ยาและสารเคมีในการรักษาโรคสัตว์น้ำ

พิมพ์
ให้เรตสมาชิก
ไม่ดีดี 
หมวด: โรค

        ยาและสารเคมีที่ใช้กันในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด และมีการตั้งชื่อทางการค้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งคุณภาพของยาและสารเคมีที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดมาควบคุมอย่างเข้มงวด ดังนั้นในการตัดสนใจซื้อ ยาหรือสารเคมี เกษตรกรควรเลือกใช้ยาและสารเคมีชนิดที่มีฉลากบอกส่วนผสมว่ามี ตัวยาหรือสารเคมีอะไรบ้าง ในอัตราส่วนกี่เปอร์เซ็นต์เป็นต้น ยาหรือสารเคมีที่นิยมใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่

 

เกลือ(โซเดียมคลอไรด์ NaCl )

       เป็นสารเคมีที่มีราคาถูกและหาซื้อได้ว่ายที่สุด จัดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ดี โดยจะแตกตัวให้โซเดียมอิอน และคลอไรด์อิออน เกลือสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ชนิด คือ เกลือสินเธาว์ ( rock salt ) และเกลือแกง ( table salt ) โดยทั่วไปจะใช้ในรูปแบบเกลือแกง ประสิทธิภาพเกลือแกงมีดังนี้

๑.ใช้ในการกำจัดปรสิตภายนอก

อัตราการใช้ 

ระยะเวลาในการใช้

๐.๑-๐.๕% 

ใช้แช่ตลอด

๑ % 

ใช้แช่ ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมง

๓ % ใช้แช่ ๒-๓ นาที

๒.ใช้ลดความเครียดในระหว่างการขนส่ง

- อัตราการใช้ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์

๓.ช่วยลดภความเป็นพิษของแอมโมเนีย ไนไทรต์ และก๊าซไข่เน่า

- อัตราการใช้ ๖๐-๑๐๐ กิโลกรัม /พื้นที่บ่อ ๑ ไร่

 

ด่างทับทิม ( Potassium permanganate )

      เป็นสารเคมีที่มีลักษณะสีม่วงเข้ม เป็นเงาเหมือนโลหะปราศจากกลิ่น เมื่อละลายน้ำจะได้สารละลายสีม่วงหรือสีชมพูอมม่วง มีประสิทธิภาพต่างๆ ดังนี้

๑.ใช้ในการกำจัดปรสิตภายนอกในบ่อปูนหรือบ่อดินที่มีน้ำใส ใช้ในอัตรา ๒-๔ ppm ( ส่วนในล้านส่วน ) แช่ตลอด

๒.ใช้ฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กระชอน สายยาง ใช้ในอัตรา ๒๐-๒๕ ppm ( ส่วนในล้านส่วน ) แช่นาน ๒๔ ชั่วโมง

๓.ใช้ในการกำจักปรสิต เชื้อรา และแบคทีเรียในอาหารสัตว์น้ำมีชีวิต เช่น ลูกไร ลูกน้ำ โดยการแช่ในสารละลายด่างทับทิมเข็มข้น ๑๐๐-๑๕๐ ppm ( ส่วนในล้านส่วน ) นาน ๓-๕ นาที

๔.ใช้ลดปริมาณแพลงก์ตอนและสารอินทรีย์ในน้ำ ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับความเข้มสีของน้ำ ถ้าน้ำมีสีเข็มมาก ต้องใช้ในปริมาณที่สูงขึ้น

๕.สามารถใช้ลดความเป็นพิษของก๊าชไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ) และโลติ๊น

  • ข้อควรระวังในการใช้ด่างทับทิม

- ไม่ควรใช้เพิ่มออกซิเจนในบ่อปลา

- ไม่ควรใช้ร่วมกับฟอร์มาลิน เนื่องจากฟอร์มาลินสามารถฆ่าแพลงก์ตอนได้จึงมีผลทำให้เกิดการลดออกซิเจนในน้ำโดยทางอ้อม คือด่างทับทิมมีผลทำให้แพลงก์ตอนตายและเกิดการเน่าเสียของแพลงก์ตอน

- ไม่ควรให้ถูกผิวหนังของผู้ใช้โดยตรง

- ควรเก็บด่างทับทิมในที่ที่ไม่ถูกแสง

 

