุ้ม มักพบในกุ้งสกุล Penaeid ทุกชนิดได้แก่ กุ้งกุลาดำ (P. monodon) กุ้งขาว (P.vannamei) กุ้งญี่ปุ่น (P. japonicus) และอื่นๆ 

- ลักษณะอาการที่พบ : ลำตัวกุ้งมีสีแดง มีดวงขาวบริเวณผิวใต้ เปลือกขนาด ๑-๒ มม. บริเวณส่วนหัวและลำตัวกุ้ง มีอัตราการตายสูงมาก ๔๐-๑๐๐% ภายใน ๕-๑๐ วัน 

- การติดต่อ : ถ่ายทอดทางพ่อแม่พันธุ์มายังลูกกุ้งได้ กุ้ง ปู ทุกชนิดเป็นพาหนะ ติดต่อทางน้ำได้เป็นอย่างดี 

๒) โรคไวรัสทอร่า (Taura Syndrome Virus; TSV)

- สาเหตุ: เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ(RNA) มีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๑-๓๒ นาโนเมตร อยู่ในกลุ่มPicornaviridae มักพบในกุ้งขาวโดยเฉพาะ P. vannamei 

- ลักษณะอาการ : พบในกุ้งขาววัยอ่อนและกุ้งวัยรุ่นในกุ้งที่มีอายุ ๑๔-๔๐ วันหลังจากปล่อยเลี้ยง กุ้งป่วยบริเวณหางมีสีแดงชัดเจน ถ้าเป็นมากลำตัวมีสีแดง เปลือกนิ่ม เซื่องซึม กุ้งจะตายมากในช่วงลอกคราบโดยมีอัตราการตาย ๔๐-๙๐% ถ้ากุ้งรอดตายจากการติดเชื้อ จะปรากฏรอยแผลสีดำที่เปลือก

- การติดต่อ : ถ่ายทอดทางพ่อแม่พันธุ์มายังลูกกุ้งได้ กุ้ง ปู ทุกชนิดเป็นพาหนะ ติดต่อทางน้ำได้เป็นอย่างดี 

2010-2014 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด Free joomla templates |