ผู้เขียน หัวข้อ: "ป่าพรุสิรินธร" ป่าพรุอันดับหนึ่งของเมืองไทย  (อ่าน 1452 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ โนรี

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2447
  • การ์ม่า: +0/-3
    • ดูรายละเอียด
    • แอควาทูยูดอทคอม
สภาพน้ำขังกับต้นไม้ที่ขึ้นในป่าพรุสิรินธร

ทำงานอยู่ในเมืองเจอแต่ป่าคอนกรีต
       
       การได้ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศท่องเที่ยวป่าในธรรมชาติจึงเป็นเรื่องน่าอภิรมย์ไม่น้อย
       
       สำหรับการไปเที่ยวป่าครั้งนี้ผมไปไกลถึงนราธิวาส จังหวัดที่มีป่าชั้นเยี่ยมในระดับสุดยอดของเมืองไทยอยู่ 2 แห่ง ด้วยกัน
       
       หนึ่งคือป่าบาลา-ฮาลา และอีกหนึ่งคือ?ป่าพรุสิรินธร?ที่ผมเพิ่งไปเยือนมาสดๆ ร้อนๆ
       
       พูดถึงป่าพรุแล้ว ป่าประเภทนี้มีลักษณะพิเศษ มีน้ำจืดท่วมขังเกือบตลอดทั้งปี(อาจมีแห้งบ้างในหน้าแล้ง) ในป่าพรุมีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่ไม่ได้ขึ้นบนดิน หากแต่ขึ้นบนซากพืชที่ตายแต่ยังไม่สลายตัวสะสมทับถมกันอยู่อย่างหลวมๆ เป็นเวลายาวนานจนเป็นชั้นหนาหรือที่เรียกว่า ?พีท?(peat) ทำให้พืชในป่าพรุต้องปรับตัวให้รากของมันมีระบบพิเศษ ช่วยในการหายใจและช่วยค้ำจุนลำต้น

เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติข้ามพรุน้ำ

     ป่าพรุเกิดจากการถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะเคยเป็นทะเลมาก่อน หรือเป็นที่ราบลุ่มต่ำ ก่อนมีบางสิ่งมากั้นแยกแหล่งน้ำออกจากกัน นานวันเข้าฝนตกลงมา น้ำเดิมจะค่อยๆจืดและมีวัชพืชขึ้นมาทดแทน แล้วก็เกิดการทับถมของซากพืชอยู่เรื่อยๆ เมื่อหนาแน่นขึ้นก็จะมีต้นไม้มาทดแทนกลายเป็นป่าพรุขึ้นมา แต่กระบวนการนี้ต้องใช้เวลายาวนานเกือบหมื่นปีเลยทีเดียว
       
       ป่าพรุพบได้ทั่วไปในที่ที่มีน้ำท่วมขัง ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ แบ่งเป็น ป่าพรุสมบูรณ์และป่าพรุเสื่อมโทรม
       
       สำหรับป่าพรุสิรินธรหรือป่าพรุโต๊ะแดง เป็นป่าที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงสนพระทัยเป็นกรณีพิเศษโดยเสด็จด้วยพระองค์เองมาที่ป่าแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
       
       ป่าแห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ ?เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี?อยู่ ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ภายใต้โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.)เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ

น้องๆ ไกด์น้อยแนะนำต้นไม้ในเส้นทางพิพิธภัณฑ์สาคู

น้องๆไกด์น้อยแนะนำต้นไม้ในเส้นทางพิพิธภัณฑ์สาคู
       ป่าพรุสิรินธร มีคำขวัญประจำผืนป่าว่า ?พรุโต๊ะแดง ป่าเดียว น้ำเดียว ในแดนดิน? ถือเป็นป่าพรุสมบูรณ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มีพื้นที่ประมาณ 125,625 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอในนราธิวาส คือ อำเภอเมือง ตากใบ สุไหงโกลก และสุไหงปาดี
       