ฟอร์มาลิน ( Formalin )

      น้ำยาฟอร์มาลินหรือที่เรียกกันว่าน้ำยาฉีดศพ เป็นสารละลาย ๓๗-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของก๊าชฟอร์มาลดีไฮด์ในน้ำ แต่ถือการออกฤทธิ์ของสารเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะมีเมทธานอล(methyl- alcohol) ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นองค์ประกอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ฟอร์มาลินเปลี่ยนรูปไปเป็น พาราฟอร์มาลดีไฮด์ ( paraformaldehyde ) ซึ่งเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง ฟอร์มาลินที่มีคุณภาพจะเป็นสารละลายใส ไม่มีสี กลิ่นฉุน แต่ถ้าเก็บไว้นานๆ หรือเก็บในภาชนะที่มีแสงอ่อนผ่านได้จะพบว่ามีตะกอนสีขาวเกิดขึ้น เนื่องจากฟอร์มาลินเปลี่ยนรูปไปเป็นพาราฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งไม่สามารถใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำ ประสิทธิภาพของฟอร์มาลินที่เกี่ยวข้องกับโรคสัตว์น้ำคือ

๑.ใช้ในการกำจัดปรสิตภายนอก

- อัตราการใช้ ๒๕-๕๐ ppm แช่ตลอด หรือ ๑๐๐- ๒๐๐ ppm แช่นาน ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมง

๒.ใช้ร่วมกับมาลาไคต์กรีนในการกำจัดโรคพยาธิจุดขาว ( White spot หรือ lch )

- อัตราการใช้ ฟอร์มาลิน ๒๕ ppm ผสมกับมาลาไคต์กรีน ๐.๑ ppm แช่ตลอด

  • ข้อควรระวังในการใช้ฟอร์มาลิน

- ฟอร์มาลินสามารถลดปริมาณออกวิเจนในน้ำได้โดยตรงฉะนั้นเวลาใช้ควรระวังการขาดออกซิเจน

- ถ้าใส่ฟอร์มาลินในตู้กระจกหรือบ่อปูนควรเพิ่มออกซิเจนลงในน้ำโดยการเปิดเครื่องเพิ่มอากาศ(แอร์ปั้ม) แรงๆ

- กรณีใส่ลงในบ่อดินควรสังเกตสีของน้ำก่อน ถ้าน้ำมีสีเขียวจัดควรเปิดเครื่องตีน้ำ หรือใช้การพ่นน้ำขึ้นไปบนอากาศเพื่อเพิ่มออกซิเจนด้วย

- ควรสาดฟอร์มาลินลงในบ่อช่วงที่มีแสงแดด

- ไม่ควรสาดฟอร์มาลินในช่วงตอนเย็น

- ไม่ควรใช้ฟอร์มาลินร่วมกับด่างทับทิม

- ควรเลือกซื้อฟอร์มาลินในภาชนะบรรจุทึบแสง หรือในขวดสีชา

- ควรระวังมิให้ฟอร์มาลินสัมผัสผิวหนังหรือตาของผู้ใช้

 

มาลาไคต์กรีน ( Malachite green )

      ลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว เป็นสารย้อมสี ( diarylmethane dye ) จัดเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง โดยชนิดที่ใช้ในการควบคุมปรสิตต่างๆ เป็นชนิด Zince-free oxalate นิยมใช้ในการจัดเชื้อรา และปรสิตภายนอกทั่วไป

๑.อัตราการใช้ ๐.๑-๐.๒ ppm แช่ตลอด

๒.ไม่ควรใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้บริโภค ควรใช้ในกลุ่มปลาสวยงามเท่านั้น

๓.การใช้ควรมีการระมัดระวังให้มาก เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็งไม่ควรให้สัมผัสถูกผิวหนังโดยตรง

 

คลอรีน (Chlorine )

