สาเหตุของการเกิดโรคสัตว์น้ำ

พิมพ์
ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
หมวด: โรค

โรคสัตว์น้ำมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากในสภาพการเลี้ยงมากกว่าในธรรมชาติ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและมีเชื้อโรค การป้องกันการเกิดโรคเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างที่จะบอกถึงความสำเร็จของ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปกติแล้วในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสุขภาพสัตว์น้ำที่ดีโอกาสการเกิดโรคแทบจะ ไม่มีเลย แต่หากมีการเกิดโรคขึ้นย่อมมีสาเหตุหลายประการ เช่น คุณภาพของน้ำไม่ดี เนื่องจากก๊าซออกซิเจนต่ำ, น้ำเป็นกรด, มีก๊าซพิษและสารพิษ เช่น แอมโมเนีย และไฮโดรเจนซัลไฟด์และปรอทสูง หรือเกิดจากขาดสารอาหารที่จำเป็น เช่น โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ประกอบกับมีเชื้อโรคติดตามมา เช่น เชื้อรา พยาธิ แบคทีเรีย หรือไวรัส เมื่อเกิดโรคขึ้นย่อมแสดงถึงการสูญเสียเวลาและทรัพย์สิน ฉะนั้นการป้องกันโรคจึงมีความสำคัญมากกว่าการรักษาซึ่งเป็นวิธีการสุดท้าย

 

สาเหตุของการเกิดโรค

 

 

การเกิดโรคเกิดจากสาเหตุหลัก ๓ ประการ 

๑. ตัวปลา อายุปลา ชนิด (species) สายพันธุ์ (strain) สภาพร่างกาย (physical condition) ความสามารถในการต้านทานโรคตามธรรมชาติของปลา เช่น ความสามารถในการจับกินสิ่งแปลกปลอม (phagocytosis) ของเม็ดเลือดขาวและมาโครฟาจ (macrophage) สภาพธรรมชาติในวงชีวิต เช่น ระยะสืบพันธุ์ความสามารถของปลาในการต้านทานโรคจะลดลง ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี (genetically improved fish) และปลอดโรค (certified specific pathogen-free) 

๒. เชื้อโรค (pathogen) ไม่ว่าจะเป็นปรสิต แบคทีเรียและไวรัส ความรุนแรงของเชื้อ (virulence) ขึ้นอยู่กับความไวของเชื้อ สายพันธุ์ (strain) จำนวนของเชื้อที่มีชีวิต (viability) มีการศึกษาพบว่า Aeromonas sp. ที่เลี้ยงในสภาพที่ขาดอาหารจะมีความรุนแรงของเชื้อเพิ่มสูงขึ้น 

๓. สภาพแวดล้อม หมายรวมถึง รูปแบบการเลี้ยง คุณภาพน้ำ (อุณหภูมิ DO, pH, NH ซึ่ง แอมโมเนียจะเป็นพิษมากขึ้นเมื่อ pH สูงขึ้น) ความสมดุลของอาหารและการให้อาหาร ความหนาแน่นของปลาในบ่อ มลพิษแหล่งน้ำทั้งภายในและภายนอก การจัดการสุขาภิบาล (hygiene) ที่ไม่ดี ฤดูกาล คุณภาพของสภาพแวดล้อมจะมีความสัมพันธ์ที่ผกผันกับสภาพของโรค กล่าวคือ ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มสูงขึ้น

 

  • โรคจากสภาพแวดล้อมหรือสารพิษ 

ก. สารเคมีที่ใช้ในด้านการเกษตร โดยเฉพาะยาปราบศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงซึ่งทำให้ คุณภาพน้ำเสียแล้วยังเป็นผลต่อสัตว์น้ำโดยตรง แบ่งเป็น ๒ ระดับ คือระดับความเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity) โดยให้กุ้งอยู่ในตู้ทดลองที่มียาฆ่าแมลงชนิดดังกล่าวที่ความเข้มข้น ๕ พีพีบี (เท่ากับ ๐.๐๐๐๕ พีพีเอ็ม) ซึ่งเป็นระดับความเข้มข้นของ LC๕๐ , ๙๖ ชั่วโมง (ระดับความเข้มข้นที่ทำให้สัตว์ทดลองตายลง ๕๐% ภายในเวลาที่กำหนด ๙๖ ชั่วโมง) ทำให้กุ้งมีอาการว่ายน้ำขึ้น-ลง ไม่มี ทิศทาง ลำตัวงอและตายภายใน ๖-๓๖ ชั่วโมง และจากการศึกษาทางพยาธิสภาพ หรือการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ พบว่าจะมีการติดเชื้อของไวรัส เอ็มบีวี (MBV-Monodon Baculo Virus) ในกลุ่มทดสอบรุนแรงกว่ากลุ่ม ที่ไม่ได้รับยานี้  