       ระบบนิเวศในป่าพรุสิรินธรมีความหลากหลายสลับซับซ้อน สรรพชีวิตที่นี่ล้วนพึ่งพาอาศัยเกี่ยวพันกัน มีพืชพันธุ์ราว 500 ชนิด มีสัตว์ป่ากว่า 200 ชนิด พบสัตว์หายาก อาทิ ค่างแว่นถิ่นใต้ แมวป่าหัวแบน หนูสิงคโปร์ นกกางเขนดงหางแดง นกจับแมลงสีฟ้ามาเลเซีย(พบในเมืองไทยที่นี่เพียงแห่งเดียว) ปลาดุกรำพัน และปลาปากยื่น ปลาชนิดใหม่ของโลกซึ่งพบได้ที่นี่เท่านั้น
       
       ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ป่าพรุสิรินธรจึงมีความสำคัญกับชุมชนรอบๆผืนป่าอย่างมาก ทั้งเป็นแหล่งจับปลาเพื่อการบริโภคและป่าสวยงามมาส่งขาย เป็นแหล่งเก็บหาของป่า อาทิ ผลหลุมพี เที๊ยะ เงาะป่า มะม่วงป่า น้ำผึ้ง เห็ด ผักกูด ใบกะพ้อ เป็นต้น
       
       ทั้งนี้ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯได้มีการตกลงในเรื่องการควบคุม พื้นที่ทำมาหากินตามแนวทางรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ผืนป่าไม่ให้ถูกทำลายไปมากกว่านี้ เนื่องปัจจุบันพื้นที่ป่าพรุสิรินธรถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
       
       ความสำคัญของป่าพรุสิรินธรอีกอย่างหนึ่งก็คือ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ในอันดับต้นๆของนราธิวาส เป็นดังห้องเรียนธรรมชาติอันมากไปด้วยสิ่งน่าสนใจและเรื่องราวให้ชวนค้นหา โดยทางผู้ดูแลป่าพรุได้ทำเส้นทางท่องเที่ยวหลักๆไว้บริเวณ?ศูนย์วิจัยและศึกษาธรรมชาติป่าพรุสิรินธร? อ.สุไหงโกลก

ทางเดินศึกษาธรรมชาติผ่านป่าอันร่มรื่น

       เส้นทางเดินเหล่านี้สร้างเป็นสะพานไม้ยกพื้นทอดตัวไปตามผืนป่าแบบไม่แปลกแยกกับธรรมชาติ
       
       แรกที่ผมไปถึงตั้งใจจะไปเดินเส้นทางไกลสุด 1,200 เมตร เพราะๆ ไหนอุตส่าห์ดั้นด้นไปถึงนราธิวาสแล้ว แต่พอดีว่าทางเดินเส้นนี้ทางศูนย์ฯ เขาปิดซ่อม จึงเปลี่ยนมาเป็นเส้นทางพิพิธภัณฑ์สาคูในระยะทาง 920 เมตร แทน
       
       งานนี้ผมไม่ได้ไปคนเดียวโดดๆหากแต่มีน้องๆ ไกด์น้อยกลุ่มหนึ่งพานำชม โดยมีพี่เจ้าหน้าที่จากศูนย์ฯ เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำเพิ่มเติมอยู่อีกที
       
       น้องๆไกด์น้อยกลุ่มนี้ มาจากโครงการ?วัยใสไกด์ธรรมชาติ? ที่ทางศูนย์นำเด็กๆในพื้นที่มาอบรม ปลูกฝัง งานด้านการอนุรักษ์ป่าพรุ รวมทั้งฝึกการเป็นเจ้าของบ้านที่ดีเพื่อมาแนะนำให้ความรู้เบื้องต้นกับนักท่องเที่ยว
       
       แรกที่น้องไกด์น้อยคนหนึ่งเจอกับผม เธอถามติดตลกว่า พี่?มานราฯไม่กลัวหรือคะ?
       
       ไม่ทันที่ผมจะตอบกลับไป เธอก็พูดขึ้นมาว่า ?นราฯไม่น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกค่ะ?
       