     เป็นสารเคมีที่มีกลิ่นฉุน มี ๒ รูป คลอรีนผง (แคลเซียมไฮโปคลอไรท์ ) หรือชนิดน้ำที่อยู่ในรูปของน้ำยาฟอกขาว ( โซเดียมไฮโปคลอไรท์ ) ซึ่งจะมีตัวยาออกฤทธิ์อยู่ประมาณ ๕.๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในน้ำ คลอรีนเมื่ออยู่ในน้ำจะแตกตัวอยู่ในรูปขอพงกรดซึ่งจะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส รวมทั้งแพลงก์ตอนชนิดที่นิยมใช้ในวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือชนิดผง เนื่องจากมีราคาถูกกว่ามาก และและสะดวกในการใช้มากกว่า ประสิทธิภาพของสารคลอรีนมีดังนี้

๑.นิยมใช้ในการฆ่าเชื้อและพาหะต่างๆ ในน้ำ ในขั้นตอนการเตรียมน้ำ ในบ่อปูนใช้ในอัตรา ๑๐-๓๐ ppm

๒.ใช้ในการฆ่าเชื้อภาชนะ อุปกรณ์ในโรงเพาะฟัก อัตราการใช้ ๑๐-๓๐ ppm แช่นาน ๑ คืน

๓.ใช้ทำความสะอาดพื้นโรงฟัก อัตราการใช้ ๕๐-๑๐๐ ppm สาดให้ทั่ว ทิ้งไว้ ๓๐ นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

  • ข้อควรระวังในการใช้คลอรีน

- ไม่ควรเก็บคลอรีนผงในที่ชื้น เพราะคลอรีนผงจะจับตัวเป็นก้อนแข็ง

- เวลาใช้ควรระมัดระวังมิให้สัมผัสตาและผิวหนัง

- คลอรีนเป็นสารเคมีที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำสูง ดังนั้นเมื่อจะมีการใช้น้ำที่ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ควรทิ้งไว้ให้คลอรีนสลายตัวก่อนอย่างน้อย ๓-๕ วัน หรือใช้สารกำจัดคลอรีน ได้แก่ โซเดียมไธโอซัลเฟต ใส่ลงในน้ำก่อนใช้

- ก่อนนำน้ำที่ผ่านการการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนไปใช้ ควรแน่ใจว่าคลอรีนสลายตัวหมดแล้ว โดยการใช้ชุดน้ำยาทดสอบคลอรีนหรือใช้สารเคมีโพทัสเซียมไอโอไดน์ ประมาร ๒-๓ เกล็ด ใส่ลงในถังน้ำ ถ้าน้ำยังมีคลอรีนอยู่จะมีสีน้ำตาลเกิดขึ้น

 

โซเดียมไธโอซัลเฟต ( Sodium thioulphat)

ลักษณะเป็นผลึกใส มีพิษต่อสัตว์น้ำรวมทั้งไข่ และสัตว์น้ำวัยอ่อนในระดับที่ต่ำมาก จึงค่อนข้างปลอดภัยในการใช้ นิยมใช้กำจัดคลอรีนในน้ำ

- อัตราส่วนที่ใช้ประมาณ ๕-๗ เท่าของปริมาณคลอรีน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ในอัตรา ๑๐-๒๐ ppm ในน้ำประปา หลังจากเติมสารชนิดนี้ลงในน้ำแล้วสามารถนำน้ำนั้นมาใช้ได้เลย

 

ไตรคลอร์ฟอน ( Trichlorfon )

      เป็นยาฆ่าแมลงในกลุ่ม organophosphate มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ ได้แก่ ดิปเทอเร็กซ์ ซินเทอเร็กซ์ ไดลอกซ์ ฟอสคลอร์ นีกูวอน เซกูฟอน แอนธอน และมาโซเท็น มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว หรือเหลืองอ่อนดูดความชื้นได้ดี ยาฆ่าแมลงชนิดนี้มีประสิทธิภาพต่างๆ ดังนี้

๑.ใช้ในการกำจัดปรสิตภายนอก ได้แก่ เห็บปลา หนอนสมอ อัตราการใช้ ๐.๒๕-๐.๕ ppm ทิ้งไว้ ๓-๔ วัน ถ่ายน้ำ แล้วใส่ยาปริมาณเท่าเดิม ทำซ้ำเช่นนี้ ๒-๓ ครั้ง