  

เปรียบเทียบความเป็นพิษของยาฆ่าแมลงประเภท organo phosphorus compounds และประเภท Chlorinated hydrocarbon ที่มีต่อปลา bluegill (Pickering et. al., 1962) 

ระดับความเป็นพิษเรื้อรัง (Chronic Toxicity) พบว่าถ้าให้กุ้งขนาดดังกล่าวอยู่ในน้ำที่มีความเข้มข้นของเมธิลพาราไธออน ๐.๐๖ พีพีบี หรือ ๑/๘๐ เท่าของ LC๕๐ , ๙๖ ชั่วโมง เป็นเวลา ๓๐ วัน ถึงแม้ว่าจะไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติภายนอก ทั้งลำตัวของกุ้ง หรืออวัยวะภายใน เช่น ตับ แต่จากการศึกษาโดยระดับภายในของเซลล์ตับ โดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอน (Electron Microscope) พบว่ามีความผิดปกติของไซโตพลาสซึม (Cytoplasm) , มีการบวมและการเปลี่ยนแปลงของไมโตคอนเดรีย (Mitocondria) และเอ็นโดพลาสมิกเร็กติคิวลัม (Endoplasmicreticulum) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการทำงานของตับต่อการสะสมสารอาหาร เช่น ไขมัน และไกลโคแจน ระบบการสร้างเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร เมื่อมากถึงขั้น ๆ หนึ่งก็จะเกิดความเป็นพิษได้ทันที ได้มีผู้ที่ศึกษาการสะสมของ DDT ในโซ่อาหาร (Food Chain) หลายท่าน และพบว่าปริมาณ DDT จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จากน้ำจนถึงสัตว์ชั้นสูง ขอยกตัวอย่าง งานวิจัยของ Woodwell et al. (1967) ซึ่งพบว่า เมื่อในน้ำมี DDT ๐.๐๐๐๐๕ ppm. ผลให้แพลงค์ตอนมี DDT ๐.๐๔๐ ppm. และเหยี่ยวที่กินนกอีกที่มี DDT สูงถึง ๙.๖๐ ppm. การวิจัยของ Menaseveta et al. (1979) ก็ได้ผลสรุปที่คล้ายคลึงกัน การ เพิ่มขยายของสารมีพิษดังกล่าวตามโซ่อาหาร เราเรียกว่าเป็นการเพิ่มขยายแบบชีวภาพ (Biological Magnification) ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้วงการซึ่งเกี่ยวข้องกับอาหารต้องมีการตรวจตราพิษตก ค้างของยาฆ่าแมลงในอาหารอยู่เป็นประจำ 

ข. สารพิษที่เกิดจากพวก Micro Organism เกิดเป็นจำนวนมากๆ ในแหล่งน้ำที่มีแร่ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์หรือมี cell ผิดปกติกว่า ๑๐๐x๑๐ cell/cc Phyrophyta กลุ่ม Dino-flagellates มักเกิดในทะเลผลิตสารพิษเรียก Piocine Toxin ทำให้ Cell ตาย Chrysophyta กลุ่ม Phyto-flagellate มักเกิดบริเวณน้ำกร่อยผลิตสารพิษ Icthyotoxin , Cyanophyta กลุ่ม Blue Green Algae เกิดในแหล่งน้ำสร้างสารพิษเรียกว่า Itchyo Toxins ทำให้น้ำขาด O 