       จากนั้นเดินก็เดินนำไปบนสะพานไม้ที่ทอดยาว เส้นทางช่วงนี้มีการปรับแต่งพื้นที่อย่างสวยงาม เป็นทางเดินผ่านพรุน้ำกว้างพอประมาณ มีดอนดินแหลมยื่นเข้ามา บนนั้นโดดเด่นไปด้วยต้นหมากแดงกลุ่มหนึ่ง ในเส้นทางมีฐานอธิบายคามหมายเป็นจุดๆ มีศาลาให้พักกาย พักใจ แต่ไม่หลับตาฝันดีเหมือนเพลงของพี่ปู พงษ์สิทธิ์

เส้นทางลัดเลาะไปในหมู่ไม้

     บนทางเดินบนพรุน้ำนี้พี่ ธนิตย์ หนูยิ้ม นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญพื้นที่ที่เดินมาด้วยกันบอกกับผมว่า
       
       ?แม้ป่าพรุจะมีน้ำท่วมขังเกือบทั้งปี แต่ที่ก็เคยเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2541?
       
       ไฟป่าในป่าพรุเมื่อไหม้แล้วจะดับยากมากกว่าป่าชนิดอื่น เพราะเชื้อเพลิงไม่ได้มีแค่ต้นไม้ในป่า หากแต่ชั้นพีทหรือบรรดาซากไม้ที่ทับถมกันในชั้นดินพรุนั้นคือเชื้อเพลิงชั้นดี เจ้าหน้าที่สามารถดับไฟข้างบนได้ แต่ข้างล่างไฟยังดินอยู่และลุกลามไปในชั้นพีท ทำให้การดับและควบคุมไฟยากมาก ต้องรอให้ฝนตกลงมาจึงจะช่วยดับไฟได้
       
       การเกิดไฟป่าในปี 41 นั้น พืชพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าสูญเสียล้มตายไปจำนวนมาก แต่ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงคอยบัญชาการทำฝนเทียมเพื่อดับไฟด้วยพระองค์เอง สุดท้ายสายฝน(เทียม) ก็โปรยสายลงมาดับไฟป่าได้
       
       สำหรับการเกิดไฟป่านั้นก็มาจากน้ำมือของมนุษย์นี่เอง


ทางเดินในช่วงนี้ต้องค้อมหัวคารวะต่อธรรมชาติ

   หลังผ่านเส้นทางพรุน้ำมา ทางเดินนำเข้าสู่ป่าที่รกครึ้มขึ้น ช่วงนี้ผมเริ่มเจอต้นสาคูขึ้นโชว์ต้นอยู่ทั่วไป
       
       ?สาคูใบของมันนำมามุงหลังคาได้ ส่วนต้นตัดมาสกัดเป็นแป้งสาคู สาคูไส้หมูที่พี่กินที่กรุงเทพฯส่วนใหญ่ไม่ได้ทำมาจากแป้งสาคูแท้ๆ ไม่เหมือนสาคูที่นราฯ?
       
       น้องไกด์น้อยคนเดิมเล่าให้ผมฟัง ซึ่งในระหว่างทางมีฐานหนึ่งฐานนำเสนอการนำสาคูมาทำเป็นแป้ง จากนั้นเส้นทางนำผ่านพรุน้ำที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นปะปนกันทั้งไม้น้ำ ไม้ล้มลุก และไม้ยืนต้น แสดงเห็นถึงระบบนิเวศอันหลากหลาย และความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ก่อนที่เส้นทางจะเป็นวงรอบกลับมาบรรจบกันในจุดแยกอีกครั้งหนึ่ง
       
       สำหรับป่าพรุสิรินธรหรือป่าพรุโต๊ะแดงมีความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการบริหารจัดการ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวซึ่งที่ล่าสุดเพิ่งคว้ารางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยหรือรางวัลกินรี(2553) จากททท. ในประเภทแหล่งท่องเที่ยวดีเด่นมาครองสดๆ ร้อนเป็นครั้งที่สาม หลังจากที่เคยได้รับรางวัลยอดเยี่ยม และรางวัลดีเด่นมาแล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
       
       อย่างไรก็ตามในความยิ่งใหญ่ น่าทึ่ง ของป่าพรุสิรินธร และศักยภาพอันสูงเยี่ยมทางการท่องเที่ยวนั้น กลับน่าเสียดายว่า จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ต้องมาพลาดโอกาสทางการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และอีกหลายๆเรื่องไปอย่างน่าเสียดายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งผมได้แต่ภาวนาขอให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับคืนสู่ความสุขสงบโดยเร็ววัน

13 ตุลาคม 2553
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000144210
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 02, 2011, 09:28:32 AM โดย โนรี »



 

Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15