๒.ใช้ในการกำจัดศัตรูของสัตว์น้ำ เช่น แมลง กุ้ง ปู ในขั้นตอนการเตรียมน้ำเมื่อเริ่มเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นต่อไป อัตราการใช้ ๐.๕-๑.๐ ppm ทิ้งไว้ ๗-๑๔ วัน ก่อนปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยง

  • ข้อควรระวังในการใช้ไตรคลอร์ฟอน

- ไตรคลอร์ฟอนเป็นยาฆ่าแมลง ดังนั้นการใช้ควรระมัดระวังเช่นเดียวกับการใช้ยาฆ่าแมลงทั่วไป ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกในระหว่างการชั่งยา และควรใช้ถุงมือในระหว่างปฏิบัติงาน

- ควรเก็บยาไว้ในสถานที่เก็บมิดชิด หรือภาชนะกันความชื้น แล้วเก็บไว้ที่อากาศแห้ง เนื่องจากไตรคลอร์ฟอนเป็นสารเคมีที่ดูดความชื้นได้ดี

- เมื่อไตรคลอร์ฟอนเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวใส ไม่ควรนำมาใช้

- ภายหลังจาการใส่ไตรคลอร์ฟอนในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรทิ้งไว้อย่างน้อย ๑๔ วัน ก่อนจับสัตว์น้ำมาบริโภค

 

ไตรฟูราลิน ( Trifluralin )

     เป็นยากำจัดวัชพืช ลักษณะเป็นสารละลายใส มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ ได้แก่ เทรฟแลน โทลิน โอแลน ใช้ในการกำจัดเชื้อรา แต่ในปัจจุบันมีผู้นำมาใช้ในการกำจัดปรสิตภายนอก เช่น ซูโอแทนเนียม และเห็บระฆัง

๑.อัตราส่วนที่ใช้ ๘-๑๐ cc/น้ำ ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร หรือ ๑๐๐-๑๒๐ cc/บ่อขนาด ๑ ไร่ น้ำลึก ๑ เมตร

  • ข้อควรระวังในการใช้ไตรฟูราลิน

- ระวังอย่าให้เข้าตา หรือถูกผิวหนัง

- ควรหยุดใช้ยาก่อนจับสัตว์น้ำอย่างน้อย ๗ วัน

 

เบนซัลโคเนียม คลอไรด์ ( Benzalkonium chlorine, BKC )

      เป็นสารเคมีในกลุ่มยาฆ่าเชื้อ ลักษณะเป็นสารละลายสีเหลืองใส ชนิดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด มี ๒ ระดับความเข้มข้น คือ BKC ๕๐ % และ BKC ๘๐ % นิยมใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในน้ำ และกำจัดโปรโตซัวภายนอก ได้แก่ เห็บระฆัง ( Trichodida sp. ) และ อิพิสไตริส ( Epistylis sp. ) และสามารถฆ่าแพลงก์ตอนในน้ำได้ด้วย

๑.อัตราส่วนที่ใช้ คือ ๐.๓-๐.๘ ppm หรือ ๐.๕-๑.๓ ลิตร/พื้นที่บ่อ ๑ ไร่ มีระดับน้ำลึก ๑ เมตร หรือ ๑-๒ ppm แช่นาน ๑ ชั่วโมง

  • ข้อควรระวังในการใช้ยา

- ระวังอย่าให้เข้าตา ถูกผิวหนัง หรือสุดดม

- ไม่ควรใช้ในบ่อที่มีพืชน้ำ เช่น ผักตบชวา ผักบุ้ง เนื่องจาก BKC สามารถฆ่าพืชน้ำได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้หลังจากการใช้ควรนำพัชน้ำที่ตายออก เพื่อมิให้น้ำในบ่อเน่าเสีย

- เป็นวัตถุไวไฟ ดังนั้นควนเก็บให้ห่างจากเปลวไฟ

 

โพวิโดน ไอโอดีน ( Povidone Iodine )

      จัดอยู่ในกลุ่มยาฆ่าเชื้อที่มีการใช้อย่างแพร่หลายทั้งในทางการแพทย์ ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ แต่ที่นิยมใช้กันมากอยู่ในชื่อ เบตาดีน (Batadine ) เป็นสารเคมีผสมระหว่าง ไอโอดีน( Iodine ) และโพวิโดน (Polyvinylpyrrolidone ) ออกฤทธิ์ได้ดีในน้ำ ดดยจะทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของ HOl ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่างๆ