ค. เนื่องจากก๊าซพิษ ได้แก่ คลอรีน (Cl) ในรูปกรด Hypochlorus HOCL พบในน้ำประปาทั่วไป ในน้ำไม่ควรมีเกิน ๐.๒ mg/L การลดความเป็นพิษ เติมอากาศให้ระเหย หรือเติม NaSO ๕HO ๓-๕ mg/l ถ้าปริมาณ NH สูงความเป็นพิษยิ่งมากขึ้น แอมโมเนีย (NH) ในแหล่งน้ำไม่ควรเกิน ๐.๐๒ mg/L ส่วนไฮโดรเจนซัลไฟด์ HS ไม่ควรเกิน ๐.๐๐๒ mg/L ถ้ามากกว่านี้จะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ ออกซิเจน (O) ในการเติมอากาศลงน้ำมากเกินกว่า ๑๐-๒๐ mg/L โอกาสเกิดฟองอากาศในเลือดของสัตว์น้ำมีมากขึ้นหรือหากน้ำมีปริมาณ O ต่ำกว่า ๓ mg/L ลักษณะอาการของโรคที่เกิดจากสภาพแวดล้อม โดยทั่วไปจะตายเป็นจำนวนมากในเวลารวดเร็วและส่วนมากร่างกายจะไม่มีบาดแผล หรือมองไม่เห็นภายนอก

โรคที่พบ เช่น 

- โรคฟองอากาศ (gad-bubble disease) เป็นอันตรายต่อปลาและสัตว์น้ำโรคนี้มักเกิดเมื่อมีปริมาณของออกซิเจนหรือไนโตรเจนมากเกินไป เช่น ในบ่อที่มีแพลงตอนพืชหรือพืชน้ำ หนาแน่น แล้วเกิดการลดความดันของก๊าซในน้ำโดยทันทีทันใด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่าง กระทันหัน ทำให้ก๊าซที่อยู่ในเลือดของปลาขยายตัวขึ้น เกิดเป็นฟองอากาศตามบริเวณผิวหนัง เหงือก ปาก และถุงอาหารในลูกปลาวัยอ่อน 

- โรคเลือดน้ำตาล (grown blood disease) พบใน channel catfish เกิดจากมีปริมาณไนไตรท์ในน้ำสูงเกินไป เมื่อถูกดูดซึมเข้าไปทางเหงือกของปลาทำให้ฮีโมโกลบินในเลือดปลา เปลี่ยนแปลงไปออยู่ในรูปของ เมธิโมโกลบิน ทำให้ไม่สามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ ปลาจะตายเพราะขาดออกซิเจน เลือดจะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นน้ำตาล จึงเรียกว่า โรคเลือดน้ำตาล

 

  • โรคจากการขาดสารอาหารที่จำเป็น 

ส่วนใหญ่พบเนื่องจาก การเลี้ยงที่หนาแน่น การเตรียมสูตรอาหารผิด หรือการสูญเสียสารอาหารในระหว่างการผลิต เช่น ถูกความร้อนหรือการละลายที่พบบ่อย ได้แก่การขาดโปรตีนและวิตามินและแร่ธาตุ ทำให้สัตว์น้ำเบื่ออาหารและเติบโตช้า ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำ ลำตัวคดงอหรือกะโหลกยุบ โรคที่พบ เช่น โรคเกิดจากขาดวิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ละลายน้ำได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน จึงสูญเสียง่าย อาการที่พบโตช้า สร้างกระดูกผิดปกติ ตัวคดงอ เส้นเลือดเปราะ แผลหายช้า ติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย ปลาดุกที่เป็นโรค พบมากเมื่อเลี้ยงหนาแน่น ส่วนใหญ่พบในลูกปลา การรักษาด้วยการเติมวิตามินซี ๑ กรัม/อาหาร ๑ ก.ก. ให้กินนาน ๗-๑๐ วัน

 

เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคและการรักษาที่สำคัญ 

๑. ไวรัส ไวรัสเป็นกึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีนิวคลิไอโปรตีน เป็นองค์ประกอบ ไวรัสแต่ละตัวจะมีสารพันธุกรรมที่เป็น ดี เอ็น เอ หรือ อาร์ เอ็น เอ ห่อหุ้มด้วยโปรตีนที่ผ่านเข้าออกเซลล์ได้ เพราะมีขนาดเล็กมากเพียง ๑๐-๓๐ นาโนมิเตอร์ (nm.) เท่านั้น ไวรัสแต่ละชนิด จะทำลายเซลหรือโจมตีตีโฮสท์ที่จำเพาะกับมันเท่านั้น เพื่อเป็นที่ขยายพันธุ์ เพิ่มจำนวนโดยปกติสิ่งมีชีวิตต่างๆ สามารถสร้างแอนติบอดีเพื่อ ต่อสู้กับไวรัส และการรุกรานของไวรัสสามารถกระตุ้นให้เหยื่อหรือโฮสท์สร้าง อินเตอเฟอรอน (interferon) ซึ่งเป็นปราการด่านหนึ่งในการต่อต้านเชื้อไวรัสก่อนที่ร่างกายของโฮสท์จะสร้างแอนติบอดีเสร็จเพียงแต่ต้องอาศัยระยะเวลา ซึ่งจะแตกต่างและเฉพาะเจาะจงแล้วแต่ความสามารถของโฮสท์แต่ละตัวเท่านั้น 

กุ้งบางชนิดไวต่อการติดเชื้อไวรัสมาก เมื่อเกิดอาการเครียด โดยเฉพาะเซลล์ตับและเซลล์ตับอ่อน ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในกุ้งกุลาดำได้แก่ บัคคิวโลไวรัส (MBV) ทำให้เกิดการตายต่อกุ้งในอัตราสูงมาก ไวรัสชนิดเอชแอลวี(HLV, reovirul like virus) ยับยั้งการลอกคราบทำให้เกิดอาการตกเลือดในบลูแครบ ไวรัสเฮอร์เปสชนิดหนึ่งทำให้หอยนางรมตายในอัตราสูงมาก โดยยังไม่มีทางรักษาได้โรค โอวาชิสติสในหอยนางรมก็เกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกัน โดยจะเข้าไปทำลายเยื่อบุของอวัยวะสืบพันธุ์ โรคปลาหลายชนิดก็เกิดจากเชื้อไวรัสเช่น โรคลิมโฟชิสติส เกิดจากไวรัสเออริโด(irrido virus) นอกจากนี้การเกิดเนื้องอกผิดปกติในปลาปลายชนิด เข้าใจว่าเกิดจากไวรัสเช่นกัน เนื้องอกบางชนิดมีลักษณะคล้ายดอกกระหล่ำปลีงอกออกจากปากและส่วนหัวของปลาทำให้ปลาผอมลงและตาย 

๒. เชื้อแบคทีเรีย แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกโปรคาริโอต พบได้ทั่วๆ ไปในสถาพแวดล้อม แม้แต่ในธารน้ำแข็งหรือในระดับลึกลงไปถึง ๕ เมตร จากพื้นดินขนาดโดยทั่วไปของแบคทีเรียยาว ๑-๑๐ ไมโครมิเตอร์ มีรูปร่างเป็นแท่งกลมหรือเป็นเกลียว หลายชนิดมีปลอกหุ้ม ตัวอย่างแบคทีเรียที่ทำให้สัตว์น้ำเป็นโรคได้แก่ 

๒.๑ Aeromonas spp. เป็นแบคทีเรียกรัมลบ มีหลายชนิด โดยมากพบในปลาน้ำจืด เมื่อเกิดการระบาดจะทำให้ปลาตายเป็นจำนวนมาก เรียกว่าเกิดโรคแอโรโมแนส ถ้าสถาถแวดล้อมไม่ดี ปลาอ่อนแอ การรระบาดจะรุนแรงขึ้น ทำให้อัตราปลาตายสูง ปลาจะว่ายน้ำเชื่องช้าลง ว่ายขึ้นมาออกกันตรงผิวน้ำ การทรงตัวไม่ดี ไม่ยอมกินอาหาร มีบาดแผลตามลำตัว บวมน้ำตรงส่วนท้อง เกล็ดพอง ตาโปน บางครั้งจะระบาดไปยังสัตว์น้ำอื่นๆ ทำให้มีชื่อเรียกโรคหลายชนิด เช่น โรคปากแดง (red mouth disease) โรค bacterial septicemia โรค red sore disease และโรคขาแดงในกบ แบคทีเรียชนิดนี้พบมากบริเวณแหล่งน้ำเสียที่มีอินทีย์สารมาก เช่นน้ำทิ้งจากโรงงาน อุตสาหกรรมและแหล่งชุมชน สามารถเติบโตได้ทั้งในสถานที่มีหรือไม่มีออกซิเจน อุณหภูมิที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตคือ ๒๕-๓๐ C pH ระหว่า ๕.๕-๙ 