๑.อัตราการใช้ขึ้นกับความเข้มข้นของตัวยาที่แต่ละบริษัทผลิตขึ้นเกษตรกรควรอ่านสลากซึ่งบอกวิธีการใช้ยาข้างภาชนะบรรจุให้ดีก่อน

 

ปูนขาว ( Lime )

      วัสดุปูนขาวมีอยู่ในท้องตลาด สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ ๔ กลุ่ม ตามลักษณะขององค์ประกอบและปฏิกิริยาทำลายความเป็นกรดแรงแตกต่างกัน ดังนั้นเกษตรกรควรทำความเข้าใจกับชนิดของปูนและความต้องการใช้ปูนในแต่ละครั้ง เพื่อที่จะเลือกใช้ปูนได้ตรงตามวัตถุประสงค์โดยไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำ

๑.ปูนมาร์ล หรือ ดินมาร์ล

      เป็นวัสดุปูนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทำปฏิกิริยากันระหว่างปูนที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะจากภูเขาหินปูนผสมผสานกับ ดิน มีองค์ประกอบหลักเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต จะเห็นได้ว่าความบริสุทธิ์ของปูนมาร์ลก็จะขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์การเจือปน ของตะกอนดินนั่นเอง ปูนมาร์ลมีอำนาจในการทำลายกรดน้อยกว่าปูนขาว ปูนมาร์ลที่มีขายในท้องตลาดมักจะมาจากแหล่งภูเขาหินปูนบริเวณจังหวัด สระบุรี แพร่ ราชบุรี ซึ่งมีวิธีการผลิตเพียงขุดปูนมาร์ลขึ้นมาแล้วบดให้ละเอียด วัสดุปูนในกลุ่มนี้จึงมีราคาถูกที่สุด

- นิยมใช้ในการปรับคุณภาพดินก้นบ่อ เพื่อลดความเป็นกรดของพื้นบ่อ และเพิ่มค่าความกระด้างของน้ำ เป็นต้น แต่ปฏิกิริยาการทำงาน จะเป็นไปอย่างช้าๆ จึงนับว่าเป็นวัสดุที่ปลอดภัยต่อสัตว์น้ำ

- อัตราการใช้ในการเตรียมบ่อขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นกรดของดิน โดยทั่วไปใช้ในอัตรา ๑๐๐-๒๐๐ กิโลกรัม/ไร่ และอาจสูงถึง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม/ไร่ ถ้าดินเป็นกรดจัดมาก

- ในระหว่างการเลี้ยงสัตว์น้ำอาจใช้เป็นระยะๆ เพื่อรักษาสภาพความเป็นด่างของน้ำโดยอาจจะใช้ครั้งละ ๓๐-๕๐ กิโลกรัม/ไร่ ทุกๆ ๑-๒ สัปดาห์ หรือจากการถ่ายน้ำปริมาณมากๆ

๒.ปูนขาว

      เป็นวัสดุที่เกิดจากการนำหินปูนมาเผาที่ความร้อนสูงถึง ๖๐๐-๙๐๐ องศาเซลเซียสขึ้นไป เมื่อได้แล้วก็จะมีการพรมน้ำลงไปตามส่วน ปูนที่ได้จะมีลักษณะเป็นผงระเอียด ความบริสุทธิ์ของปูนชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับการปนเปื้อนของขี้เถ้าและดินที่ ปะปนมากับหินปูน ปูนชนิดนี้จะมีอำนาจการทำลายกรดสูงกว่าปูนมาร์ลและปูนโดโลไมท์

- ปฏิกิริยาของปูนชนิดนี้ค่อนข้างรุนแรง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH ค่อนข้างเร็วและมีค่าสูง มีการทดลองใส่ปูนขาวในอัตรา ๑๐ % ของปริมาณน้ำพบว่าจะทำให้ pH ของน้ำกลั่นเพิ่มจาก ๗ เป็น ๑๐-๑๑

- นิยมใช้เพื่อปรับ pH ของดินและน้ำในบ่อที่สร้างขึ้นในบริเวณที่ดินเป็นกรด

- การใช้ปูนขาวโดยตรงในบ่อซีเมนต์ หรือตู้กระจกจะทำให้ค่า pH ในน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้ จึงไม่ควรใช้ปูนขาวปรับค่า pH ของน้ำในตู้กระจกหรือบ่อซีเมนต์

- การใช้โดยทั่วไปในการเลี้ยงสัตว์น้ำจะใช้ครั้งละประมาณ ๓๐-๕๐ กิโลกรัม/ไร่ แต่ถ้าค่า pH ในบ่อต่ำมากก็อาจใช้ปูนขาวในปริมาณ๑๐๐-๒๐๐ กิโลกรัม/ไร่ได้

๓.ปูนเปลือกหอยหรือปูนเผ

     เป็นสารประกอบกลุ่มออกไซด์ซึ่งได้จากการนำหินปูน หรือเปลือกหอย มาเผาด้วยความร้อนที่สูงแล้วปล่อยให้เย็นลง ปูนที่ได้จะเป็นผงละเอียดสีขาวเนื่องจากกระบวนการผลิตจะต้องผ่านขั้นตอนการ เผาจึงเกิดการปนเปื้อนของดินและขี้เถ้าเช่นเดียวกับปูนขาวได้

- วัสดุกลุ่มนี้จะเกิดปฏิกิริยารุนแรง และทำลายกรดได้สูงที่สุดในวัสดุปูนที่ใช้กันอยู่ดังนั้นจึงควรเพิ่มความ ระมัดระวังในการใช้ปูนชนิดนี้ให้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดความร้อนสูงในระหว่างการใช้

- ทำให้คุณภาพน้ำโดยเฉพาะค่า pH สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำได้ง่าย

- ถ้าหากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงวัสดุปูนกลุ่มนี้โดยตรงกับบ่อที่มีสัตว์น้ำอยู่ อัตราการการใช้ไม่ควรเกิน ๓๐ กิโลกรัม/ไร่

๔.ปูนโดโลไมท์

     เป็นสารปดระกอบปูนตามธรรมชาติเช่นเดียวกับปูนมาร์ล แต่เมื่อละลายจะให้สารปดระกอบแคลเซียมคาร์บอเนต และ แมกนีเซียมคาร์บอเนต

- การทำปฏิกิริยาของปูนชนิดนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับพวกปูนมาร์ล แต่จะให้แมกนีเซียมเพิ่มขึ้นมา ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากกับพวกแพลงก์ตอนพืชในน้ำ จึงนิยมใช้ใส่บ่อเพื่อเร่งให้แพลงก์ตอนเจริญเร็วขึ้น

- เนื่องจากปฏิกิริยาเกิดไม่รุนแรง การใช้ปูนำชนิดนี้จึงไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่า pH อย่างรวดเร็ว

- อัตราการการใช้ของปูนชนิดนี้เพื่อเพิ่มความเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนควรใน ปริมาณ ๒๐-๓๐ กิโลกรัม/ไร่/ครั้ง โดยความถี่ของการใช้จะสัมพันธ์กับการถ่ายน้ำ และการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชในบ่อซึ่งก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

- เกษตรกรควรสังเกตเป็นหลักว่า หลังจากถ่ายน้ำแล้วมีการตายของแพลงก์ตอนซึ่งจ้เกิดการเป็นฟองหรือเป็นเมือก เหนียวขึ้นหรือไม่ ถ้ามีการตายหรือลดจำนวนของแพลงก์ตอนมากก็จำเป็นต้องใส่ปูนเพิ่ม ซึ่งโดยทั่วไปในแหล่งที่เป็นดินกรด หรือ ดินปนทราย อาจต้องเติมปูนทุกๆ ๓-๕ วัน ในช่วงต้นๆของการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นต้น

 

ยาถ่ายพยาธิ เมโทรนิดาโซล ( MatronidaZole )

     ยาถ่ายพยาธิชนิดนี้นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า ยาฆ่าเชื้อบิด ( Trichomonas ) เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Nitroimidazoles ลักษณะเป็นเม็ดแข็งไม่ละลายน้ำ มีความสามารถแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อ รวมทั้งระบบประสาทได้ดี นิยมใช้ในการกำจัด โปรโตซัว ซึ่งเป็นปรสิตในทางเดินอาหาร เช่น Hexamita sp. Opalina sp. เป็นต้น