การป้องกัน 

๑. อย่าให้อาหารมากเกินไปจนบ่อเน่า 

๒. อย่าเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นเกินไปจนสัตว์น้ำเกิดอาการเครียด 

๓. ไม่ควรเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกระทันหัน 

๔. ควรเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้มากพอเพียงสำหรับสัตว์น้ำ 

ในประเทศไทยเคยมีรายงานการระบาดของโรคที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้ โดยเกิดโรคครีบหูบวมในปลาดุกด้าน บริเวณแผลมีเลือดซึมออก เหงือกซีด ท้องมาน ตับบวมใหญ่ ไตบวม พบเชื้อชนิดนี้มากที่ไต (สุปรานี และ ชลอ, ๒๕๒๖) ถ้าเชื้อแพร่เข้าสู่ระบบโลหิตทำให้เกิดโลหิตเป็นพิษ (septicemia) 

การรักษา 

๑. ใช้ออกซิเตตราซัยคลิน แช่ในอัตราส่วน ๒๐ พีพีเอ็ม หรือให้กินในอัตรา ๕๕ มิลลิกรัม ต่อ น้ำหนักตัว ๑ กิโลกรัม/วัน ติดต่อกัน ๑๐ วัน 

๒. คลอแรมแฟนิคอล หรือคลอโรมัยเซตินผสมในอาหารอัตราเดียวกับข้อ ๑

๓. เฟอราเนช ผสมอาหารในอัตราส่วน ๐.๕-๑ กรัม/อาหาร ๑ กิโลกรัม ติดต่อกันเป็นเวลา ๑๐-๑๔ วัน 

๔. ซัลฟาเมอราซีน ผสมอาหารอัตราส่วน ๑๐๐-๒๐๐ มิลลิกรัม/น้ำหนักปลา ๑ กิโลกรัมต่อวัน ติดต่อกัน ๑๔ วัน 

๒.๒ Psudomonas septisemia แบคทีเรียนชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามซากเน่าเปื่อย เมื่อปลาอ่อนแอเครียดสภาพแวดล้อมไม่ดี เช่น เกิดสารพิษในน้ำ ความเป็นกรดเป็นด่างสูงเกินไป ปลาอยู่กันอย่างแออัดเกินไป ผิวหนังหรือเหงือกปลาเกิดบาดแผล ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่ตัวปลาทางผิวหนังและเหงือกที่มีแผล แล้วกระจายไปตามกระแสเลือด ปลาจะมีอาหารตกเลือดที่เยื่อบุช่องท้อง และอวัยวะภายใน การป้องกันและการรักษา เช่นเดียวกับข้อ ๒.๑ 

๒.๓ Edwardslella spp. เป็นแบคทีเรียชนิดกรัมลบ รูปร่างเป็นแท่งสั้นขนาดความกว้างประมาณ ๐.๘-๑ ไมครอน ยาวประมาณ ๑-๑.๖ ไมครอน มีแส้จำนวนมากรอบเซลล์ เจริญได้ดีในสภาพที่มีและไม่มีออกซิเจน โดยปกติจะพบแบคทีเรียชนิดนี้ทั่วไปในแหล่งน้ำที่มีอินทรีย์สารสูง พบในลำไส้ของงู บางครั้งก็พบในอุจจาระของมนุษย์ด้วย ปลาที่ติดเชื้อนี้จะมีแผลแดงตามลำตัว ขอบแผลมีสีดำ ตับโตซีด ท้องบวมมีแผลฝีในกล้ามเนื้อตามลำตัว ฝีอาจจะลามขยายใหญ่ภายในเน่าเป็นโพรงก๊าซ มีกลิ่นเหม็น ทำให้ปลาสูญเสียการทรงตัว การรักษา ใช้ออกซีเตตะซัยคลินผสมอาหารในอัตราส่วน ๕๕ มิลลิกรัม ต่อหนักปลา ๑ กิโลกรัมต่อวัน กินติดต่อกันนาน ๑๐ วัน 

๒.๔ Flexibacter columnaris เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบทั่วไปในน้ำจืดพบปะปนกับเมือกของปลาเป็นแบคทีเรียกรัมลบ มีลักษณะเป็นแท่งยาวหรือเป็นสาย กว้างประมาณ ๐.๕-๐.๗ ไมครอน ยาวประมาณ ๑๐-๑๒ ไมครอน มักเกิดโรคกับปลาที่อ่อนแอ ปลาที่เป็นแผลหรือบอบช้ำ จากการขนส่งหรือการจับ บริเวณที่ติดเชื้อจะมีเมือกหนามาคลุม ต่อมามีลักษณะเป็นสีเทา บางทีมีจ้ำเลือดคั่งอยู่ด้วย ตาจะขุ่นฝ้าผิวหนังตามลำตัวจะมีรอยด่างซึ่งจะตรวจพบแบคทีเรียเป็นจำนวนมากตรงบริเวณด่างนี้ครีบจะกร่อนว่ายน้ำเชื้อช้าลงและขึ้นมาอยู่ตรงผิวน้ำ เรียกโรคที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดนี้ว่า โรคคอลัมนาริส หรือโรคปุยสำลี การรักษา แช่ปลาด้วยสารเฟอราเนซ เข้มข้น ๑.๕ พีพีเอ็ม นาน ๑ ชั่วโมง ติดต่อกัน ๓ วัน หรือแช่ด้วยคอปเอปซัลเฟตเข้มข้น ๔๐ พีพีเอ็ม นาน ๒๐ นาที ติดต่อกัน ๓ วัน หรือใช้ด่างทับทิม ๒.๔ พีพีเอ็ม ใส่ตลอดไปจนกว่าจะมีอาการดีขึ้น 

๒.๕ Mycobacterium sp. (เชื้อวัณโรค) มีรายงานถึงปลาที่ป่วยเป็นวัณโรคในสถานพักฟื้นผู้ป่วยวัณโรคในฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก จึงได้ทราบว่าเชื้อวัณโรคจากมนุษย์ สามารถแพร่ติดต่อไปยังปลาได้ ต่อมาได้พบปลาคอดเป็นวัณโรคและพบเชื้อวัณโรคในปลาอีกหลายชนิด เชื้อวัณโรคเป็น แบคทีเรียกรัมบวก รูปร่างเป็นแท่งยาว ปลาที่ป่วยเป็นวัณโรคจะมีอาการแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของปลา ส่วนมากจะมีลักษณะผอม ไม่กินอาหาร ท้องมาน มีแผลตื้นตามลำตัว ครีบกร่อน ตาโปน ตาบอดข้างเดียวหรือสองข้าง ตัวมีสีเข้มขึ้น อวัยวะภายในจะมีตุ่มเล็ก ๆ กระจายทั่วไป ต่อมาปลาจะค่อย ๆ ตายไป ปลาช่อนที่เป็นวัณโรคจะมีตาขุ่นมัวคล้ายเม็ดสาคูอยู่ในตาข้างเดียวหรือสองข้าง ตาโปน บางตัวมีอาการตกเลือดในตา อวัยวะภายในจะเป็นตุ่ม ม้ามมีขนาดใหญ่กว่าปกติมาก และสามารถติดต่อมายังมนุษย์ได้ หากบริโภคเนื้อปลาเข้าไปโดยที่เชื้อวัณโรคยังไม่ตาย การรักษา เชื้อวัณโรคมีความต้านทางต่อยาปฎิชีวนะดีมาก ควรใช้กานามัยซินผสมลงในอาหารอัตราส่วน ๑๐๐ มิลลิกรัมต่ออาหารหนัก ๑ กิโลกรัม ให้ปลากินติดต่อกัน ๗ วัน ถ้าสงสัยว่าปลาจะเป็นวัณโรค หรืออาจใช้ยาปฎิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั่วไป เช่น ออริโอมัยซิน เฟอราเนซ คลอแรมแฟนิคอล

 

แหล่งที่มาของเชื้อโรค 

- มาจากปลาที่ป่วยหรือตาย ปลาพาหะ (ไม่แสดงอาการ) 

- ไข่ที่ติดเชื้อ 

- แหล่งน้ำ 

- อาหารสด 

- ติดเชื้อจากเครื่องมือเครื่องใช้

 

2010-2013 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด Free joomla templates |