- อัตราส่วนที่ใช้ ยาเม็ด ๒๕๐ มิลลิกรัม ๑๐-๑๕ เม็ด ผสมกับอาหาร ๑ กิโลกรัม ให้กินติดต่อกัน ๓-๕ วัน

- ไม่ควรใช้ยานี้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อนำไปบริโภค ควรใช้เฉพาะในกลุ่มสัตว์น้ำสวยงามเท่านั้น เนื่องจากยานี้เป็นสารต้องห้ามใช้กับสัตว์เพื่อการบริโภค

 

ยาต้านจุลชีพ หรือยาปฏิชีวนะ

      เป็นกลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชนิดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากหาซื้อง่ายและราคาถูกกว่ายาชนิดอื่น ได้แก่ ออกซิเททราไซคลิน คลอเททราไซคลิน และเททราไซคลิน ยาชนิดอื่นที่ใช้กันโดยทั่วไป ได้แก่ ออกโซลินิคแอซิค นาลิดิกซิก แอซิค วัลฟาเมทท็อกซิน/ออเมโทรพริม

- อัตราการใช้ 

ชื่อยา 

แช่ตลอด 

ผสมอาหาร

ออกซิเททราไซคลิน ๑๐-๓๐ ppm ๓-๕ กรัม/อาหาร ๑ กิโลกรัม
ออกโซลินิค แอซิค ๑๐-๓๐ ppm ๑-๓ กรัม/อาหาร ๑ กิโลกรัม
ยากลุ่มซัลฟา ๑๐-๓๐ ppm ๑๐ มิลลิกรัม/น้ำหนักปลา ๑ กิโลกรัม
นาลิดิซิก แอซิค ๑๐-๓๐ ppm ๑-๓ กรัม/อาหาร ๑ กิโลกรัม

ข้อควรระวัง

- ไม่ควรใช้เกลือร่วมกับยากลุ่มเททราไซคลิน ( Tetracycline ) เพราะจะทำให้ยาเสื่อมฤทธิ์ลง

- ไม่ควรใช้ยาต้านจุลชีพในการป้องกันโรคเพราะจะทำให้เกิดการดื้อยา ซึ่งเมื่อจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษาจะทำให้รักษาไม่ได้ผล

- การใช้ยาควรใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลา ๕ , ๗ , ๑๐ , ๑๔ หรือ ๒๐ วัน แล้วแต่ชนิดยา

- เมื่อยาเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนสีไปจากเดิม ไม่ควรนำยานั้นมาใช้

- ไม่ควรเก็บยาไว้ในที่ชื้นหรือถูกแสงแดด

- ในกรณีเลี้ยงปลาเพื่อการบริโภคควรหยุดการใช้ยาก่อนจับปลาจำหน่ายอย่างน้อย ๒๑ วัน เพื่อมิให้เกิดการตกค้างของยาในสัตว์น้ำ

  • วิธีการผสมยาในอาหารเม็ดสำเร็จรูป

- ในกรณีที่ยาละลายน้ำได้ดีให้ละลายยาในน้ำแล้วพ่นยาลงในอาหารให้ทั่ว จากนั้นผึ่งลมให้แห้ง( ห้ามวางทิ้งไว้ในแดด ) แล้วนำไปให้สัตว์น้ำป่วยกิน ถ้ายาที่เลือกใช้มีกลิ่นเหม็นสัตว์น้ำอาจไม่กิน ควรนำอาหารที่ผสมยาแล้วมาคลุกเคล้ากับไข่ น้ำมันปลา หรือหัวเชื้อน้ำปลา เพื่อกลบกลิ่นของยา

- กรณีที่ยาไม่ละลายน้ำ เมื่อนำยาคลุกเคล้าอาหารแล้วจึงนำอาหารนั้นไปคลุกเคล้ากับไข่ น้ำมันปลา น้ำมันพืชหรือสารเหนียว เพื่อให้ยาจับอยู่กับเม็ดของอาหาร

2010-2013 www.aquatoyou.com สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด Free joomla templates |